แต่เดิมนั้นอำเภอนี้เป็นเมืองที่ชื่อว่า เมืองโขงเจียม ในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2364 ในตอนนั้นเมืองโขงเจียมได้ขึ้นตรงต่อเมืองนครจำปาศักดิ์ และต่อมารัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เมืองโขงเจียมมาขึ้นตรงต่อเมืองเขมราฐในปี พ.ศ. 2371 และในปี พ.ศ. 2443-2445 เมืองโขงเจียมก็ได้ถูกลดฐานะลงเป็น อำเภอโขงเจียม ขึ้นตรงกับเมืองเขมราฐ จากนั้นอีกไม่นานเมืองเขมราฐได้ถูกลดฐานะจากเมืองเขมราฐเป็นอำเภอเขมราฐ ขึ้นกับเมืองยโสธร จึงทำให้อำเภอโขงเจียมขึ้นตรงกับเมืองยโสธรด้วย

      ข้อความข้างต้นผมคัดลอกจาก เว็บ วิกิพิเดีย ซึ่งผมมั่นใจว่าน่าจะเขียนไม่จบ ที่มั่นใจเพราะผมเป็นคนอุบลราชธานี ตอนผมเป็นเด็ก จังหวัดอุบลราชธานีมีหลายอำเภอ ทางตะวันออกติดแม่น้ำโขง มีอำเภอบ้านด่าน อำเภอโขงเจียม พอตอนเป็นหนุ่มทราบว่า อำเภอโขงเจียม เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอบ้านด่าน เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอโขงเจียม นัยว่า.. เดิมอำเภอบ้านด่านเป็นที่ตั้งของเมืองโขงเจียม ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมามีการย้ายที่ว่าการอำเภอโขงเจียมไปตั้งที่บริเวณอำเภอศรีเมืองใหม่ (ปัจจุบัน) เมื่อบ้านด่านเป็นอำเภอ คงมีการคืนชื่อให้เจ้าของเดิม

       นั่นคือ...ประวัติศาสตร์ครับ ปัจจุบันโขงเจียมเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อกระฉ่อน ภายใต้คำขวัญ

       "รวมมัจฉา ภูผางาม น้ำสองสี ศิลป์ดีที่ผาแต้ม"

       แต่ที่ผมไปโขงเจียมคราวนี้ ผมกลับได้พบกับฝูงชนมากมาย เฝ้าดูตะวันขึ้นที่ผาแต้ม (ไม่ทราบว่าที่ผาชะนะได คนจะเยอะไหม)

      ส่วนหนึ่งของฝูงชน มีทั้งเด็ก คนหนุ่ม ชรา ชายและหญิง ผมคะเนด้วยสายตาคงจะไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคน

กว่าจะถึงคิวมาถ่ายรูปป้ายนี้ได้ ก็ต้องรอหลายนาที

หลังจากดื่มกาแฟ เติมพลังพวกเราก็ไปชมผาแต้ม แต่...ไม่ได้ภาพผาแต้มหรอก ไปได้รังผึ้งแต้มที่หน้าผาแทน

กลับออกมาจากผาแต้ม พวกเราก็แวะถ่ายรูปที่เสาเฉลียง

สายๆ เราไปนั่งเรือล่องแม่น้ำโขงสีปูน แม่น้ำมูลสีคราม

(โปรดอ่านต่อตอน 2 นะครับ)