ฝรั่งมีคำกล่าว ว่า 'Apple a day, doctor away.' = "แอปเปิ้ลวันละผลช่วยไกลหมอ (ไม่ป่วยง่าย)"... คนที่เกลืยดหรือเบื่อหมอควรจะกินผักผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้กรองกาก) เพื่อจะได้อยู่ไกลหมอ
การศึกษาเร็วๆ นี้พบ ผู้ชายที่เสพสม 2 ครั้ง/สัปดาห์ ลดเสี่ยงโรคหัวใจไปเกือบครึ่้ง... นี่คงเป็นข่าวดีสำหรับท่านที่ไม่ชอบพวกหมอเช่นกัน [ Telegraph ]
...
บล็อกของเราไม่มีนโยบายสนับสนุนกิจกรรมทำนองนี้ ทว่า... ขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นข้อมูล และเพื่อเรียนภาษาอังกฤษกันครับ
การศึกษาทำในกลุ่มตัวอย่างผู้ชายกว่า 1,000 คนพบ ผู้ชายที่ร่วมเพศสม่ำเสมอ (= make love / to lovemake) ลดเสี่ยงโรคหัวใจที่มีอันตรายถึงชีวิตไปได้จนถึง 45% เมื่อเทียบกับผู้ชายที่เสพสม 1 ครั้ง/เดือน หรือน้อยกว่านั้น
...
สหราชอาณาจักร (หมู่เกาะอังกฤษ = UK) มีประชากรใกล้เคียงกับไทย คือ 61.4 ล้านคน (กลางปี 2552; ไทย = 63.4 ล้านคน) มีคนเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันกำเริบ 270,000 คน [ stat.gov.uk ]; [ ipsr ]
โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งใน UK ไม่เหมือนไทยที่มีสาเหตุการตายสำคัญได้แก่ มะเร็ง อุบัติเหตุ สโตรค (หลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน, อัมพฤกษ์, อัมพาต), โรคหัวใจ, ปอดอักเสบ-โรคปอด [ thaiins ]
...
การศึกษาก่อนหน้านี้ในเรื่องการเสพสมมักจะเป็นเรื่องร้ายๆ เช่น เสพสมมากไปทำให้ป่วยหนัก ฯลฯ ที่ถึงกับเป็นโรคหัวใจกำเริบไปก็มี
สถาบันวิจัยนิวอิงแลนด์ (New England = อังกฤษใหม่ หรือเมืองชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งคนอังกฤษอพยพไปอยู่แถบนั้นก่อนส่วนอื่นๆ ของสหรัฐฯ) แมสซาชูเซทส์ US ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ชายอายุ 40-70 ปี
...
การศึกษา นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาผู้ชายสูงอายุแมสซาชูเซทส์ (Massachusetts Male Ageing Study) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปีั 1987 = พ.ศ. 2530 ติดตามไป 16 ปี
กลไกที่การเสพสมช่วยลดเสี่ยงโรคหัวใจอาจเป็นผลจากการได้ออกแรง-ออกกำลัง คลายเครียด หรือทำให้ชีวิตสมรสดีขึ้น
...
กลไกอื่นที่เป็นไปได้ คือ คนที่ไม่ค่อยเสพสมอาจไม่ค่อยแข็งแรง เช่น นกเขาไม่ขัน นกเขาขันน้อย มีโรคเรื้อรัง ป่วยบ่อย ฯลฯ
การศึกษาก่อนหน้านี้ทำโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ พบว่า ผู้ชายที่หลั่งอสุจิ ไม่ว่าจะเป็นการหลั่งผ่านการร่วมเพศ (sex) หรือช่วยตัวเอง (masturbation) 5 ครั้ง/สัปดาห์ขึ้นไป มีความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง
...
การศึกษา อีกรายงานหนึ่งจากมหาวิทยาลัยวิลเคส เพนซิลวาเนีย US พบว่า การเสพสม (sex) 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ในหน้าหนาว ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรค และลดการติดเชื้อโรคหวัด (colds) และไข้หวัดใหญ่ (flu)
การศึกษานี้พบว่า คนที่เสพสมสม่ำเสมอมีระดับสารภูมิต้านทานโรค (immunoglobulin A / IgA) ที่ช่วยจับยึดเชื้อโรคไว้แบบเหนียวหนึบ ทำให้เชื้อโรคถูกระบบภูมิต้านทานโรคทำลายได้ง่ายขึ้น
...
การศึกษา อีกรายงานหนึ่งจากมหาวิทยาลัยคัลการี แคนาดาพบว่า การเสพสม (sex) สม่ำเสมอทำให้ฮอร์โมนโพรแลคทิน (prolactin) หลั่งออกมามากขึ้น ทำให้ผู้หญิงมีการรับรู้กลิ่นดีขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่า นี่อาจเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้คุณแม่ (mums) มีพันธะผูกพัน (bond) กับลูกน้อย โดยจะจำกลิ่นลูกได้ตั้งแต่แรกเกิด
...
ข้อควรระวัง คือ การเสพสมแบบสำส่อนเพิ่มเสี่ยงเอดส์ ซึ่งอาจทำให้ไม่มีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน (มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคอื่นก่อนเป็นโรคหัวใจ)
การแสวงหาความสุขโดยชอบธรรม และเสพแต่พอประมาณน่าจะเป็นวิถีทางที่ปลอดภัยกว่าในระยะยาว
...
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
...
ภาษาอังกฤษสบายๆ สไตล์เรา
ต้นฉบับเรื่องนี้คือ 'Having sex twice a week 'reduces chances of heart attack by half'' = "เสพสม 2 ครั้ง/สัปดาห์ ลดเสี่ยงโรคหัวใจกำเริบครึ่งหนึ่ง"
คลิกลิ้งค์ > คลิกลำโพง-ธงชาติ > ฟัง-ออกเสียงตามเจ้าของภาษา 3 รอบ เพื่อให้จำศัพท์ได้ถูกต้องและเร็ว
...
ย้ำเสียงหนัก (accent) ที่พยางค์แต้มสี กรณีมีตำแหน่งย้ำเสียง 2 ตำแหน่ง, ตำแหน่งที่ย้ำเสียงหนักกว่า คือ พยางค์ที่ใช้ตัวอักษรตัวหนา
@ have sex = make love = lovemake (v.) = เสพสม
...
@ [ masturbate ] > [ แม้ส - เท่อ - เบท - t ] > http://www.thefreedictionary.com/masturbate > (v.) = ช่วยตัวเอง ทำน้ำอสุจิให้หลั่ง
@ [ ejaculate ] > [ อี - แจ๊ค - คิ่ว - เหลท - t ] > http://www.thefreedictionary.com/ejaculate > (v.) = หลั่งน้ำอสุจิ
...
คำ 'ejaculate' แปลว่า "ตะโกน" , "อุทาน" ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเวลาโกรธใคร... ควรฝึกหัดยับยั้งชั่งใจเท่าที่ทำได้ ระวังอย่าไป 'ejaculate' ใส่ใครเข้า
@ [ semen ] > [ ซี้ - เหม่น ] > http://www.thefreedictionary.com/semen > noun = อสุจิ
...
ติดตามบล็อกของเราได้ทางทวิตเตอร์ > [ Twitter ]
ที่มา
-
Thank Telegraph > Having sex twice a week 'reduces chances of heart attack by half'. 8 January 2010. / Source > American Journal of Cardiology.
-
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. > 8 มกราคม 2553.
-
ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.