ก่อนอื่นข้าพเจ้าต้องเขียนอธิบาย ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบก่อนว่า บทความที่ข้าพเจ้าได้นำมาเผยแพร่นี้ ข้าพเจ้าได้นำมาจาก นิตยสาร ซีเคร็ต ซึ่ง ข้าพเจ้าได้อ่านแล้วรู้สึกว่า น่าจะเป็นประโยชน์กับ บุคคลทั่วๆไปในการใช้ชีวิตดี จึงได้นำมาเขียนให้ผู้ที่ยังไม่เคยอ่านบทความนี้ได้อ่าน เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข
ความรักคืออะไร และ รักอย่างไรไม่ให้เป็นทุกข์
"love is a many-splendored thing"
"ความรักคือสิ่งวิเศษมากมาย"
คำพูดอันเป็นสากลนี้คงจะประจักษ์แก่ใจคุณไม่ได้เลย หากคุณไม่เคยมีความรัก
คนที่เคย "รัก"แล้วเท่านั้นจึงจะรู้ว่า ความรักนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน
ความรัก เป็นทั้งบ่อเกิดของแรงขับดันอันสร้างสรรค์และพลังทำลายล้างอันมหัศจรรย์ของมนุษย์
ความรัก เปลี่ยนเราให้เป็นคนดีขึ้น กระตุ้นเราให้พยายามมากขึ้น และสอนให้เราอดทนขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ความรัก ทำให้คนที่แข็งแกร่งที่สุดเสียน้ำตาได้โดยไม่รู้สึกอาย
ความรัก ทำให้เราหัวเราะและร้องไห้ได้ในเวลาเดียวกัน
ความรัก คือสิ่งที่เปลี่ยนบรรยากาศธรรมดาๆให้กลายเป็นสวรรค์บนดินได้โดยไม่ต้องอาศัยเอฟเฟ็คท์และไม่ต้องใช้สะลิง
และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดก็คือ ความรัก ทำให้คนที่เคยเห็นแก่ตัวสามารถเสียสละและให้อภัยได้โดยไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ
ทั้งหมดนั้น และอื่นๆอีกมากมาย คืออานุภาพอันยิ่งใหญ่ของคำสั้นๆคำนี้
คำว่า "รัก"
ระดับขั้นของความรัก
เฮเลน ฟิชเชอร์ (Helen Fisher) นักมานุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านความรัก แบ่งประสบการณ์ด้านความรักออกเป็น 3 ระดับที่ทับซ้อนกัน ได้แก่
ระดับที่ 1 ความต้องการทางกาย (Lust) ในขั้นนี้ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนและเอสโทรเจนที่ทำให้คนสองคนเกิดแรงกระตุ้นที่จะเข้าใกล้กันเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ความสัมพันธ์ขั้นนี้จะทำให้คนสองคนอยู่ร่วมกันเพียง 2-3 สัปดาห์ถึง 2-3 เดือนเท่านั้น
ระดับที่ 2 ความพึงพอใจ (Attraction) เป็นขั้นที่มีเรื่องของความโรแมนติก ความชื่นชอบในนิสัยใจคอและตัวตนจำเพาะบุคคลมาเกี่ยวข้อง ทำให้มนุษย์เจาะจงที่จะอยู่กับคู่ที่ตนพึงพอใจเท่านั้น ในขั้นนี้ฮอร์โมน เช่น ฟีโรโมน โดพามีน นอรีไพน์ฟรีน และ ซีโรโทนิน จะหลั่งออกมา ทำให้คนเราเกิดอาการหน้ามืดตามัวลุ่มหลงอยู่ในห้วงรัก ความสัมพันธ์ในระดับนี้จะคงอยู่ได้นานประมาณ 1.5-3 ปี
ระดับที่ 3 ความผูกพัน (Attacchment) เป็นขั้นที่เกิดขึ้นจากฮอร์โมนออกซิโทซินและวาโซเพรสซินทีทำให้เกิดสายใยรักระหว่างกัน ยิ่งร่างกายของคนสองคนหลั่งฮฮร์โมนสองตัวนี้ออกมามากเท่าไรความสัมพันธ์ระหว่างกันก็จะยิ่งยืนยาวขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นความสัมพันธ์ขั้นนี้มักจะอยู่บนพื้นฐานของการแต่งงาน มีลูก หรือมีผลประโยชน์ร่วมกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ
ฮอร์โมนกับความรัก
สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกซู่ซ่า เลือดสูบฉีด หัวใจเต้นรัว และมวนท้องคล้ายมีผีเสื้อโบยบินอยู่ในท้องขณะทีกำลังตกหลุมรักก็คือ ส่วนผสมของฮอร์โมนต่างๆที่ร่างกายหลั่งออกมาขณะที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่เราพึงพอใจ โดยเฉพาะ โดพามีน นอรีไพน์ฟรีน และฟีนิเลทิลามีนซึ่งจะทำปฏิกิริยากัน และให้ผลไม่ต่างจากสาร แอมเฟตามีน หรือที่เรารู้จักกันในนามของ "ยาอี" ในระดับอ่อนๆ
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะที่เราตกหลุมรักนั้นจึงไม่ต่างจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกกลัว โกรธ หรือหวาดเสียวมากๆ
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหลายๆครั้งหัวใจของคนเราจึงมักจะกระตุ้นให้ทำในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เช่น ตกหลุมรักคนที่เราเกลียดขี้หน้าเข้าไส้ หรือมีใจให้คู่แข่ง เพราะจริงๆแล้วพวกเขาคือผู้ที่สามารถสร้างความรู้สึกที่ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของการตกหลุมรักให้เกิดขึ้นกับเราได้ทุกครั้งที่พบเจอนั่นเอง
แม้ส่วนผสมของฮอร์โมนต่างๆที่เกิดขึ้นเพราะความรักจะทำให้เรามีชีวิตชีวามากขึ้นก็จริง แต่เมื่อคนเราเริ่มชินชากับการมีคนรักอยู่ใกล้ๆ ฮอร์โมนเหล่านี้จะหลั่งออกมาในปริมาณที่น้อยลงเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ความรักแบบพิศวาสจึงทำให้เราตื่นเต้นอยู่ได้ไม่นาน
เมื่อรักล่วงเลยเข้าสู่ขั้นนี้ ฮฮร์โมนตัวต่อไปที่จะเข้ามารับช่วงต่อเพื่อสร้างรักที่มั่นคงและยั่งยืนก็คือ ฮอร์โมน เอนดอร์ฟิน และ ออกซิโทซิน ซึ่งจะหลั่งออกมาเมื่อคนสองคนมีการสัมผัสอย่างอ่อนโยน เมื่อฮฮร์โมนทั้งสองตัวนี้ทำงานผสานกันจะเกิดเป็นความรู้สึกผูกพัน ต้องการพึ่งพิงกันและกัน ไม่ต่างจากคนติดยาต้องการยาเสพติด
ฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน ซึ่งรู้จักกันในนาม สารแห่งความสุขนั้นจะทำหน้าที่ตามชื่อของมัน คือ เพิ่มความรู้สึกสุขสงบให้คู่รัก อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย
ส่วนฮอร์โมนออกซิโทซินนั้น เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนแพทย์นิยมใช้เพื่อกระตุ้นการคลอดและการสร้างน้ำนมในแม่ที่ต้องให้นมลูกต่อมามีการค้นคว้าวิจัยพบว่า ฮอร์โมนชนิดนี้เป็นตัวการสำคัญในการสร้างสายใยรักระหว่างมนุษย์ ทำให้แม่กับลูกรักและผูกพันกันอย่าง ตัดไม่ตาย ขายไม่ขาด รวมทั้งยังทำให้คนเราคิดถึงกันและกันในแง่ดี และรักเดียวใจเดียวมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ปัจจุบันแพทย์จึงนำฮอร์โมนดังกล่าวมาใช้รักษาเด็กออทิสติกขั้นรุนแรง ที่มีปัญหาเรื่องการสร้างสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อให้พวกเขาเกิดความรู้สึกผูกพันกับคนข้างกายมากขึ้น
ส่วนฮอร์โมนดังกล่าวจะช่วยทำให้คุณผู้ชายที่ปกติดีทั้งหลาย
“รักเดียวใจเดียว” ขึ้นได้ไหม คงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย เพราะฮอร์โมนออกซิโทซินนั้นจะหลั่งได้ดีก็ต่อเมื่อสมองอยู่ในภาวะผ่อนคลาย สบายใจเท่านั้น เนื่องจากความเครียดรวมทั้งการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลและตรรกะนั้นคือตัวการสำคัญที่ขัดขวางการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน
ด้วยเหตุนี้ นักจิตวิทยาส่วนมากจึงแนะนำให้คู่รักที่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์เปลี่ยนมารักกันโดยอิงทฤษฏี “การสร้างบรรยากาศในภัตตาคาร”เป็นหลัก ด้วยการเปิดไฟเพียงสลัวๆ เปิดเพลงเบาๆเน้นอารมณ์ความรู้สึก และไม่ใช้เหตุผลมากเกินไป ดังที่ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วิทยา นาควัชระ กล่าวไว้ในหนังสือ รู้ทันความรักว่า “อย่าส่องไฟขยายความ จับผิดคนรักมากจนเกินไป” เพราะจะทำให้เกิดความตึงเครียดจนฮอร์โมนออกซิโทซินไม่ยอมทำงานเข้าข่าย ”สว่างนักรักไม่ลง” นั่นเอง
องค์ประกอบของความรัก
นักจิตวิทยา โรเบิร์ต สเติร์นเบิร์ก (Robert Sternberg) กล่าวว่า
ความรักประกอบด้วยองค์ประกอบที่แตกต่างกัน 3 ประการได้แก่ ความปรารถนาทางกาย(Passion) ความผูกพันไว้วางใจ(Intimacy) และ พันธสัญญาทางใจ(Attachment/ Commitment) จากองค์ประกอบทั้งสามประการนี้ โรเบิร์ตได้คิดค้น ทฤษฎี 3 วงแห่งความรัก ขึ้น และแบ่งประเภทของความรักออกเป็น 7 แบบด้วยกัน ดังนี้
รักของคุณเป็นแบบไหน
- รักใคร่ชอบพอ(Liking/Platonic Love) เป็นความรักแบบผูกพัน ทั้งความรักแบบพ่อแม่และเพื่อนสนิท
- รักแรกพบ(Infatuated Love) เป็นความรักแบบปรารถนาทางร่างกาย เรียกว่ารักแบบหลง เช่น เพียงได้รู้จักกันก็พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์แล้ว
- รักว่างเปล่า(Empty Love) เป็นความรักแบบพันธสัญญา เช่น การแต่งงานแบบคลุมถุงชน ไม่มีเพศสัมพันธ์ หรือการอยู่ด้วยกันเพียงเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคม
- รักโรแมนติก(Romantic Love)เป็นความรักแบบที่มีความสัมพันธ์กลมกลืนของความปรารถนาทางร่างกายและความผูกพันต่อกัน เช่น การเป็นแฟน หรือการอยู่ร่วมกันในช่วงที่แต่งงานกันใหม่ๆ
- รักฉันเพื่อนแท้(Companionate Love)เป็นความรักที่เกิดจากความผูกพันและพันธสัญญา แต่ขาดความปรารถนาทางกายหรือมี แต่น้อยมาก เช่น คู่สมรสที่อยู่กันมานานๆ กลายเป็นคู่ทุกข์คู่ยาก แต่นอนกันคนละห้อง
- รักไม่รอบคอบ(Fatuous Love)เป็นความรักที่มีความปรารถนาทางเพศและพันธสัญญาเป็นหลัก แต่ไม่มีความผูกพัน เช่น คู่สมรสที่แต่งงานอยู่ด้วยกันแบบบังคับ(คลุมถุงชน) แต่มีเพศสัมพันธ์กัน หรือคู่ที่มีความสัมพันธ์กันแบบข้ามคืนแล้วตกกระไดพลอยโจนอยู่ร่วมกันเพื่อรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น
- รักสมบูรณ์แบบ(Consummate Love)เป็นความรักสมบูรณ์แบบที่มีทั้งความรัก ความผูกพัน ไว้วางใจ พันธสัญญาทางใจ ไม่ทอดทิ้งกัน มีความปรารถนาทางกายที่เหมาะสมลงตัว
นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 322 กุมภาพันธ์ 2549