ฤทธิ์ของมิติที่จับต้องไม่ได้
ปัญญาทางด้านดนตรีจะมีความเกี่ยวพันกันกับปัํญญาทางด้านมิติสัมพันธ์
และปัญญาทางด้านคณิตศาสตร์ได้อย่างไรนั้น ดร.เราส์เชอร์ไม่ได้ให้คำตอบที่ชี้ชัดลงไป
แต่คำถามนี้เป็นคำถามที่จำเป็นต้องตอบ
เนื่องจากคำตอบที่ได้มาจะช่วยให้เรามองเห็น
ความสัมพันธ์ระหว่างปัญญาทั้ง ๓ ด้านได้ดีมากขึ้น
อีกทั้งยังช่วยให้เรามียุทธศาสตร์ ในการจัดกระบวนการเรียนรู้
ที่ให้สำเร็จประโยชน์ในลักษณะบูรณาการได้จากการลงแรงทำงานในครั้ง
เดียว
แน่นอนว่าการเล่นดนตรีมีผลทำให้ปัญญาทางด้านดนตรีพัฒนา
แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผลจากการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า
การเล่นดนตรีช่วยให้ปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์พัฒนาขึ้น
และปัญญาทางด้านคณิตศาสตร์ก็พัฒนาขึ้นด้วย
หากแต่อะไรทำให้เป็นเช่นนั้น
ปัญญาทั้งสามด้านทำงานร่วมกันในลักษณะเช่นไร
ความสัมพันธ์ของมิติที่เราคุ้นเคยกันดีคือ มิติที่มองเห็นได้
จับต้องได้ มีความกว้าง ยาว สูง ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด
แต่ยังมีความสัมพันธ์ของมิติอีกชนิดหนึ่งที่เข้าใจได้ยากและไม่มีรูปปรากฏให้เห็น
ก็คือความสัมพันธ์ของมิติเวลา
เรื่องของมิติสัมพันธ์
และคณิตศาสตร์มีความสัมพันธ์ที่แยกจากกันไม่ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ
เรขาคณิตที่เป็นการใช้ตรรกวิทยาสัญลักษณ์
ประกอบไปกับภาพเชิงมิติสัมพันธ์
หรือเรขาคณิตวิเคราะห์ที่ใช้ภาพเชิงมิติสัมพันธ์ประกอบกับสมการทางพีชคณิต
ในทางดนตรี
แม้จะไม่มีมิติที่สัมผัสได้ด้วยตา และการจับต้อง
แต่ถ้าเราถ่ายทอดความถี่ของเสียงออกมาเป็นภาพได้
เราก็จะเห็นเส้นความชัน หรือเส้นcontour ของเสียงในความถี่ต่างๆได้เช่นกัน
การสัมผัสกับมิติของเสียงจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้จินตนาการ
และการรับรู้ที่ละเอียด สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟังจะต้องดี
เรื่องที่ติดตามมาก็คือเรื่องของการมีสมาธิในการฟัง
และความมีสุนทรียภาพ
มิติของดนตรีประกอบขึ้นจากท่วงทำนองของเสียงสูงต่ำ ดังเบา
และจังหวะ ที่ประกอบเข้าด้วยกัน
ความเป็นดนตรีประกอบขึ้นจาก
-
ความสูงต่ำของเสียง (pitch) ที่ร้อยเรียงเป็นทำนองหลัก (melody) ความสูงต่ำนี้ให้จินตภาพของมิติด้านสูง-ต่ำ อ้วน-ผอม และหนัก-เบา
-
ความดังเบา (dynamic) ซึ่งให้จินตภาพของมิติด้านใกล้-ไกล หรือใหญ่-เล็ก
-
จังหวะช้าเร็ว หรือชีพจรจังหวะ (tempo) เป็นมิติทางเวลา
-
ภายในชีพจรจังหวะ (tempo) ประกอบไปด้วยจังหวะ
(rhythm) หรือการเน้นให้เกิดเสียงจังหวะที่มีความหนักเบา ถี่ห่าง
ซึ่งให้จินตภาพในลีลาของการเดินทาง
-
ในทำนองหลัก (melody) นอกจากจะประกอบด้วยความสูงต่ำของเสียงแล้ว ยังมี
- ความหนาแน่นและช่องว่าง (duration) ซึ่งให้จินตภาพโดยตรงเกี่ยวกับพื้นที่ และปริมาตร
- การเน้นสำเนียงของทำนองหลัก (accent) ที่จะก่อให้เกิดความรู้สึกถึงความหนา-บางอย่างประณีต
-
นอกจากนี้ในโครงสร้างของกลุ่มเสียงในคีย์ต่างๆยังมีลักษณะของการจัดกลุ่มpattern
อนุกรม และลำดับ ซึ่งคล้ายกับระบบจำนวนนับ
และพีชคณิตในคณิตศาสตร์ด้วย
-
ในการดำเนินไปของดนตรียังต้องอาศัยมิติทางเวลาเป็นแกนที่ดนตรีจะดำเนินไป
ดนตรีจึงแสดงถึงปรากฏการณ์ที่มีการเกิดก่อน เกิดหลัง ความสืบทอด
และการขาดตอน ขององค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวไว้ข้างต้น
เป็นการใช้จินตนาการในมิติทั้ง ๔ (กว้าง ยาว สูง
และเวลา) อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับคณิตศาสตร์
สมองจึงต้องผลิตจินตนาการขึ้นมาเพื่อรับรู้เสียงของดนตรีที่มีความซับซ้อน
ที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างของเสียงที่มีความหนาแน่น ช่องว่าง ระยะ
ความใกล้-ไกล
ความสูง-ต่ำ ความใหญ่
ความเล็ก ความบางของเสียงที่แตกต่างกันไปในแต่ละโน้ต
และจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นอีก เป็นหลายเท่า
หากมีการเพิ่มแนวของเสียงประสานเข้าไปในเพลง
ซึ่งจะทำให้มิติของเพลงยิ่งทวีคูณ
เพิ่มขึ้นตามจำนวนของแนวประสานที่สอดใส่เข้าไป
และตัวจินตนาการที่เกิดขึ้นก็ต้องมีโครงสร้าง ที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ
ตามความซับซ้อนของดนตรี
เพื่อที่จะจำลองเสียงที่ได้ยินให้เกิดขึ้นอีกครั้งในสมอง
ดุจเดียวกับที่เคยได้ยินมานั่นเอง
แต่กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนเราไม่รู้สึกถึงความล่าช้าในการถ่ายทอดสัญญาณ
ในขณะที่มีการเล่นดนตรีร่างกายก็มักจะเคลื่อนไหวอวัยวะตามจังหวะดนตรีไปด้วย
ระบบกล้ามเนื้อ และระบบประสาทสัมผัสก็ตื่นตัวไปทุกส่วน
หากมีการขับร้องในขณะที่เล่นดนตรี ไปด้วย
สมองก็ยังต้องสั่งการเรื่องการควบคุมเสียงร้องเพิ่มขึ้นไปจากการสั่งให้สมองส่วนที่ควบคุม
อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเล่นดนตรีที่ทำงานอยู่เดิม
นอกจากนี้สมองยังต้องสร้างจินตนาการเกี่ยวกับ มิติของเสียงร้อง
ที่ต้องมีเรื่องของความหนาแน่น ช่องว่าง ระยะ
ความใกล้-ไกล
ความสูง-ต่ำ ความใหญ่
ความเล็ก ความบางของเสียงที่แตกต่างกันไปในแต่ละโน้ต
เพื่อที่จะสั่งอวัยวะที่ควบคุมการเปล่งเสียง
ให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง
ด้วยเหตุนี้
สมองจึงต้องสร้างคุณสมบัติชนิดหนึ่งขึ้นเพื่อรองรับความสามารถ
หรือปัญญาทางด้านดนตรี ซึ่งเป็นคุณสมบัติร่วมกันกับที่สมองต้องใช้
เมื่อต้องทำงานเกี่ยวกับเรื่อง ปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์
และปัญญาทางด้านคณิตศาสตร์ ดังนั้นการพัฒนาปัญญาทางด้านดนตรี
จึงมีความสัมพันธ์กันกับความก้าวหน้าของปัญญาทั้ง ๒ ด้าน
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง
แต่ดนตรีมีฤทธิ์พิเศษที่ปัญญาในอีก ๒
ด้านไม่มี นั่นคือ ดนตรีเป็นมนต์ที่ทำให้ผู้เรียนเกิด ความเพลิดเพลิน
มีสมาธิอย่างต่อเนื่อง เกิดการซึมซับรับรู้ทั้งในระดับรู้ตัว
กึ่งรู้ตัว และไม่รู้ตัวขึ้นได้
อำนาจที่ว่านี้ทำให้การพัฒนาปัญญา(ทั้ง ๓ ด้าน) ด้วยดนตรีมีคุณอย่างเอนกอนันต์
ข้อเขียนนี้เป็นสมมติฐานที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์
ประกอบเข้ากับข้อมูลของนักวิจัย
ทำให้เกิดการปะติดปะต่อเป็นภาพความเข้าใจดังที่ได้แสดงไว้นี้
หากท่านใดมีประเด็นที่อยากจะเข้ามา ลปรร.ก็ยินดีค่ะ
เขาว่าดนตรีคือภาษาสากล คณิตศาสตร์ก็คงเป็นภาษาสากลด้วยเช่นกัน
บางคนชอบเพลง rock ไม่ชอบเพลง jazz บางคนชอบเรขาคณิตแต่ไม่ชอบตรีโกณ
บางคนดื่มกินดนตรีเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต บางคนอธิบายจักรวาลด้วยตัวเลขได้โดยไม่ต้องจ้องมองท้องฟ้า
บางคนไม่ชอบดนตรีแต่ชอบคณิตศาสตร์ บางคนไม่ชอบคณิตศาสตร์แต่ชอบดนตรี
ทั้งหมดนี้คงไม่ใช่เป็นแต่เพียงเรื่องของสมอง แต่เป็นเรื่องของก้อนเนื้อเท่ากำปั้นของเราด้วย
สมองกับหัวใจเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า คลื่นสมองกับคลื่นหัวใจอยู่มิติเดียวกันหรือไม่
เวลาปวดหัว อาจมีที่ปวดใจไปด้วย แต่เวลาปวดใจมักไม่ปวดหัว เพราะเวลาหัวใจทำงานหนัก สมองมักไม่ค่อยทำงาน
เป็นประโยชน์มากครับ โดยเฉพาะการใช้กับเด็กๆ
ชอบประโยคนี้
ทำให้การพัฒนาปัญญา(ทั้ง ๓ ด้าน) ด้วยดนตรีมีคุณอย่างเอนกอนันต์
ขอบคุณครับ
ขอบคุณเช่นกันค่ะ…ครูใหม่
สวัสดีค่ะ ตามมาตามอ่านค่ะ มิน่าล่ะตอนสมัยมัธยม อ.สอนคณิตศาสตร์ให้นักเรียนทุกคนออกไปร้องเพลงหน้าห้องด้วยค่ะ ทั้งๆที่ๆไม่ค่อยถนัดวิชานี้เลยแต่พอนึกถึงช่วงเวลานั้นแล้วมีความสุขทุกครั้ง เพราะอย่างนี้นี่เอง ขอบคุณค่ะ
ดีใจค่ะที่บันทึกนี้กลายเป็นกุญแจไขปริศนาความสุขให้กับคุณจอย
:)
ครูใหม่