โดย รศ. ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, เมื่อวันเสาร์ที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓

              เมื่อปลัดอำเภอถามว่า ทำไมอาจึงเหมยหรือเล่าสือซึ่งเป็นบิดาหรือมารดาของเชี้ยวยีจึงไม่ได้ไปแจ้งการเกิดของเชี้ยวยีจึง ?  คำถามอย่างนี้ย่อมเป็นคำถามที่ไม่ตระหนักในบรรยากาศของสภาพบ้านเมืองของบ้านหัวแม่คำ จังหวัดเชียงราย ในช่วงเวลาที่เชี้ยวยีจึงเกิด กล่าวคือ ราว พ.ศ.๒๔๙๖

               ถ้าเชี้ยวยีจึงเกิดใน พ.ศ.๒๔๙๖ ก็แปลว่า เชี้ยวยีจึงเกิดก่อนการเกิดขึ้นของระบบการทะเบียนราษฎรไทยทั่วไป ซึ่งปรากฏตัวภายใต้ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๔๙๙  และกว่าจะใช้ได้จริงในพื้นที่ ก็เป็นเวลาหลายปีต่อจากนั้น

              ดังนั้น การถามหาสูติบัตรที่รับรองการเกิดของเชี้ยวยีจึงย่อมเป็นคำถามที่ไม่ตระหนักในประวัติศาสตร์กฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรนั่นเอง

              เมื่อไปค้นกฎหมายที่มีผลในขณะนั้น ก็คือ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรในเขตต์เทศบาล พ.ศ.๒๔๗๙ เราจะพบว่า มาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.นี้บัญญัติว่า “เมื่อมีคนเกิด...ในบ้านใด เป็นหน้าที่ของเจ้าบ้าน แจ้งความต่อนายทะเบียนท้องถิ่นภายในกำหนดเวลาต่อไปนี้...(ก) คนเกิด ให้แจ้งภายในสิบห้าวัน นับตั้งแต่เกิด..” แต่มาตรา ๒ แห่ง พ.ร.บ.นี้  ก็บัญญัติว่า “ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ในท้องถิ่นซึ่งมีฐานะเป็นเทศบาลเมื่อพ้นกำหนดหกเดือนหลังจากได้ประกาศพระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษา ส่วนในท้องถิ่นใดซึ่งยังมิได้มีฐานะเป็นเทศบาลในวันประกาศพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนหลังจากได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษายกฐานะท้องถิ่นนั้นเป็นเทศบาล” ซึ่งก็แปลว่า กฎหมายนี้ก็เข้าใจว่า ในพื้นที่ที่เทศบาลยังไม่เกิดขึ้น มาตรา ๑๗ ข้างต้น ก็ยังไม่อาจมีผลบังคับ

                เราต้องหันมาตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วเทศบาลเกิดในพื้นที่บ้านหัวแม่คำเมื่อไหร่กัน ?     คงไม่ใช่ใน พ.ศ.๒๔๙๖ แน่นอน

               ดังนั้น หากอาจึงเหมยจะไม่อาจแจ้งเกิดให้เชี้ยวยีจึง ก็น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่มีอำเภอหรือเทศบาลให้ไปแจ้งการเกิด และหากเชี้ยวยีจึงจะไม่มี “สูติบัตร” ซึ่งเป็น“ใบสำคัญ” ที่นายทะเบียนท้องถิ่นออกเพื่อบันทึกการแจ้งเกิดของเชี้ยวยีจึง ก็น่าจะยิ่งเป็นเรื่องที่ธรรมดามาก

            ในสถานการณ์ของคนที่เกิดในช่วงเวลาที่ระบบการทะเบียนราษฎรยังไม่สมบูรณ์ การจะมีเอกสารที่ออกโดยทางราชการอย่างที่คนในช่วงเวลาปัจจุบันมีอยู่จึงเป็นไปไม่ได้ นี้ กฎหมายก็ให้ใช้พยานบุคคลและพยานวัตถุเพื่อรับรองการเกิดแทน ซึ่งศาลฎีกาในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๓๔/๒๕๓๗ ก็เคยอธิบายเอาไว้อย่างชัดเจน

                ในคดีนี้ ศาลจังหวัดพิษณุโลกและศาลฎีการับฟังว่า นายยี่เกียมเกิดที่จังหวัดพิษณุโลกเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐ จากนายก๊กหล่านกับนางเจริญ ในขณะที่นายยี่เกียมเกิด มารดาเป็นคนสัญชาติไทย แต่บิดาเป็นคนจีนอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย บิดาได้ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแล้ว

                หากศาลทั้งสองนี้รับฟังว่า (๑) นายยี่เกี่ยมเกิดในประเทศไทยในพ.ศ.๒๔๘๐  (๒) มารดาเป็นคนสัญชาติไทย และ (๓) บิดาเป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวร ศาลก็อาจชี้ขาดได้ต่อไปว่า นายยี่เกียมมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิดโดยผลของมาตรา ๓ (๓) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖ และไม่เสียสัญชาติไทยนี้โดยผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕

                     ประเด็นที่ต้องต่อสู้กันให้ชัดเจนในประการแรก ก็คือว่า นายยี่เกี่ยมเกิดในประเทศไทยหรือไม่ ?  บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายี่เกียคนต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายและมีสิทธิอาศัยอย่างถาวรหรือไม่ ?  ประเด็นทั้งสองนี้เป็นประเด็นชี้การแพ้หรือการชนะของคดีทีเดียว ?

                    คำถามจึงวกมาที่ว่า อะไรคือพยานหลักฐานที่ชี้ว่า นายยี่เกี่ยมเกิดในประเทศไทยจากนางเจริญซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย และนายก๊กหล่าน ซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว  ?? มิใช่โดยการอ้างพยานเอกสารมหาชน กล่าวคือ มิใช่โดยสูติบัตรที่ออกตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรอย่างแน่นอน

                    ในคดีนี้ ศาลฎีกาอธิบายว่า ศาลนี้เชื่อว่า นายี่เกียมเกิดในประเทศไทย โดยพยานหลักฐานหลายลักษณะ กล่าวคือ

                    ในประการแรก ศาลนี้พิจารณาจากภาพถ่ายนายยี่เกียมในประเทศไทยก่อนที่จะออกเดินทางไปประเทศจีนกับญาติฝ่ายมารดาและภาพถ่ายของผู้ร้องกับพี่ชายและน้องชาย  โดยศาลอธิบายว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพเก่าตามสภาพอย่างเห็นได้ชัดเจน

                   นประการที่สอง ศาลฎีกายังรับฟังคำพยานบุคคล กล่าวคือ การเบิกความของนางนิตยากับนายเกี่ยงที่ยืนยันด้วยว่า ภาพถ่ายข้างต้นเป็นภาพถ่ายของนายยี่เกียมในขณะที่ยังเป็นเด็ก  ขอให้สังเกตว่า พยานบุคคลที่กล่าวอ้างมา ก็ล้วนแต่อายุไม่มากกว่านายยี่เกียม จึงไม่อาจเห็นการเกิดของยี่เกียมในลักษณะของประจักษ์พยาน แต่ศาลก็เชื่อในพยานบุคคลข้างต้น โดยศาลอธิบายว่า “พยานสองปากแรกมีอายุมากใกล้เคียงกับนายยี่เกียม และศาลเห็นว่า พยานบุคคลทุกคนเป็นผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริต มีฐานะและหลักฐานเป็นที่ยอมรับของสังคมในชนบท หากไม่เป็นความจริง คงไม่มาเบิกความต่อศาลยืนยันเช่นนั้น คำเบิกความของพยานดังกล่าวจึงน่าเชื่อ”

                   ในประการที่สาม ศาลฎีกายังรับฟังจากตัวของนายยี่เกียมเอง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นายยี่เกียมใช้ภาษาไทยได้ดีมา ทั้งที่เขาไปอยู่ประเทศจีนร่วม ๔๐ ปี ไม่เคยเดินทางกลับประเทศไทยเลย เพิ่งจะเดินทางมาประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๓๑ และมาเบิกความต่อศาลจังหวัดพิษณุโลกเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๒ แต่อย่างไรก็ตาม นายยี่เกียมยังสามารถเบิกความต่อศาลเป็นภาษาไทยได้อย่างดี ทั้งๆ ที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยได้ปีเศษ แสดงให้เห็นพื้นฐานความรู้ภาษาไทยที่มีอยู่ในขณะที่มีอายุ ๑๐ ปีก่อนเดินทางไปประเทศจีน นอกจากนั้น นายยี่เกียมแถลงต่อศาลว่า แม้มีความรู้ทางด้านแพทย์แผนโบราณซึ่งทำให้สามารถอยู่ประเทศจีนได้อย่างเป็นปกติสุข แต่ก็ต้องการเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพราะมีความผูกพันโดยสายเลือดกับญาติในประเทศไทย ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในประเทศไทย

                   ดังนั้น การที่นายยี่เกียมไม่มีสูติบัตรหรือสำเนาทะเบียนบ้านมาแสดง จึงมิใช่ข้อที่พึงตำหนิ “ประกอบกับศาลเข้าใจว่า ในช่วงระยะเวลานั้น การทะเบียนราษฎรของประเทศไทย โดยเฉพาะชนบทยังไม่เป็นระบบเรียบร้อยดังเช่นทุกวันนี้

                     ขอให้สังเกตว่า แม้อัยการจะนำสืบว่า ยี่เกียมถือหนังสือเดินทางของประเทศจีนเพื่อเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๑ และตามเอกสารดังกล่าวระบุว่า นายยี่เกียมเกิดที่มณฑลกวงตงหรือกวางตุ้ง ประเทศจีน  ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ไม่อาจทำให้ศาลเปลี่ยนความเชื่อว่า นายยี่เกียมเกิดในประเทศไทย

                    เราคงจะต้องเข้าใจว่า ความยุติธรรมในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในขณะที่เกิดสำหรับคนที่ก่อนระบบการทะเบียนราษฎรไทยย่อมจะต้องเป็นไปเท่าที่จะเป็นไปได้ในทางข้อเท็จจริง เมื่อสูติบัตรไม่อาจมีในช่วงเวลานั้น จึงจะมาเรียกร้องให้มีในวันนี้ ก็เป็นการเรียกร้องในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย การพิสูจน์ข้อเท็จจริงย่อมต้องเป็นไปในลักษณะที่สอดคล้องกับความอาจมีเหลืออยู่ของพยานหลักฐานตามความเป็นจริงในอดีต อาจไม่สมบูรณ์ อาจไม่เหมือนกันที่คนในสมัยปัจจุบันนี้อาจมีได้

                       ขอเราโปรดท่องคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๓๔/๒๕๓๗ นี้ให้ขึ้นใจ เราจะได้ไม่ก่อความอยุติธรรมแก่ชาวเขาแก่ๆ อย่างเชี้ยวยีจึง อย่าถามเธอว่า ทำไมเธอจึงไม่มีสูติบัตร ?

-----------------------------------------------------------------------

ทำไมชาวเขาที่เกิดในราว พ.ศ.๒๔๙๖ อย่างเชี้ยวยีจึงจึงไม่มีสูติบัตร ?

: คำถามที่ไม่น่าถาม ?

โดย รศ. ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

วันเสาร์ที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓

http://gotoknow.org/blog/my-work-on-birth-registration/324680

http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=496&d_id=495

----------------------------------------------------------------