ความไม่เข้าใจเหล่านี้ ทำให้การร้องขอเพื่อปฏิบัติตนในวิถีชีวิตแบบอิสลามในระดับปกติทั่วไป เช่น ขอคลุมฮิญาบของมุสลิมะฮฺในที่ทำงานกลายเป็น “เรื่องมาก”.....

 

ผมได้อ่านบทความเป็นหน้าเว็บมาชิ้นนึง อ่านแล้วรู้สึกทำให้เราเข้าใจ คำว่าเข้าใจมากขึ้น  คิดว่าเป็นประโยชน์เลยคัดลอกมาให้ พี่น้องได้อ่านกันครับ

 

 

 

เพื่อให้เข้าใจคำว่า.....เข้าใจ

 

โดย อัล อัค

 



 

                สิ่งสำคัญที่ผมเรียกร้องอยู่เสมอคือ “ความเข้าใจ” ทั้งต่อคำสอนอิสลามและสภาพของมุสลิม และสิ่งที่เป็นปัญหาเสมอก็คือ คนที่ผมสื่อสารด้วยมักจะไม่เข้าใจว่า จะเอาแต่ “เข้าใจ” ไปถึงไหนกัน?

                 ผมเข้าใจครับว่า สิ่งที่พวกเราหลายคนเป็นห่วงก็คือ เข้าใจว่า ความเข้าใจเป็นเพียงแค่เรื่อง “ความคิด” ที่ยังไม่มีการกระทำ ยิ่งกว่านั้นบางคนพาลคิดไปว่า เอาแต่เข้าใจ ก็เพียงแค่ไม่อยาก “ทำ” เท่านั้นเอง บางคนย้อนกลับมาในทำนองว่า เอาแต่ตั้งวงทำความเข้าใจ เมื่อไรจะทำเสียที !!!

                เสียงสะท้อนกลับแบบนี้มีมาก ผมจึงต้องนำประเด็นนี้ไปตอบคำถามไว้ในการบรรยายให้แก่นักศึกษามุสลิมกลุ่มหนึ่งฟัง ผมเริ่มด้วยการเล่าให้น้อง ๆ นักศึกษาฟังว่า หลายครั้งที่ผมสั่งส้มตำกับแม่ค้ามุสลิมะฮฺในกรุงเทพฯมารับประทาน ผมต้องฝืนรับประทานแทบแย่ เรียกว่าน้ำหูน้ำตาไหล เพราะว่ามันเผ็ดมาก ผมบอกแม่ค้าว่า ทำไมใส่พริกเยอะขนาดนี้? คำตอบเหมือน ๆ กันก็คือ “ก็บังเป็นคนใต้มิใช่หรือ? คนใต้ต้องกินเผ็ด” (แม่ค้าคงเดาจากสำเนียงทองแดงอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวผม)

                ครับ นี่เป็นปัญหาเรื่องความเข้าใจ แม่ค้าส้มตำเข้าใจเอาว่า คนใต้ต้องกินเผ็ดเท่านั้น แต่ผมมาจากพื้นที่ภาคใต้ที่กินเผ็ดธรรมดา ความเผ็ดแถบบ้านผมนั้น คนภาคกลางไม่ค่อยมีปัญหา ผมเองในสมัยเด็กประถม เคยไปในพื้นที่ภาคใต้บางแห่งกับแม่ผม เจออาหารบ้านญาติ เผ็ดมาก ถึงกับกินไม่ได้ แม่ต้องเอาเนื้อไปล้างน้ำ เพื่อเอาความเผ็ดออกก่อน ถึงจะกินได้ ยิ่งในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมมักเจอแต่อาหารรสมัน(อันนี้ผมชอบมาก)

                ความเข้าใจเรื่องอาหาร แค่ผิดพลาดนิดหน่อย ก็ทำให้ผมต้องทิ้งส้มตำเหลือไว้ค่อนจาน ที่หนักกว่านั้น ผมไปเยี่ยมเพื่อนที่มิใช่มุสลิม ปรากฏว่าแม่เพื่อนจัดอาหารไว้เรียบร้อย บอกว่า “อิสลามทานได้” เพราะไม่มีหมูเท่านั้นเอง ผมกระอักกระอวนใจแทบแย่ คือนอกจากกินไม่ได้แล้ว เหมือนกับทำลายน้ำใจกันอีกด้วย ... ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมไม่เคยไปเยี่ยมบ้านเพื่อนที่มิใช่มุสลิมอีกเลย(ยกเว้นตามหอพัก) กลัวเจออาหารประเภท “อิสลามทานได้”

                พูดเรื่องอาหารแล้ว พรรคพวกเล่าให้ฟังว่า เวลาจัดประชุม ทางผู้จัดจะจัดซื้ออาหารอิสลามให้ ปรากฏว่า มักจะเป็นข้าวหมกเสมอ คือคนจำนวนมากมักเข้าใจว่า อาหารอิสลามต้องแบบแขก ๆ(หมายถึงสไตล์อินเดียหรือตะวันออกกลาง) ทั้งที่พวกเรา(รวมทั้งผม)จำนวนมาก ชอบส้มตำ น้ำตก ข้าวเหนียว ไก่ย่าง อะไรทำนองนี่มากกว่า

                ผมตั้งคำถามให้นักศึกษาตอบต่อไปว่า ถ้าเราจะเลี้ยงลิง เราทราบไหมว่า ต้องให้อะไรเป็นอาหาร? คำตอบที่ได้เสียงดังฟังชัดว่า กล้วย กล้วย ผมบอกว่า นั้นแหละทำให้ลิงตรอมใจตายในที่สุด เพราะมันไม่ได้กินแค่กล้วย มันยังกินแมลงและกินอื่น ๆ อีกด้วย (ลิงมันคงเซ็งน่าดู เห็นพวกเรา เอาแต่โยนกล้วยให้)

                ดังนั้น ความไม่เข้าใจต่อธรรมชาติบางอย่างส่งผลเสียร้ายแรงถึงชีวิตเอาได้เหมือนกัน อย่าว่าการเลี้ยงลิงเลย การเลี้ยงเด็กก็เหมือนกัน คนเป็นพ่อคนแล้วแบบผม ต้องนั่งอ่านหนังสือทำความเข้าใจอะไรอีกหลายเรื่อง ไม่อย่างนั้น ไม่เพียงแค่เลี้ยงลูกไม่เป็น กลับโดนลูกหลอกเอาก็ได้ ...

                ยิ่งความไม่เข้าใจระหว่างความเชื่อ ทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อกัน ยกตัวอย่าง ในงานสัมมนาหลายครั้งกับคนมิใช่มุสลิม หากเป็นงานที่ใหญ่หน่อย เขาก็จะเชิญรัฐมนตรีมาเปิด ในการเปิดจะมีพิธีกรรมบางอย่าง ซึ่งคนในงานต้องลุกขึ้นยืนไหว้ ผมและเพื่อน ๆ ไม่ยืน นั่งเฉย ๆ ก็ถูกมองว่า ไม่ให้เกียรติ ตอนหลังถ้าพวกเราจะไปต้องไปหลังจากพิธีเปิดเสร็จแล้ว และสุดท้ายก็เลี่ยง แทบจะไม่เข้าร่วมอีกเลย ...

                ความไม่เข้าใจเหล่านี้ ทำให้การร้องขอเพื่อปฏิบัติตนในวิถีชีวิตแบบอิสลามในระดับปกติทั่วไป เช่น ขอคลุมฮิญาบของมุสลิมะฮฺในที่ทำงานกลายเป็น “เรื่องมาก” การขอจัดระบอบสถาบันการเงินที่ไร้ดอกเบี้ย กลายเป็นถือ “อภิสิทธิ์” ในที่สุดพฤติกรรมตามคำสอนอิสลามจำนวนมาก เช่น การไหว้เครา การคลุมหน้ามิดชิด(สำหรับบางทรรศนะ) ตลอดจนการปฏิเสธที่จะไปนั่งร่วมวงเพื่อนต่างศาสนิกที่ดื่มสุรา และการไม่มีแฟนไว้ควงเล่นของนักศึกษามุสลิมบางคน ถูกมองว่าเป็นตัว “แปลกประหลาด” ไป

                ความไม่เข้าใจบางระดับก็หวิดจะฟาดปากเอาเหมือนกัน อย่างคนที่เพื่อนผมบางคนกล่าวกับผมว่า มุสลิมบูชาวัว ทั้งที่นั่นเป็นความเชื่อของศาสนาอื่นของอินเดียภาคเหนือ นึกแล้วก็สังเวชใจกับคนไม่ใช่มุสลิมในบ้านเราจำนวนไม่น้อยเอาเหมือนกัน ที่ไม่สามารถแยกระหว่าง มุสลิม สิกข์ ฮินดู ออกจากกันได้ หรือบางครั้งก็เป็นอิยิปต์โบราณ เพื่อนไม่ใช่มุสลิมผมเคยชี้ให้ดูรูปสฟิงค์และฟาโรห์ในหนังสือ แล้วบอกว่า “นี่ไงพวกเอ็ง” ผมต้องอธิบายกันใหญ่ว่า มันเป็นหนังคนละม้วน แต่ที่ต้องสมเพชยิ่งกว่า เมื่อพบร้านอาหารมุสลิมหลายแห่ง ตั้งแต่กรุงเทพ หาดใหญ่ ถึงปัตตานี ได้นำรูปสถาปัตยกรรมอิยิปต์โบราณ รวมทั้งภาพวาดสมัยอิยิปต์โบราณมาประดับไว้ จนเพื่อนผมคนหนึ่ง คิดจะคว่ำบาตรร้านค้าพวกนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป

            ความเข้าใจจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในการกำหนดวิถี กำหนดการปฏิบัติต่าง ๆ กำหนดความสัมพันธ์ในสังคม ดูง่าย ๆ เวลาสามีภรรยาทะเลาะกัน บางทีก็เรื่องไม่เข้าใจกันเล็ก ๆ น้อย ๆ คือแต่งตัวช้านานไปหน่อย อย่างสามีบางคนหงุดหงิดกับการที่ต้องนั่งรอภรรยา ซึ่งแต่งตัวเสร็จนานแล้ว แต่ใช้เวลาปรับผ้าคลุมหน้าค่อนชั่วโมง ภรรยาก็บ่นว่า เธอไม่เข้าใจฉัน ... นั่นนะซิ สามีก็น่าจะเข้าใจสักหน่อยว่า ผู้หญิงเคร่งครัดในประวัติศาสตร์บางคน ก็หยุดซิเกรฺชั่วคราวเพื่อทาขอบตา (รักสวยรักงามเป็นธรรมชาติของผู้หญิงนะ เข้าใจหน่อย แต่ไง ๆ ก็เพลาๆหน่อยก็แล้วกัน)      

สิ่งที่ผมอยากให้หลาย ๆ คนที่ชอบเข้าใจว่า การจัดโปรแกรมทำความเข้าใจ เป็นกิจกรรมของพวกไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม ผมอยากให้เข้าใจใหม่ และก็อยากบอกว่า ความเข้าใจเป็นการเริ่มต้นบนเส้นทางเท่านั้น การเดินทางนั้นยังต้องมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างตามมา

............................................................

คัดลอกจากเว็บไซต์ www.fityah.com