ทำเพื่อใครกันเล่า...?

...ห้วงลึกของหัวใจอ่อนไหวดุจสายลม...

 

                “ในโลกแห่งความฝันและวันที่เป็นจริงเรื่องราวทุกสิ่งต่างกันมากมาย”  วันใดที่ฉันเหงา ฉันจะพร่ำบ่นกับตนเอง ด้วยเสียงเพลงขับกล่อมจากห้วงลึกของหัวใจเป็นประจำ ประสบการณ์ผ่านคืนวัน ฉันได้รู้คุณค่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นอยู่รอบกาย มันเป็นเหมือนละครเพียงหนึ่งฉากที่สลับสับเปลี่ยนการแสดงในสังคมเมืองมายา...

                มีสิ่งใดอีกเล่าที่ฉันต้องการนอกจากความสุข สุขที่ไหน สุขที่ใจ สุขที่กาย...หรือมันเป็นเพียงกระแสลมพัดผ่าน ต้องผิวกายให้สะท้าน แล้วไม่หวนกลับมาอีกเลย คงเหลือไว้แค่ความว่างเปล่าและความเหน็บหนาวที่สุดช้ำโดยไม่มีใครเคียงข้างกาย

                ฉันท้อ...ฉันล้มเพื่อหวังจะเรียนรู้โลกแห่งความจริง ไม่ใช่ความฝัน อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทำเพื่อใครกันเล่า? เป็นคำถามที่ค้างคาใจตลอดมา ศรัทธา ความดี สมาธิ สิ่งเหล่านี้หรือ คือ บ่อเกิดแห่งปัญญา  บางครั้งฉันเหมือนปีศาจร้ายที่พลุกพล่าน ดุจมีไฟสุมอกไหม้ลามจนกลายเป็นกองกิเลส ที่หมักหมมในจิตใจ  และในขณะนี้นี่เองฉันก็ต้องการน้ำใจ และไออุ่นแห่งรักจากใครสักคนมาช่วยดับไฟอเวจีให้มอดลง

                ฉันก้าวเดินต่อไปอย่างไร้จุดหมาย  ไม่นานนักหน้าต่างแห่งหัวใจก็เปิดออก พร้อมกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แฝงด้วยความหนักแน่น ว่า... “ หากเหนื่อยนักหยุดพักเสียบ้างเถิด เดินหรือวิ่งก็ไม่ต่างกันหรอก สิ่งสำคัญอยู่ที่จุดหมายปลายทางที่เราจะก้าวไปต่างหาก” ฉันหยุดเดินชั่วคราวรอยเท้าแห่งความทุกข์ก็หายไป เหลือเพียงสัจธรรมแห่งชีวิต  ทันใดนั้น! แสงเรืองรองจากความมืดก็ส่องสกาวเจิดจรัสบนทางเดินสีทอง สะพานดินกลายเป็นสะพานดาว  ฉันจึงค่อยๆก้าวย่างขึ้นไปด้วยความดี จนถึงฝั่งแห่งความจริงด้วยกำลังใจ ใครกันหนอที่คอยเป็นกำลังใจให้ฉัน...?

                ขอบคุณความลำบากที่ทำให้ฉันเข้มแข็ง ขอบคุณคำติเตียน สั่งสอน ที่ทำให้ฉันไม่ลืมตน ขอบคุณความจนที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้ประสบการณ์  และวันนี้ฉันก็พร้อมจะทำมันให้ดีที่สุด (Do the best ) โดยใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ใจ  ด้วยความเชื่อที่หนักแน่นว่า “ ไม่มีใครที่จะก้าวขึ้นไปสู่ที่สูงได้ โดยไม่เหยียบบันไดขั้นต้นก่อน ” จงซื่อสัตย์ในความดี  อย่าหลีกหนีคุณธรรม แล้วความสุขจะอยู่กับคุณตลอดไปนิรันดร์กาล