ผลของโปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกายด้านความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไวที่มีต่อการพัฒนาทักษะ
การเลี้ยงลูกฟุตบอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1
The Effect of Physical Capability (Speed and Agility Aspects) Practice Program on Ball Dribbling Skill Development among Matthayomsuksa 2 Students, Banharnjamsaiwittaya 1 School.
นายวีระ ปิ่นเจริญ
www. [email protected]
บทคัดย่อ
การ วิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกายด้านความเร็วและ ความแคล่วคล่องว่องไว ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีสุ่มอย่างง่ายจำนวน 30 คน จำแนกเป็นนักเรียนกลุ่มควบคุม 15 คน และกลุ่มทดลอง 15 คนโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มการทดลองใช้เวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ โดยดำเนินการตามแผนแบบการทดลองแบบสองกลุ่ม มีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง จากนั้น จะวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด เพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบ 2 กลุ่มเป็นอิสระจากกันในกรณีเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง และการทดสอบค่า ที แบบ 2 กลุ่ม มีความสัมพันธ์กัน ในกรณีเปรียบเทียบภายในกลุ่มควบคุมหรือกลุ่มทดลอง
ผลการวิจัยพบว่า
1. ก่อนการทดลอง นักเรียนกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีอายุเฉลี่ย น้ำหนักเฉลี่ย และส่วนสูงเฉลี่ย ไม่แตกต่างกัน
2. ก่อนการทดลองนักเรียน กลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง ทำเวลาเฉลี่ย ในการทดสอบความ
เร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ไม่แตกต่างกัน
3. หลังการทดลอง นักเรียนในกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง ทำเวลาเฉลี่ย ในการทดสอบ
ความ เร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยนักเรียนในกลุ่มทดลองทำเวลาได้ดีกว่านักเรียนในกลุ่มควบคุม
4. นักเรียนกลุ่มควบคุมทำเวลาเฉลี่ยในการทดสอบความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลหลังการทดลองแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .001, .01 และ .001 ตามลำดับ โดยหลังการทดลองทำเวลาได้ดีกว่าก่อนการทดลอง
5. นักเรียนกลุ่มทดลองทำเวลาเฉลี่ยในการทดสอบความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลหลังการทดลองแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยหลังการทดลองทำเวลาได้ดีกว่าก่อนการทดลอง
ผล การวิจัยชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมที่กำหนดมีประสิทธิผลในการเพิ่มพูนสมรรถภาพทางกายด้านความเร็วและ ความแคล่วคล่องว่องไวแก่นักเรียน และการให้นักเรียนฝึกความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไวตามโปรแกรมควบคู่กับ การเรียนหน่วยวิชาฟุตบอลตามปกติ จะช่วยพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล อันเป็นทักษะที่
สำคัญในการเรียน หน่วยวิชาฟุตบอลได้ดีกว่าการเรียนหน่วยวิชาฟุตบอล ในรายวิชาพลศึกษาตามปกติ เพียงอย่างเดียว
Abstract
The purpose of this research was to study the effect physical capability (speed and agility aspects) practice program on ball dribbling skill development among matthayomsuksa 2 students, Banharnjamsaiwittaya 1 school. The simple random sampling was used to selected 30 subjects and randomly assigned them equally into experimental and control groups. The design of this experiment was two group pre-test / post-test. After 8 weeks of experiment, all data was analyzed for answering the research objectives. The statistics used for data analysis were mean (), standard deviation (S.D.), independent-sample t-test (compared between experimental and control group) and pair-sample t-test (compared between pre-test and post-test in each group).
The research found that:
- Before experiment, there were no difference in average age, average weight, and average height between control group and experimental group.
- Before experiment, there were no difference in average time in speed test, agility test, and ball dribbling test between control group and experimental group.
- After experiment, the average time in speed test, agility test, and ball dribbling test of control group and experimental group were different at statistical significant .001 (the experimental group could make average time better than the control group)
- The average time in speed test, agility test, and ball dribbling test of control group before and after experiment were different at statistical significant .001, .01, and .001 respectively (the average time after experiment were better than before experiment)
- The average time in speed test, agility test, and ball dribbling test of experimental group before and after experiment were different at statistical significant .001 (the average time after experiment were better than before experiment)
This research results indicated that the program could improve capability in speed and agility of matthayomsuksa 2 students in Banharnjamsaiwittaya 1 school. Besides, the students who practicing this program together with football lesson learning as usual could enhance their ball dribbling skill far better than the students who learned football lesson only.
บทนำ
ใน ประเทศไทยนั้น มีการเล่นกีฬาฟุตบอลตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในปัจจุบัน ฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมที่สุดของประชาชนชาวไทย และมีผู้นิยมเล่นอย่างแพร่หลายทั้ง ในสถาบันการศึกษา ในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนทั่วไป (อุทัย สงวนพงษ์, 2545: 3-10) โดยกระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีการเรียนการสอนกีฬาฟุตบอล ในหลักสูตรอย่างกว้างขวางในทุกระดับการศึกษา เนื่องจากเป็นกีฬา ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาคนขั้นพื้นฐาน ให้สามารถวางรากฐานการเคลื่อนไหวได้อย่างถูกต้อง และมีศักยภาพในการพัฒนาอวัยวะและร่างกายโดยรวมให้ทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ สามารถปฏิบัติกิจกรรมประจำวันได้อย่างมีความสุข อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะเล่นกีฬาฟุตบอลได้ดีนั้น จะต้องมีสมรรถภาพทางกายที่ดีด้วย การเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายสำหรับนักกีฬาฟุตบอลจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย และใช้เวลาในการแข่งขันนานพอสมควร (ชาญวิทย์ ผลชีวิน, 2545: 18) นักกีฬาฟุตบอลจะต้องฝึกสมรรถภาพทางกายทุก ๆ ด้านพร้อมกับฝึกทักษะต่าง ๆ ของกีฬาฟุตบอลควบคู่กันไป
ใน บรรดาทักษะต่าง ๆ ของกีฬาฟุตบอลนั้น ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลจัดเป็นทักษะที่มีความสำคัญต่อการเล่นฟุตบอลอย่าง มาก เนื่องจากเป็นทักษะที่ใช้มากที่สุดทั้งในการเล่นและการแข่งขันฟุตบอล หากมีการพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลให้สูงขึ้น จะช่วยทำให้การเล่นฟุตบอลมีประสิทธิภาพมากขึ้น (เอกชัย ถนัดเดินข่าว, 2545: 230; ชาญวิทย์ ผลชีวิน, 2545: 70; ชัยสิทธิ์ สุริยจันทร์ และพิชิตพล สุทธิสานนท์, 2549: 61) การพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลให้สูงขึ้น จะต้องอาศัยสมรรถนะทางกาย ด้านความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไวของผู้เล่นเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การฝึกความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไว ของนักกีฬาฟุตบอลจะแตกต่างไปจากการฝึกนักกีฬาประเภทอื่น ๆ การฝึกความเร็วสำหรับนักกีฬาฟุตบอลนั้น ควรฝึกทั้งในสภาวะที่มีลูกฟุตบอลและไม่มีลูกฟุตบอล เช่น การวิ่งสปีดอย่างเร็ว ในระยะสั้น ๆ เช่น การวิ่ง 20 เมตร และ 30 เมตร การวิ่งอย่างเร็วไปที่จุดโทษและกลับมา การวิ่งอย่างเร็วไปที่ขอบเขตโทษและกลับมา ส่วนการฝึกความแคล่วคล่อง ว่องไวของนักฟุตบอล เป็นความสามารถพิเศษที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติกิจกรรมทุกอย่างโดย เฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนทิศทางหรือเปลี่ยนตำแหน่งของ ร่างกายอย่างรวดเร็ว เช่น การออกวิ่งอย่างเร็ว การหยุดกะทันหัน การเปลี่ยนทิศทางในการเคลื่อนที่ทันที โดยการฝึกความเร็วจะต้องดำเนินการให้สัมพันธ์กับการฝึกความแคล่วคล่องว่องไว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักกีฬาฟุตบอล
ด้วย เหตุนี้ ผู้วิจัยผ้งเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 จึงดำเนินการพัฒนาโปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกายด้านความเร็วและความแคล่ว คล่องว่องไวขึ้น โดยคาดหวังว่า ผลของการฝึกความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไวตามโปรแกรมนี้ จะช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลให้ดีขึ้นได้ ผู้วิจัยได้ทดลองใช้โปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกายด้านความเร็ว และความแคล่วคล่องว่องไวที่พัฒนาขึ้นนี้ กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 (4 สิงหาคม – 26 กันยายน 2551) และดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อทดสอบผลของโปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกายด้านความเร็วและความแคล่วคล่อง ว่องไวที่มีต่อการพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 ผลการวิจัยครั้งนี้ นอกจากจะช่วยยืนยันประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นแล้ว ย่างเป็นระบบ ดยรทางด้านร่างกายและยังเป็นข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้าง หรือพัฒนาโปรแกรมฝึกความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไวที่เป็นมาตรฐาน และการใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกีฬาฟุตบอลให้บรรลุผลตามจุด มุ่งหมายของหลักสูตรต่อไป
วัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกายด้านความเร็วและความแคล่ว คล่องว่องไวที่มีต่อการพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1
วิธีการวิจัย
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 จำนวนทั้งสิ้น 160 คน
กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ มีจำนวน 30 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) เพื่อเลือกกลุ่มตัวอย่าง ในการทดลอง จำนวน 30 คน และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่ม (randomly assignment) เพื่อจำแนกนักเรียนกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม (กลุ่มควบคุม และ กลุ่มทดลอง) กลุ่มละ 15 คน
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
2.1 เครื่องมือสำหรับดำเนินการทดลอง คือ โปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกายด้านความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไวที่ผู้ วิจัยสร้างขึ้น และให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) ของโปรแกรม โดยใช้แบบประเมินคุณภาพ โปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกายด้านความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไว มีลักษณะเป็นเป็นแบบประเมินค่า (Rating scale) 5 ระดับ ตามแบบลิเคอร์ท (Likert) จากผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ พบว่าโปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกายด้านความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไว ได้รับการประเมินในระดับดี มีค่าเฉลี่ย 4.38 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.16
2.2 เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย
1) แบบบันทึกข้อมูลทางกายภาพของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับ อายุ น้ำหนัก และส่วนสูง
2) วิธีวัดความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไว โดยผู้วิจัยประยุกต์วิธีการทดสอบสมรรถภาพทางกายมาตรฐานนานาชาติ (International Council for the Physical Fitness Research หรือ ICPFR) เฉพาะรายการทดสอบความเร็ว (วิ่งระยะทาง 50 เมตร) และรายการทดสอบความแคล่วคล่องว่องไว (วิ่งเก็บของ) ข้อมูลที่เก็บ คือระยะเวลาที่นักเรียนแต่ละคนใช้ในการทดสอบความเร็วและความแคล่วคล่องว่อง ไว มีหน่วยเป็นวินาที
3) วิธีวัดทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ใช้วิธีการที่กำหนดในหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
3. วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบทดลองชนิดศึกษาสองกลุ่ม และมีการวัดก่อนการทดลองและหลังการทดลอง โดยมีกระบวนการดำเนินงาน ดังนี้
3.1 กำหนดวัน เวลา สถานที่ อุปกรณ์ และกลุ่มตัวอย่าง
3.2 จัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ ตารางการฝึกความเร็ว และความแคล่วคล่องว่องไว สำหรับกลุ่มทดลอง ใบบันทึกผลเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
3.3 จัดประชุมเพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนและวิธีการดำเนินงานแก่นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง
3.4 ดำเนินการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และสอบถามอายุของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง และจดบันทึกลงในแบบบันทึกข้อมูลรายบุคคล จากนั้น ทำการทดสอบก่อนการทดลอง (pre - test) เพื่อวัดทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไว ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง และเปรียบเทียบผลการทดสอบระหว่างนักเรียนกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง เมื่อพบว่า ไม่มีความแตกต่างในผลการทดสอบก่อนการทดลองระหว่างนักเรียนทั้งสองกลุ่ม จึงจะดำเนินการขั้นตอนต่อไป
3.5 ดำเนินการทดลอง โดยกำหนดให้นักเรียนกลุ่มควบคุมเรียนรายวิชาฟุตบอลตามปกติ ส่วนนักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลองจะเรียนรายวิชาฟุตบอล ร่วมกับการฝึกความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไวตามโปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทาง กายด้านความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไวที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น การฝึกความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไว จะใช้เวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน คือ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ระหว่างเวลา 16.30 น. - 17.30 น. ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ตั้งแต่ วันที่ 4 สิงหาคม 2551 ถึง 26 กันยายน 2551
3.6 เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 8 สัปดาห์ ที่กำหนด ผู้วิจัยดำเนินการทดสอบหลังการทดลอง (post-test) เพื่อวัดทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ความเร็ว และความแคล่วคล่องว่องไวของนักเรียน ทั้งสองกลุ่มอีกครั้ง จากนั้นจะนำข้อมูลทั้งหมด (ผลการทดสอบก่อนการทดลองและหลังการทดลอง) ไปวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติเพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัยต่อไป
4. วิธีวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้
ผู้วิจัยนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for Social Sciences) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลมีดังนี้
4.1 วิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพ และผลการทดสอบก่อนการทดลองและหลังการทดลองของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองด้วย ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
4.2 ทดสอบความแตกต่างของลักษณะทางกายภาพ และผลการทดสอบก่อนการทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองด้วยการทดสอบค่า ทีแบบ 2 กลุ่มเป็นอิสระจากกัน (independent-samples t-test) โดยกำหนดนัยสำคัญที่ระดับ .05
4.3 ทดสอบความแตกต่างของผลการทดสอบก่อนการทดลองและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง ด้วยการทดสอบค่าทีแบบ 2 กลุ่มมีความสัมพันธ์กัน (paired-sample t-test) โดยกำหนดนัยสำคัญที่ระดับ .05
4.4 ทดสอบความแตกต่าง ของผลการทดสอบก่อนการทดลองและหลังการทดลอง ของกลุ่ม
ควบคุม ด้วยการทดสอบค่าทีแบบ 2 กลุ่มมีความสัมพันธ์กัน (paired-sample t-test) โดยกำหนดนัยสำคัญที่ระดับ .05
4.5 ทดสอบความแตกต่างของผลการทดสอบหลังการทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ด้วยการทดสอบค่าทีแบบ 2 กลุ่มเป็นอิสระจากกัน (independent-samples t-test) โดยกำหนดนัยสำคัญที่ระดับ .05
ผลการวิจัย
1. ผลการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอายุ น้ำหนัก และส่วนสูงของนักเรียนในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนการทดลอง พบว่า ก่อนการทดลอง นักเรียนในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอายุ น้ำหนัก และส่วนสูงไม่แตกต่างกัน จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 ที่กำหนดว่า ก่อนการทดลอง ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอายุ น้ำหนัก และส่วนสูงของนักเรียนในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ไม่แตกต่างกัน
2. ผลการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนการทดลองพบว่า ก่อนการทดลอง นักเรียนในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความ เร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลไม่แตกต่างกัน จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 ที่กำหนดว่าก่อนการทดลอง ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของเวลาที่ทำได้ในการทดสอบความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ไม่แตกต่างกัน
3. ผลการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลของกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง พบว่า นักเรียนในกลุ่มควบคุมมีความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหลังการทดลองนักเรียนในกลุ่มควบคุมทำเวลาได้ดีกว่าก่อนการทดลอง จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 3 ที่กำหนดว่าในกลุ่มควบคุม ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของเวลาที่ทำได้ในการทดสอบความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลหลังการทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลอง
4. ผลการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง พบว่า นักเรียนในกลุ่มทดลองมีความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหลังการทดลองนักเรียนในกลุ่มทดลองทำเวลาได้ดีกว่าก่อนการทดลอง จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 4 ที่กำหนดว่าในกลุ่มทดลอง ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของเวลาที่ทำได้ในการทดสอบความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลหลังการทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลอง
5. ผลการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง พบว่า หลังการทดลอง นักเรียนในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนในกลุ่มทดลองทำเวลาได้ดีกว่านักเรียนในกลุ่มควบคุม จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 5 ที่กำหนดว่าหลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของเวลาที่ทำได้ในการทดสอบความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม
อภิปรายผล
จากผลการวิจัยโดยสรุปข้างต้น มีประเด็นที่ผู้วิจัยจะนำมาอภิปรายผล ดังนี้
1. จากการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ที่พบว่า หลังการทดลอง นักเรียนในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนในกลุ่มทดลอง ทำเวลาได้ดีกว่านักเรียนในกลุ่มควบคุมนั้น ผลการวิจัยที่พบนี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกายด้านความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไวที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สามารถพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้จริง ด้วยเหตุนี้ การสร้างโปรแกรมฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะทางกายที่สอดคล้องกับทักษะสำคัญของกีฬา แต่ละชนิด จะมีผลในทางส่งเสริมให้นักกีฬามีโอกาสประสบความสำเร็จในการเล่นกีฬานั้น ๆ มากขึ้นได้ ดังจะเห็นได้จากผลการศึกษาของประดิษฐ์ ปาเลย์ (2541) ที่ศึกษาผลของการกระโดดเชือกและการออกกำลังกายแบบเก้าจัตุรัสที่มีต่อระบบ ไหลเวียนเลือดและความคล่องแคล่วว่องไว และพบว่า การกระโดดเชือกและการออกกำลังกายแบบเก้าจัตุรัสในระยะเวลา 8 สัปดาห์ สามารถพัฒนาความทนทานของระบบหัวใจและหลอดเลือด และความแคล่วคล่องว่องไวของนักกีฬาได้ หรือผลการศึกษาของอรนุช ศรีเขียวพงษ์ (2546) ที่ศึกษาผลของการฝึกความแข็งแรงและความอ่อนตัวที่มีต่อความแคล่วคล่องว่องไว ของนักฟุตบอล และพบว่า ภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 กลุ่มควบคุมที่ฝึกโปรแกรมฟุตบอลเพียงอย่างเดียวกับกลุ่มทดลองที่ฝึกด้วย โปรแกรมความอ่อนตัวควบคู่กับการฝึกความแข็งแรงร่วมกับการฝึกโปรแกรมฟุตบอล มีความแคล่วคล่องว่องไวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มที่ฝึกด้วยโปรแกรมความอ่อนตัวควบคู่กับการฝึกความแข็งแรงร่วมกับ โปรแกรมการฝึกฟุตบอล มีค่าเฉลี่ยเวลาในการทดสอบความแคล่วคล่องว่องไวลดลงมากกว่ากลุ่มที่ฝึก โปรแกรมความแข็งแรงร่วมกับโปรแกรมการฝึกฟุตบอล กลุ่มที่ฝึกโปรแกรมความอ่อนตัวร่วมกับโปรแกรมการฝึกฟุตบอล และกลุ่มที่ฝึกโปรแกรมการฝึกฟุตบอลเพียงอย่างเดียวตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีการฝึกให้เหมาะสมกับทักษะแต่ละประเภทมีผลต่อความสำเร็จของ โปรแกรมที่สร้างขึ้นด้วย
2. จากการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลของกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง ที่พบว่า นักเรียนในกลุ่มควบคุมมีความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหลังการทดลองนักเรียนในกลุ่มควบคุมทำเวลาได้ดีกว่าก่อนการทดลองนั้น ผลการวิจัยที่พบนี้ ชี้ให้เห็นว่า เฉพาะโครงการสอนรายวิชาฟุตบอลที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนตามปกติก็สามารถ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับนักกีฬาฟุตบอลได้เช่นกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลองที่ได้รับการฝึกตามโปรแกรมควบคู่กับการ เรียนตามปกติ จะเห็นได้ว่า กลุ่มทดลองสามารถทำเวลาในการทดสอบสมรรถนะด้านความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลหลังทดลองดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองเช่นกัน โดยสามารถทำเวลาได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากวิธีการฝึกในโปรแกรมการฝึกสมรรถภาพทางกายด้านความเร็วและ ความแคล่วคล่องว่องไว ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ได้รับการออกแบบให้สามารถเพิ่มความเร็วและความสามารถในการหดตัวของกล้าม เนื้อกลุ่มที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ซึ่งตามหลักของการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย (สมชาย ประเสริฐศิริพันธ์และคณะ, 2546: 52) สามารถทำได้โดยการฝึกความแข็งแรง และการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การเคลื่อนไหวมีความเร็วมากขึ้นด้วย โดยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วนี้จะส่งผลต่อความแคล่วคล่องว่องไว ขณะเดียวกัน การฝึกกำลังกล้ามเนื้อ จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและองค์ประกอบของกล้ามเนื้อ คือจะทำให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงและมีกำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มความแคล่วคล่องว่องไวให้มากขึ้น ดังที่ วิทยา เลาหกุล (2543: 164-172) กล่าวว่า ความเร็ว (speed) คือ ความสามารถของกล้ามเนื้อในการทำงานมากขึ้น หรือทั้งหมดของร่างกาย เคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมาย โดยใช้เวลาอันรวดเร็วและสั้นที่สุด เช่น การวิ่งหรือว่ายน้ำในระยะ 50 เมตร และ 100 เมตร เป็นต้น นอกจากนั้น ยังสอดคล้องกับแนวคิดของ วรศักดิ์ เพียรชอบ (2548: 61) ที่กล่าวว่า ความเร็ว คือความสามารถในการหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือหลายส่วนรวมกัน ในระยะเวลาอันรวดเร็วติดต่อกันหลายครั้ง เช่น การวิ่งระยะสั้น เป็นต้น กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความเร็วมากขึ้นนี้ อาจจะใช้ในกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและความเร็วนั่นเอง นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับสุมาลี เพชรศิริ (2542: 170-172) ที่กล่าวว่า ความคล่องแคล่วว่องไว คือ ความสามารถของร่างกายที่จะบังคับควบคุมในการเปลี่ยนทิศทางของการเคลื่อนที่ ได้ด้วยความรวดเร็วและแน่นอน เช่นเดียวกับ อธิวัฒน์ ดอกไม้ขาว (2547) ศึกษาผลของการฝึกความเร็วและกำลังขาที่มีต่อความแคล่วคล่องว่องไวของนัก ฟุตบอล ผลการวิจัยพบว่า ภายในกลุ่มควบคุม มีค่าเฉลี่ยความแคล่วคล่องว่องไวก่อนการฝึก ภายหลังภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และภายหลังภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 ไม่แตกต่างกัน ภายในกลุ่มทดลองที่ 1 มีค่าเฉลี่ยความแคล่วคล่องว่องไวก่อนการฝึก ภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยความแคล่วคล่องว่องไว เป็นรายคู่โดยวิธีของ Tukey พบว่า ค่าเฉลี่ยความแคล่วคล่องว่องไวก่อนการฝึกแตกต่างจากภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 แตกต่างจากภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ภายในกลุ่มทดลองที่ 2 มีค่าเฉลี่ยความแคล่วคล่องว่องไวก่อนการฝึก ภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และภายหลังการฝึก สัปดาห์ที่ 8 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ความแคล่วคล่องว่องไวเป็นรายคู่โดยวิธีของ Tukey พบว่า ค่าเฉลี่ยความแคล่วคล่องว่องไวก่อนการฝึกแตกต่างจากภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 แตกต่างจากภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความแคล่วคล่องว่องไวระหว่างกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 พบว่า ค่าเฉลี่ยความแคล่วคล่องว่องไวไม่แตกต่างกัน แต่ภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 พบว่า ค่าเฉลี่ยความแคล่วคล่องว่องไวของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อวิเคราะห์ความแตกต่างเป็นรายคู่ พบว่าค่าเฉลี่ยความแคล่วคล่องว่องไวของกลุ่มควบคุมแตกต่างจากกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ค่าเฉลี่ยความแคล่วคล่องว่องไวของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ไม่แตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย
ผล จากการวิจัยครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีประสิทธิผลในการเพิ่มพูนสมรรถภาพด้านความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไวแก่ นักเรียน และการให้นักเรียนฝึกความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไวตามโปรแกรมควบคู่กับ การเรียนรายวิชาฟุตบอลตามปกติ จะช่วยพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล อันเป็นทักษะที่สำคัญในการเรียนรายวิชาฟุตบอลได้ดีกว่าการเรียนรายวิชา ฟุตบอลตามปกติเพียงอย่างเดียว ผลการวิจัยนี้ จะเป็นประโยชน์แก่สถานศึกษา ครูอาจารย์ หรือผู้ที่ทำหน้าที่ฝึกซ้อมนักกีฬาฟุตบอลสามารถนำโปรแกรมไปใช้ในการเรียนการ สอนนักเรียน นักกีฬาฟุตบอล หรือปรับปรุงเพื่อประยุกต์ใช้ฝึกสอน หรือฝึกซ้อมกีฬาประเภทอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1. การวิจัยในครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างเฉพาะนักเรียนชายเท่านั้น ควรมีการศึกษาจากกลุ่ม นักเรียนที่เป็นเพศหญิง และการบันทึกเวลาในการทดสอบ ควรบันทึกเวลาเป็นทศนิยม 3 ตำแหน่ง เพื่อให้เห็นความแตกต่างของเวลาในการทดสอบความเร็ว ความแคล่วคล่องว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอลชัดเจนขึ้น
2. ควรศึกษาผลของการฝึกความเร็ว และความแคล่วคล่องว่องไว ที่มีต่อการพัฒนาทักษะอื่น ๆ ของ นักฟุตบอล
3. ควรศึกษาผลของการฝึกความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไวในนักกีฬาประเภทอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยสมรรถภาพด้านความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไว เช่น วอลเลย์บอล รักบ