ประวัติความเป็นมา

โดย  มนต์มนัส  ศรีวารินทร์

          เตาปูน เล่ากันว่าเป็นสภาพหมู่บ้านมาช้านานแล้ว  ก่อนสมัยมีพระราชบัญญัติการปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗  เพราะบรรพบุรุษของชาวบ้านแห่งนี้  สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี  และมาเพิ่มเติมอีกในสมัยรัชกาลที่ ๓  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะได้นำชาวลาวในนครเวียงจันทร์อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานบ้านช่อง อยู่กันสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้

           ตำบลเตาปูนเป็นเคยเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๔ ขึ้นกับแขวงตำบลบ้านสีทา เป็นที่ตั้งด่านทางน้ำ (ในสมัยนั้นเรียกว่า แขวงภูมิ ) คำว่า “เตาปูน” เป็นชื่อเตาใหญ่  ที่ทางสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ราชอนุชาสมัยรัชกาลที่ ๔ เสด็จมาสร้างวังบ้านสีทา  หรือที่เรียกกันว่า “พระบวรราชวังสีทา” (ซึ่งปรากฏว่าวังอยู่ในหมู่ที่ ๗ ติดต่อกับหมู่ที่ ๘ ตำบลสองคอนในปัจจุบัน ) สร้างขึ้นเพื่อเผาอิฐ   เผาหินปูนขาวไว้สำหรับก่อสร้างรากฐานของวังดังกล่าว  เพราะว่าหากขนมาจากกรุงเทพฯ หรือที่อื่นก็ระยะทางไกลเกินไปไม่สะดวกในการขนส่ง  เพราะในสมัยก่อนไม่มีถนน หรือรถบรรทุก  จำเป็นต้องอาศัยทางน้ำอย่างเดียว จึงโปรดให้สร้างเตาเผาอิฐ  เผาปูน ขึ้นด้วยเหตุเอง 

           ต่อมาเมื่อทางราชการประกาศใช้ในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่    พ.ศ.๒๔๕๗  แล้ว ในรัชกาลที่ ๕  ได้กำหนดหมู่บ้าน  ขึ้นเป็นตำบล  อำเภอ เปลี่ยนจากคำว่าเมืองเป็นจังหวัด  จึงได้เอานิมิตรหมายเตาปูนแห่งนี้เป็นชื่อตำบลสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้

 

ลักษณะภูมิประเทศ 

          ตำบลเตาปูนมีเนื้อที่  ๙,๕๒๑  ไร่   เป็นตำบลขนาดเล็ก อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำป่าสัก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของที่ตั้งอำเภอแก่งคอย ลักษณัพื้นที่โดนทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม หมู่บ้านอาศัยสร้างบ้านเรือนอยู่ตามชายฝั่งแม่น้ำแควป่าสัก  เดิมทีเดียวเล่าว่าหมู่บ้านนี้อัตคัดน้ำ  ราษฎรส่วนใหญ่ต่องอาศัยน้ำอุปโภคบริโภคจากลำน้ำป่าสักเป็นสำคัญ  การคมนาคมติดต่อกับเมืองสระบุรี (สาไห้) ในสมัยโบราณ ก็อาศัยพาหนะทางเรือล่องตามลำน้ำป่าสักไป มีอณาเขตติดต่อกับตำบลใกล้เคียงดังนี้

          ทิศเหนือ                ติดต่อกับ ต.สองคอน อ.แก่งคอย

          ทิศใต้                    ติดต่อกับแม่น้ำป่าสัก และ ต.ตาลเดี่ยว อ.แก่งคอย 

          ทิศตะวันออก           ติดต่อกับ ต.สองคอน อ.แก่งคอย

          ทิศตะวันตก            ติดต่อกับ ต.บ้านแก้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ

 

ลักษณะการปกครอง

          ตำบลเตาปูนแม้จะมีพื้นที่แคบ แต่แบ่งออกเป็นหมู่บ้านถึง ๗ หมู่บ้าน คือ

               หมู่ที่ ๑  บ้านท่าช้าง

               หมู่ที่ ๒ บ้านหนองจอก

               หมู่ที่ ๓ บ้านกลาง

               หมู่ที่ ๔  บ้านหัวโนน

               หมู่ที่ ๕ บ้านแพะ

               หมู่ที่ ๖  บ้านมอญ (เตาปูน)

               หมู่ที่ ๗  บ้านท่าใหญ่

 

บ้านท่าช้าง  เคยเป็นท่าน้ำใหญ่ ใครจะเอาช้าง  เอาม้า เอาวัว เอาควายมาขาย จากทิศทางใดก็ตาม ต้องมาข้ามที่ท่าน้ำแห่งนี้  โดยเฉพาะโขลงช้างป่าที่จะข้ามไปฝั่งโน้น  ก็ต้องมาข้ามที่ท่านี้ จึงได้นามดังกล่าวสืบมา

บ้านหัวโนน  เนื่องจากเป็นที่ราบสูงกว่าหมู่บ้านอื่นๆ

บ้านแพะ  มิใช่ว่ามีแพะ แกะมากก็หาไม่ แต่เป็นลักษณะบ้านที่มีป่าละเมาะสูงๆ ต่ำๆ มาก เป็นคำพื้อนบ้านในสมัยโบราณ  หมายถึง ที่รกร้างว่างเปล่า  มีพงหญ้า  หรือกอไม้หนาแน่นเท่านั้นเอง

บ้านมอญ  ได้แก่คนมอญที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำมาด้วยจากกรุงเทพมหานคร เพื่อเอามาสอนชาวบ้านปั้นอิฐ เผาปูน  ไว้สร้างรากฐานวังสีทาในสมัยนั้น

ตำบลเตาปูนมีกำนันสืบต่อมา จนถึงปัจจุบัน จำนวน ๑๑  คน คือ

          ๑. ขุนนำพล  (คนบ้านแพะ)

          ๒. นายบุญมา (คนบ้านท่าช้าง)

          ๓. ขุนปราโมทย์  (ชุ่ม  สมิงแก้ว)

          ๔. นายทัด   อุดมพร

          ๕. นายโท   เจริญสุข

          ๖. นายบัวทอง  คีมานะกิจ

          ๗. นายปิ่น   สมิงแก้ว

          ๘. นายด้วง   ทองศิริ

          ๙. นายพาก   สุขศิลา

          ๑๐. นายสำรวย   มอญหา

          ๑๑. นายฐิน   ทองศิริ (ปัจจุบัน)

 

ศาสนา  การศึกษา   วัฒธรรม  ประเพณี  และอาชีพ

          ศาสนา  มีวัดทางพุทธศาสนา  รวม  ๓  วัดได้แก่

            ๑. วัดเตาปูน  ตั้งอยู่หมู่ที่ ๖  เป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาพร้อมกับบ้านเตาปูน

            ๒. วัดบำเพ็ญธรรม (บ้านแพะ)  ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕

            ๓. วัดโพธิ์งาม  ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒

 

          การศึกษา  ตำบลเตาปูน  มีโรงเรียนสังกัด  สปช. อยู่  1 โรงเรียน  คือ โรงเรียนวัดเตาปูน  ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 สอนระดับ อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3  

          วัฒนธรรม  ประเพณี  ชาวบ้านเตาปูนมีเชื้อสายมาจากลาวนครเวียงจันทน์  อพยพมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี  และสมัยรัชกาลที่ ๓ ชาวบ้านจึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีแบบชาวไทยอีสาน  ผสมผสานกับไทยภาคกลางทั่วๆ ไป รักความสงบและประกอบสัมมาชีพ

                                อาชีพ  ราษฎรในตำบลนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ  ทำนาเป็นหลัก  รองลงมาก็คือการทำไร่ ทำสวน (ปัจจุบันมีอาชีพรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น)