หากเราจะวัดความฉลาดของมนุษย์โดยใช้มาตรIQ (Intelligence Quotient)  ของ LM Terman ที่เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ ค..๑๙๑๖ มนุษย์ที่จัดว่ามีฉลาดก็ได้แก่ ผู้ที่มีความสามารถทางด้านภาษา และการคิดคำนวณ  มาในปี ค..๑๙๘๓  Howard Gardner ก็เขียนหนังสือชื่อ  Frams of Mind เพื่อนำเสนอว่า ความฉลาดของมนุษย์นั้นมีอยู่ ๗ ด้านด้วยกัน มาตรวัดตัวใหม่ที่เกิดขึ้นก็คือ MI (Multiple Intelligence)  และต่อมาได้ในปีค..๑๙๙๕ ก็ได้เสนอเพิ่มเป็น ๘ ด้าน ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่  Daniel Goleman เสนอมาตรวัดความฉลาดทางอารมณ์ หรือ  EQ (Emotional Quotient)  ต่อสาธารณะผ่านทางข้อเขียนของเขาเช่นกัน


MI หรือ พหุปัญญา เป็นแนวคิดที่มองมนุษย์อย่างรอบด้าน ที่สำคัญคือมองว่า มนุษย์ทุกคนต่างก็มีการเรียนรู้ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ที่เกิดขึ้นจากการมีปฎิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมใน ลักษณะต่างๆ จนเกิดเป็นprofileเฉพาะที่แต่ละคนสั่งสมมาตลอดชีวิต สมองซึ่งเป็นเครื่องบันทึกความจำของแต่ละบุุคคลจึงมีลักษณะตัวตามเจ้าของไปด้วย


ปัญญาหรือความสามารถของมนุษย์ ตามการจำแนกของการ์ดเนอร์มีอยู่ ๘ ด้านด้วยกันคือ


  • ปัญญาทางด้านภาษา

  • ปัญญาทางด้านตรรกและคณิตศาสตร์

  • ปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์

  • ปัญญาทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว

  • ปัญญาทางด้านดนตรี

  • ปัญญาทางด้านมนุษยสัมพันธ์

  • ปัญญาทางด้านการเข้าใจตนเอง

  • ปัญญาทางด้านธรรมชาติวิทยา



ปัญญาทางด้านดนตรีถือเป็น ๑ ในปัญญาทั้ง ๘ ด้านตามที่การ์ดเนอร์เสนอไว้ แต่ผลการวิจัยของ ดร . เราส์เชอร์ก็ได้นำเรามาสู่ข้อสรุปที่ชวนให้มองมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม และมองผลของการกระทำทุกอย่าง อย่างเป็น net workที่ส่งผลถึงกันและกัน


ข้อสรุปที่ชัดเจนคือการเล่นดนตรีทำให้ความสามารถทางสติปัญญา ในส่วนของมิติสัมพันธ์เพิ่มขึ้น และยังส่งผลให้เกิดความเข้าใจความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ ได้ดีขึ้นด้วย หากจะอธิบายความอย่างสั้นที่สุด ปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์ก็คือ ความฉลาดในการทำความเข้าใจกับความสัมพันธ์ของมิติ ที่มีทั้งกว้าง ยาว สูง


ถ้าจะอธิบายอย่างยาว อ . อารี สัณหฉวี และอ . อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ก็ได้เขียนเอาไว้ในบทความ เรื่องพหุปัญญา ว่า

ปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence)  คือความสามารถสูงในการมองเห็นพื้นที่ ได้แก่ นายพราน ลูกเสือ ผู้นำทาง และสามารถปรับปรุงและคิดวิธีการใช้เนื้อที่ได้มี เช่น สถาปนิก มัณฑนากร ศิลปิน นักประดิษฐ์ ปัญญาด้านนี้รวมไปถึงความไวต่อสี เส้น รูปร่าง เนื้อที่ และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้ นอกจากนี้ยังหมายถึง ความสามารถที่จะมองเห็น และแสดงออกเป็นรูปร่างถึงสิ่งที่เห็นและความคิดเกี่ยวกับพื้นที่


ปัญญาทางด้านดนตรีมีความเกี่ยวพันกันกับปัํญญาทางด้านมิติสัมพันธ์ และปัญญาทางด้านคณิตศาสตร์ได้อย่างไร ดร . เราส์เชอร์ไม่ได้ให้คำตอบที่ชี้ชัดลงไป แต่ได้นำตัวเลขมาสนับสนุนความสัมพันธ์ที่พบ ว่า


  • เด็กที่เรียนดนตรีสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ นาที ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะทางด้านมิติสัมพันธ์ และทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เรียนดนตรี

  • การเรียนดนตรีมีผลต่อปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์ และคณิตศาสตร์ของเด็กในวัย ๓-๕ ปีที่สุด รองลงมาคือ ๖-๙ ปี จากนี้ไปจะส่งผลอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ


ทั้งปัญญาทางด้านตรรกและคณิตศาสตร์ ปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์ และปัญญาทางด้านดนตรี ต่างก็เป็น ๑ ใน ๘ ด้านของพหุปัญญาที่พัฒนาได้ด้วยดนตรีทั้งสิ้น ...เรามายิงปืนนัดเดียวให้ได้นก ๓ ตัว กันดีไหม