คนเราขอให้ขัดเกลาตัวเองบ่อยๆ เพราะ ไม่มีใครจะคอยเตือนเราได้ดีไปกว่าตัวเราเอง

ครูเขียนบล็อกชิ้นนี้ตอนเช้าของวันอังคารที่แปด ธันวาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยห้าสิบสอง เวลา หกโมง ยี่สิบนาที ตามเวลามาตรฐานกรีนิช

                          Aberdeen,Scotland

 

ก่อนอื่นครูต้องบอกว่าขณะที่ครูเขียนบล็อกนี้ ความรู้สึกของครูนั้น เต็มไปด้วยความรู้สึกปิติยินดีกับความสำเร็จของลูกศิษย์ทุกคน อาการอดนอนในคืนที่ผ่านมานั้นหายไปเป็นปลิดทิ้ง พร้อมกับวามรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจที่จะเห็นความสำเร็จของพวกเธอ เรารู้จักกันในเวลาที่สั้นมาก เพียงแค่หนึ่งปี แต่เป็นหนึ่งปีที่มีคุณค่ามากสำหรับครู นิสิตของครูทุกรุ่นนั้นมีความพิเศษในตัวเองเสมอ

ครูอยากจะบอกพวกเธอว่า รุ่นของเธอเป็นรุ่นที่ครูภูมิใจ ว่าที่จริงครูก็ภูมิใจในตัวลูกศิษย์ของครูทุกรุ่น เพราะนิสิตทุกรุ่นทุกคนนั้นได้ แสดงให้ครูเห็นแล้วว่าพวกเธอทั้งหลายนั้นมีศักยภาพ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  ด้วยความที่คนเป็นครูอย่างผมได้เห็นพัฒนาการและการเจิญเติบโตก้าวหน้าของนิสิตที่เราสอนอบรมบ่มเพาะมากับมือก็อดที่จะปลื้มปิติไม่ได้

 ครูอยากจะบอกพวกเธอว่าสำหรับพวกเธอแล้ว 'ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้' เธอเป็นรุ่นที่มีศักยภาพในตัวเองสูง พร้อมที่จะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับชาติบ้านเมืองของเรา โดยเฉพาะในภาวะที่กฎหมายเกือบไม่มีผลในทางปฏิบัติเช่นนี้ บ้านเมืองไร้ขื่อแปร คนหลายคนในสังคมต่างแสวงหาหนทางรอดและผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง  ถ้าเรานักกฎหมายแต่ไม่ทำตัวให้เป็นที่พึ่งของประชาชน ไม่ทำตัวเป็นหลักและโอนเอียงไปตามอคติและผลประโยชน์ส่วนตัวแล้วบ้านเมืองเราจะไปไม่รอด ครูจำได้ว่าในวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายสิ่งหนึ่งที่อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านสอนกันมานั่น คือ คำสอนของท่านพระยาเทพวิทูรธรรมพิเนตุ

ท่านพระยาวิทูรธรรมพิเนตุเคยกล่าวไว้ว่า '...วิชากฎหมายเป็นวิชาสูง เหมือนดั่งไฟซึ่งมีทั้งคุณอนันต์ โทษมหันต์ สุดแต่คนใช้หรือคนบังคับจะใช้ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษ ถ้าผู้ทรงอำนาจหรือผู้พิพากษาตุลาการเป็นผู้ไร้ศีลธรรม แล้วใช้ความรู้ความสามารถทางกฎหมายนั้นในทางที่จะยังความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างยิ่ง ผู้ที่มองแต่เผินๆ จะมีความเห็นว่าเมื่อเข้าเรียนกฎหมายสำเร็จได้ปริญญากฎหมายแล้ว ก็เป็นบุคคลที่ควรไว้วางใจเป็นผู้มีศีลธรรมดีแล้วได้ เพราะเป็นผู้รู้หลักธรรมศาสตร์แล้ว ความเห็นดังนั้น ดูเหมือนจะยังไม่ถูกนัก ถ้าจะกล่าวเพียงว่า ผู้นั้นมีความรู้กฎหมายพอที่จะหางานทำเพื่อประกอบอาชีพได้สะดวกขึ้นจะเหมาะกว่า โดยการรู้กฎหมายกับการมีศีลธรรมเป็นคนละอย่างกันดังนั้นการที่ประเทศสร้างผู้ที่ได้รับปริญญากฎหมายมากและยิ่งทวีมากขึ้นนับจำนวนพันหมื่นนั้นก็ไม่ได้แปลว่า ความปลอดภัยและความสุขสำราญของประชาชนจะดีขึ้น ต้องพิจารณาดูอีกว่า ท่านพวกเหล่านั้นมีศีลธรรมแค่ไหน ถ้าโดยมากเป็นผู้มีศีลธรรมต่ำต้อยแล้วก็ยิ่งจะเป็นภัยต่อสังคมเสียอีก ถ้าโดยมากมีศีลธรรมสูงก็จะช่วยให้ประเทศชาติรุ่งเรืองเร็วขึ้น..'

สิ่งเหล่านี้เป็นความจริง และครูอยากจะบอกเธอว่าภาระทั้งหลายทั้งปวงต่อไปนี้อยู่ในมือของพวกเธอที่จะช่วยกันสร้างให้บ้านเมืองของเรามีความเจริญก้าวหน้าและสันติสุขต่อไป

นี่อาจจะเป็นโชคดีและโชคร้ายของพวกเธอที่จะต้องเจอกับประสบการณ์แบบนี้ แต่นี่เองเป็นสิ่งที่ธรรมชาติส่งมาทดสอบความกล้าหาญ ความเสียสละ อดทนของพวกเธอ ภาระนี้ใหญ่เกินกว่าใครคนหนึ่งจะทำให้สำเร็จเพียงคนเดียว พวกเราต้องช่วยกัน เดิมพันครั้งนี้มันสูง ถ้าพวกเราทำสำเร็จ ประเทศไทยจะรอดจากวิกฤต และจะดำเนินไปตามแนวทางอย่างที่อารยประเทศทั้งหลายเค้าเป็นอยู่ และเราจะมีสังคมที่ดีสำหรับพวกเราทุกๆ คน แต่ถ้าเราทำไม่สำเร็จ ความเดือดร้อนก็จะมาอยู่กับทุกคนเหมือนกันและจะเป็นไปตราบนานเท่านานจนกว่า เราจะผ่านมันไปได้

ก่อนจบบล็อกชิ้นนี้ครูขออวยพรให้นิสิตซึ่งกำลังจะเป็นบัณฑิตใหม่ทุกท่านให้มีความสุขความเจริญ สมหวังในทุกสิ่งที่ถูกที่ควร ที่เธอปรารถณา พร้อมเป็นกำลังสำหรับประเทศในการสร้างความเจริญ มั่นคงให้สังคมสืบไป

**********************************

ครูเขียนบล็อกชิ้นนี้ล่วงหน้าก่อนงานรับพระราชทานปริญญาบัตรของพวกเธอประมาณหนึ่งสัปดาห์ เพราะสัปดาห์หน้าครูจะต้องส่งงานชิ้นที่สองในวันที่สิบห้าธันวาคมนี้ ซึ่งครูจะวุ่นวายมากกับการแก้งานอาจจะไม่ได้มาแสดงความยินดีกับพวกเธอทุกคนในวันดังกล่าว และด้วยระยะทางกับเวลาที่ห่างกันถึงเจ็ดชั่วโมง ถึงครูจะอยากไปแสดงความยินดีกับเธอแค่ไหน ก็คงเป็นไปไม่ได้ ครูขอโทษด้ว้ยครับที่ไม่อาจไปแสดงความยินดีกับท่านทั้งหลายได้