
วันพฤหัสก่อน ฉันได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ท่านหนึ่ง ว่าพบข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าผู้ป่วยมะเร็งทีเราเคยไปเยี่ยมบ้าน 2 ครั้ง ได้เสียชีวิต เมื่อ 2 วันก่อน
..ฟังดูอาจไม่มีอะไรน่าแปลกใจ..
แต่ผู้ป่วยที่เป็นสุภาพบุรุษชาวต่างประเทศ รายนี้เป็นมะเร็งที่โคนลิ้น กำลังรับ Immunotherapy อยู่ ซึ่งนอกจากอาการกลืนลำบาก แล้วก็ช่วยเหลือตัวเองได้หมดทุกอย่าง แถมยังเป็นผู้ดูแลภรรยาซึ่งมีอาการทรงตัวลำบากจาก Celebellar degeneration ด้วย
ฉันยังติดใจซุปฟักทอง อาหารมื้อประจำที่แกโชว์ฝีมือปั่นให้ชิมด้วยตัวเอง..การจากไปแบบ "ไม่ทราบสาเหตุ" อย่างกะทันหัน ซึ่งสร้างความตกใจให้ฉันไม่น้อย..พยายามคิดว่ามียาอะไรที่อาจเกี่ยวข้องหรือเปล่า ผู้ป่วยก็ไม่ได้ใช้ยาแก้ปวดอะไรเลย ยาที่ใช้ประจำก็เพียงยาลดความดันครึ่งเม็ดเท่านั้น
อีกประเด็น คือโดยปกติเมื่อผู้ป่วยที่เยี่ยมบ้านเสียชีวิต ญาติมักจะโทรมาบอก แต่รายนี้เราได้รู้จากหนังสือพิมพ์แทน..
ฉันจึงตัดสินใจโทรไปที่บ้าน ภรรยาของผู้ป่วยรับสาย ด้วยความที่น้ำเสียงฟังดูปกติจนฉันไม่แน่ใจว่าข่าวผู้ป่วยเสียถูกต้องหรือเปล่า..จึงแก้เกี้ยวด้วยการบอกกำหนดการจะไปเยี่ยมอีกครั้ง.."Mr. S เสียชีวิตแล้วนะคะ" ภรรยาพูดแทรกขึ้น ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ..ฉันจึงถามว่าตั้งศพไว้ที่ไหน คิดถึงประสบการณ์ว่าคริสต์จะตั้งศพไว้ที่โบสถ์ก่อนฝัง.."เผาไปเรียบร้อยคะ ตั้งศพไว้วันเดียว"..เอาละสิ ฉันชักงง แต่ก็พูดแสดงความเสียใจและยังนัดหมายไปเยี่ยม เพื่อ support grief เพราะถึงแม้น้ำเสียงในโทรศัพท์ไม่ได้บ่งบอกถึงความเศร้า ถึงฉันจะเคยได้ยินทั้งคู่เถียงกัน ว่า Mr.S นอนกรนเสียงดัง ขณะที่ Mr.S บ่นว่าภรรยาเปิดแอร์เย็น ก็คงไม่ใช่เหตุให้คู่ทุกข์คู่ยากที่อยู่มา 40 กว่าปีไม่รู้สึกอะไร..
จนวันนี้ ที่ได้ไปเยี่ยมภรรยา เธออยู่ในชุดปฎิบัติธรรมสีขาว เธอยิ้มต้อนรับด้วยสีหน้าอิดโรย..นักศึกษาแพทย์ที่ไปด้วยเริ่มสร้างสัมพันธภาพ ด้วยการชมว่าวิวจากหน้าต่างคอนโดนั้นเห็นดอยสุเทพสวยงามมาก..
ฉันและ นศพ.มองตากัน ว่าใครจะเป็นคนเปิดประเด็นถามเรื่อง Mr.S ก่อน..ฉันยังคงถามทั่วๆไปว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร.. เธอตอบสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า " ยัง Numb คะมึนๆ ยังนึกอะไรไม่ออก..แต่โดยทั่วไปก็ถือว่า OK กินได้นอนได้คะ"..." เราไปเที่ยวต่างจังหวัดมา กลับมาก็หนื่อยหลับไป พอเช้ามาปลุกให้มาทานอาหาร เขาก็ไม่ตื่น" เสียงเธอเริ่มเครือ.."เพียงแค่วันเดียวหลังจากลูกชายจากต่างประเทศมาเยี่ยม" น้ำตาที่เหมือนน้ำในเขื่อนก็ทะลายออกมาจนเราหาทิชชูให้แทบไม่ทัน... เธอชี้ให้ดูห่อผ้าบรรจุอัฐิของสามี ซึ่งเหนือห่อนั้นเป็นรูป Mr.S ยิ้มอย่างมีความสุขขนาดใหญ่แขวนอยู่ " Mr.S สั่งเสียไว้ว่า หากเสียชีวิต ให้เผาที่วัด (เอ่ยชื่อวัดป่าแห่งหนึ่งใน อ.สารภี) แล้วนำอัฐิไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ..เขาเป็นนักวางแผนที่ดีเยี่ยม..."ภรรยาเล่าไปด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา เรื่องราวเกี่ยวกับผู้ป่วยมากมายที่เราไม่รู้พรั่งพรูออกมา รวมทั้งด้วยเรื่องที่พวกเราอดอมยิ้มไม่ได้.."Mr.S ไม่มาเข้าฝันป้าเลย ไปเข้าฝันยามคอนโดแทน..เนี่ยไปใบ้หวยเขาถูกเลขท้ายสองตัวเลย"
ก่อนกลับ น้อง นศพ. วัดความดันภรรยาผู้ป่วยได้ 170/80 ทั้งที่ทุกครั้งความดันเธอจะต่ำๆ ตามรูปร่างที่ผอมบาง..เธอจึงบอกนอนไม่หลับ..เมื่อฉันถามถึง ที่นอนไม่หลับนั้นคิดเรื่องอะไร " คิดถึง Mr.S ตลอดเวลา.." เธอนอนในห้องนอนเดิม " ปกติถ้าได้ยินเสียงเขากรน ถึงจะรำคาญ แต่ก็ยังอุ่นใจ ถ้าเสียงกรนเงียบไป ต้องลุกขึ้นมาดูว่าเขายังอยู่ดีหรือเปล่า"...
นศพ.ยังฟังได้เสียง crepitation เล็กน้อยที่ชายปอดขวา..เธอบอกว่าช่วงนี้ไอ มีน้ำมูก แต่ไม่อยากกินยา ไม่อยาก X-ray..เราลากลับพร้อมนัดหมายมาเยี่ยมอีกครั้ง พร้อมกับคำแนะนำทิ้งท้าย.."ช่วงนี้อากาศเย็น คุณป้าลองปิดแอร์นอนแล้วใส่เสื้ออุ่นๆ นะคะ"
การไปเยี่ยมบ้านครั้งนี้ คงไม่ใช่คำตอบว่า ทำไมไม่เศร้า..หากแต่สอนให้ฉันพบว่าการสรุปและตัดสินตามประสบการณ์เก่า อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
ชื่นชมค่ะกับการทำงาน bereavement support ใน case นี้ น่าจะตามต่อนะคะเพราะพี่เคยเจอ case prolong grief มาเศร้าตอนเดือนที่ 3 ค่ะ
ขอบคุณคะพี่กุ้งนาง เห็นด้วยคะว่าคงต้องติดตามต่อไปหลังหาย numb แล้ว
หลายครั้ง คนดูแลหลักที่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว จะไม่รู้สึกเศร้า และยังแถมรู้สึก โล่งใจเป็นพิเศษอีกด้วยซ้ำ เมื่อคนไข้เสียชีวิต จนบางครั้ง อดถามเราไม่ได้ว่า ผิดมั้ย..ที่ฉันรู้สึกอย่างนั้น
ส่วนเรื่องกรนเนี่ย ต้องไปถามอาจารย์สะ-กรน เอ้ย..สกล เขาเป็นเจ้าพ่อเรื่องนั้น
มาอ่านเรื่องราวผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับความตาย
ทำให้รับบรู้ว่ายังมีคนใจบุญกุศลที่คลุกคลีเรื่องนี้อย่างไม่เบื่อหน่ายเหน็ดเหนือย
ขอยกย่องในสิ่งที่คุณทำ นับเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่มนุษย์จะจดจำ
ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
คุณสหรัฐ ขอบคุณมากคะ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการได้เห็นรุ่นพี่แพทย์พยาบาล ที่เป็นแบบอย่าง ไม่เช่นนั้นคงไม่เชื่อว่า Palliative care นอกจากไม่หดหู่แล้ว ยังหล่อเลี้ยงความเป็นมนุษย์ของวิทยาศาสตร์การแพทย์ด้วยคะ :>