ผู้หญิงจะมีความอ่อนไหวกับราคา แต่จะใช้โอกาสหรือเหตุการณ์ ในการตัดสินใจซื้อ

เมื่อ ครั้งที่แล้วเราพูดถึงเรื่อง พิเศษ 1500 กันมาแล้วเรามาดูกันดีกว่า ว่า  ธรรมดา 500

นั้นเป็นอย่างไร คือ เป็นประสบการณ์ตรงที่ได้พบเจอมาก็ คือ ต้องไปงานเลี้ยงรุ่น แล้วมี

โอกาสเป็นกรรมการตัดสินการประกวด ดาวเดือนของคณะ วันนั้นจึงต้องสวยเป็นพิเศษ

เราก็เลยไปที่ร้านเสริมสวย  ชิ่อร้าน BOOM SALON อยู่ตรงโค้ง U center รอบ

มหาวิทยาลัย ขอนแก่น คือ ที่เราไปที่ร้านนั้นเพราะว่า มีรุ่นพี่บอกว่า  ที่นี่แต่งหน้าทำผม

เป๊ะ เราก็เลยลองเค้าไปทำดู วันนั้นลูกค้าที่ร้านเยอะมาก

พี่เจ้าของร้าน: แล้วจะแต่งหน้าไปงานอะไรจ๊ะ

เรา: อ๋อไปงานเลี้ยงนะค่ะ อืม แล้ว ค่าแต่งหน้า ทำผมเท่าไรคะ

พี่เจ้าของร้าน: แต่งหน้าทำผม 500 บาทจ๊ะ

เราก็โอเคเพราะไม่แพงมาก เพราะถ้าแพงกว่านี้คงไปแต่งร้านอื่น เพราะราคาที่เรารู้มาก็

จะประมาณนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เสร็จพอดี พี่เค้าแต่งหน้าทำผมสวยมาก แล้วก็ไม่แพง

พอไปงานก็ปรากฏว่าผ่านเพราะได้รับเสียงตอบรับที่ดี คือ เพื่อนๆชมว่าสวยดี

เห็นมั้ยค่ะจากเคสข้างต้น เราเสียเงินแค่ 500 บาท ในการเสริมสวย

และมาดูอีกเคสก็ คือ งานรับปริญญา ที่ทุกคนจะวุ่นวายเป็นพิเศษแต่ที่จะกังวลเป็น

พิเศษก็คือ จะแต่งหน้าทำผมที่ไหนดี

วันรับปริญญา ดิฉันก็ในฐานะรุ่นพี่ก็ต้องไปแสดงความยินดีกับบัณฑิตที่จบใหม่ และวัน

นั้นก็ได้ไปถ่ายรูปกับน้องรหัส

 

เรา: พลอย พี่ยินดีด้วยนะ                           

 พลอย:ขอบคุณค่ะพี่ผัก                       

เรา: อืม แต่งหน้าที่ไหนเนี่ย

พลอย:ร้านตรงหลังมอพี่

เรา: หรอ เค้าคิดกี่บาท

พลอย:ของพลอยจ้างแค่ 2 วัน วันละ1200

เรา: โอ้โห้ 1200 บาท เลยแพงจัง

 พลอย:พลอยก็ว่างั้น แต่บอกเค้าไว้แล้วไง นี่ถูกนะเนี่ย ของเพื่อนพลอยวันละ 1500

แนะ

เห็นมั้ยค่ะว่าแค่ โอกาสคนละโอกาส งานคนละงาน แต่จุดประสงค์เดียวกัน ราคากลับ

ต่างกันอย่างมาก เพราะโอกาสที่เกิดขึ้นสามารถสร้างมูลค่าของสินค้า ได้เพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อ

ก็จะมาเข้ากับกลยุทธ์ 8 p คือ

PRODUCT,PRICE,PLACE,PROMOTION,PROCESS,PEOPLE,

PHYSICAL EVIDENCE,PISSADAN

ก็จะมาตรงกับ PRICE และ PLACE นั่นก็ คือ โอกาสสามารถสร้างราคา

หรือมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการได้ เช่น งานรับปริญญา หรือ งานแต่งงาน ซึ่ง

โอกาสเหล่านี้ได้สร้างรายได้ให้กับธุรกิจร้านเสริมสวยอย่างมาก เพราะโอกาสเหล่านั้น

สำคัญกับชีวิต ผู้หญิงจึงต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง และไม่ว่าราคาจะสูงขนาดไหน

ก็ยอมจ่ายเพิ่ม ถ้าตัวเองรู้สึกว่าสวย หรือมีคนชมว่าสวย เพราะผู้หญิงจริงๆแล้วแค่ต้อง

การความมั่นใจเท่านั้นเอง   แต่ในอีกด้านหนึ่งถ้าโอกาสนั้นไม่ได้สำคัญเท่าไร ก็จะไม่

ยอมเสียเงินเยอะเพราะเห็นว่าไม่จำเป็นเท่าไร ถ้าออกมาแล้วดีก็เท่าทุน แต่ถ้าออกมา

แล้วไม่พอใจ ก็จะคิดว่าก็ราคาถูกก็ออกมาได้แค่นี้แหละ

เพราะฉะนั้น ผู้หญิงจะมีความอ่อนไหวกับราคา แต่จะใช้โอกาสหรือเหตุการณ์ เป็นตัว

พิจารณาว่าสินค้าและบริการนั้นคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่