คำว่า “จักรวาลวิทยา” ประกอบด้วยคำ ๒ คำ กล่าวคือ คำว่า “จักรวาล” ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายเอาไว้ว่า “ปริมณฑล ประชุม หมู่ บริเวณโดยรอบของโลก”[1]และคำว่า “วิทยา” หมายถึง “ความรู้” ดังนั้น “จักรวาลวิทยา” จึงหมายถึง “ความรู้เกี่ยวกับโลกและสรรพสิ่ง” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “วิชาที่ว่าด้วยโลกธาตุ โดยขอบเขตที่กว้างไกลทั้งเทศะและกาละ”[2] และคำว่า “จักรวาลวิทยา” นี้ ถือได้ว่าเป็นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญาซึ่งว่าด้วยบ่อเกิด และโครงสร้างของจักรวาล[3] ซึ่งนักปรัชญาพยายามที่จะหาบทสรุปจากทฤษฎีที่ว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและจักรวาลนี้ หรือว่า โลกและจักรวาลมีการวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาโดยลำดับ[4] จะอย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงคำว่า “จักรวาลวิทยา” นั้น หมายถึง แนวคิดและทฤษฎีที่ว่าด้วยการแสวงหาความจริงที่เกี่ยวกับโลกและจักรวาลใน มิติต่าง ๆ
การแสวงหาความจริงเกี่ยวกับโลกและจักรวาลนั้น มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มของนักคิดตะวันออกเท่านั้น หากแต่ได้กลุ่มนักคิดตะวันตกด้วย ความสนใจของนักปรัชญาตะวันตกต่อประเด็นดังกล่าวนั้น มีเค้าลางตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ความคิดดั้งเดิมของชาวกรีกโบราณนั้นมองว่า “โลกแบน”[5] ซึ่งเป็นการประเมินโลกเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าเป็นการมองโลกในเชิงประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่ค่อนข้างจะมี “จำกัด” ในสมัยนั้น แต่ต่อมาอริสโตเติ้ล (Aristotle) นักปรัชญากรีกได้ชี้ให้เห็นว่าโลกนั้น “กลม” มากกว่าความเชื่อว่าที่ว่า “โลกแบน” ซึ่งทฤษฎีนี้ได้รับการสานต่อ และสนับสนุนโดย ปโตเลมี (Ptolemy) ซึ่งมองว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเช่นเดียวกัน[6]
แต่นิโคลัส โคเปอร์นิคัส (Nicholas Copernicus) กลับนำเสนอทฤษฎีที่แตกต่างว่า ในความเป็นจริงแล้ว โลกมิได้เป็นศูนย์กลาง แท้ที่จริงแล้วดวงอาทิตย์เป็นสิ่งที่หยุดนิ่ง และเป็นศูนย์กลาง โดยมีโลกและดาวเคราะห์ต่าง ๆโคจรรอบเป็นวงกลม ทฤษฎีนี้ได้รับการสานต่อโดยนักดาราศาสตร์ ๒ ท่าน กล่าวคือ โยฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Capler) และ กาลิเลโอ กาลเลอิ (Galileo Galilei) ที่ใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องยามค่ำคืนพบว่า ดาวทุกดวงบนท้องฟ้าไม่ได้โคจรรอบศูนย์กลางที่เป็นโลกแต่ประการใด และต่อมา เซอร์ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) ได้ชี้ให้เห็นว่า แรงโน้มถ่วงเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกและดาวเคราะห์ต่าง ๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์[7]
ในขณะเดียวกัน นักบุญออกัสติน (ST.Augustine) ได้อาศัยพื้นฐานการอ้างอิงจากคัมภีร์เจนิซิสว่าด้วยการกำเนิดโลกและมนุษย์ ซึ่งคาดคะเนว่าเอกภพถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ ๕๐๐๐ ปี ก่อนคริสต์กาล[8] การนำเสนอทฤษฎีของนักบุญท่านนี้ก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและมนุษย์นั่นเอง แต่ถึงกระนั้นครั้งหนึ่งอริสโตเติ้ลก็เคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเอกภพนั้นถูกสร้างขึ้น แต่ต่อมา เอ็ดวินฮับเบิ้ล (Edwin Hubble) ก็พบจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากการสังเกตของเขาพบว่า ไม่ว่าจะมอง ณ จุดใดของท้องฟ้า จะพบว่า บรรดากาแล็กซี่ที่อยู่ห่างไกลล้วนแล้วแต่กำลังเคลื่อนตัวออกจากโลกทั้งสิ้น นั่นก็หมายความว่า เดิมทีกาแล็กซี่เหล่านี้จะต้องอยู่ใกล้กันมากกว่านี้ อันเป็นที่มาของการอธิบายทฤษฎีบิ๊กแบง ซึ่งก็หมายความว่า โลก หรือสรรพสิ่งในจักรวาลนั้น เกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ ผลจากการะเบิดใหญ่นั้น ทำให้สิ่งต่าง ๆ ในจักรวาลแยกตัวออกจากกัน ในขณะเดียวกันสสารบางอย่างจึงได้รวมตัวกันกลายเป็นโลก หรือเป็นดาวต่าง ๆ[9] ซึ่งทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า กาล-อวกาศมีจุดเริ่มต้นมาจากการระเบิดครั้งใหญ่นี้ และในปัจจุบันนี้ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง (Stephen Howking) ก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับทฤษฎีนี้[10]
จากแง่มุมต่าง ๆ ดังที่ได้นำเสนอแล้วในเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อโต้แย้งของนักปรัชญาตะวันตกนั้น ทำให้เราได้เห็นบทสรุปที่ค่อนข้างจะชัดเจนว่า ในที่สุดแล้ว “จักรวาลวิทยา” กำลังนำเราเข้าไปสู่การหาคำตอบที่ว่าด้วยการกำเนิดของโลกและจักรวาลในมิติต่าง ๆ ว่า เกิดขึ้นมาได้อย่างไร จะดำเนินไปอย่างไร รวมไปถึงการสิ้นสุดของสิ่งเหล่านี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งการหาบทสรุปดังกล่าวนั้นทำให้เกิดแนวคิดหลักเกี่ยวกับการกำเนิดของโลกและจักรวาล ๒ กระแส กล่าวคือ กระแสที่ว่ามีผู้สร้าง และกระแสที่ว่ามิได้มีผู้สร้าง หากแต่มีการเกิดขึ้นอย่างมีพัฒนาการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนด้วยตัวของมันเอง ดังที่ได้กล่าวในเบื้องต้น
เมื่อมองย้อนกลับมายังแนวคิดคิดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวที่มีปรากฏอยู่ในสำนักปรัชญาและศาสนาตะวันออกนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นคำถามที่มีต่อหลักการและแนวคิดที่ปรากฏอยู่ใน “พระพุทธศาสนา” ว่า มีมุมมองต่อประเด็นที่ว่าด้วยการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับโลกและจักรวาล อย่างไร? มีรายละเอียดข้อปลีกย่อยที่แตกต่างจากแนวคิดของสำนักปรัชญา หรือศาสนาของตะวันตกอย่างไร? ในขณะเดียวกัน นิกายต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนามองเรื่องดังกล่าวอย่างไร?
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐได้ตั้งข้อสังเกตต่อมุมมองของนิกายต่าง ๆ ที่มีต่อแนวคิดในเรื่องจักรวาลวิทยาว่า “พระพุทธศาสนาทุกนิกายจะยอมรับในจักรวาลวิทยาในบางนิกาย เช่น มาธยมิกนิกาย ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งในพระพุทธศาสนามหายานแทบมิได้ให้ความสนจักรวาลวิทยาเลย แต่นิกายที่ที่สนใจในจักรวาลวิทยาอย่างมากก็คือ นิกายเถรวาท นิกายสรวาสติวาทิน และนิกายโยคาจารเท่านั้น”[11]
เมื่อวิเคราะห์ที่มาของการตั้งข้อสังเกตดังกล่าวนั้น ทำให้เราพบประเด็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะว่าท่านวสุพันธุ ได้อธิบายแง่มุมที่เกี่ยวกับจักรวาลวิทยาเอาไว้ในคัมภีร์อภิธรรมโกศะภาสยะอันเป็นคัมภีร์ของนิกายสรวาสติวาทิน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์แง่มุมเกี่ยวกับจักรวาลวิทยาในนิกายนี้พบว่า มีความสอดคล้องกับนิกายเถรวาทซึ่งเป็นต้นเค้าของนิกายสรวาสติวาทินนี้ก่อนที่จะแยกตัวออกมา แต่เมื่อวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดบางประการกลับพบว่ามีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอธิบายประเด็นที่เกี่ยวกับที่ตั้งของ “นรกร้อน และนรกเย็น” ในคัมภีร์ฝ่ายสรวาสติวาทินอธิบายอธิบายว่านรกร้อน และนรกเย็นนั้น ตั้งอยู่ใต้ชมพูทวีป[12] ในขณะที่คัมภีร์ฝ่ายเถรวาทมองว่าอยู่ใต้ภูเขาสิเนรุลงไปข้างล่าง
ในขณะเดียวกัน ในคัมภีร์ทั้งสองฝ่ายกล่าวถึงนรกร้อนว่า มี ๘ ขุม และมีชื่อที่สอดรับกัน แต่คัมภีร์ฝ่ายสรวาสติวาทินกลับเพิ่มนัยของ “นรกเย็น ๘ ขุม”[13] เข้ามา ซึ่งในไตรภูมิมิได้กล่าวถึงนรกเย็น ดังที่ เสฐียรโกเศศได้กล่าวว่า “เรื่องนรกตามที่กล่าวไว้ในไตรภูมิ มีข้อความอยู่หลายแห่งไม่ค่อยชัดเจน … นรกเย็นหนาวยิ่งกว่าน้ำแข็งก็มี หากแต่มิได้กล่าวเอาไว้ในไตรภูมิ”[14] ฉะนั้น จะเห็นว่า ในไตรภูมิมิได้กล่าวถึงนรกเย็นแต่ประการใด แต่แนวคิด “นรกเย็น” กลับไปปรากฏอยู่ในคัมภีร์ฝ่ายสรวาสติวาทิน
ในขณะที่นิกายโยคาจารมองว่า สิ่งต่างๆ ในจักรวาลเป็นเพียงพฤติภาพ หรือภาพปรากฏของของจิต[15] (Manifestation of Mind) ฉะนั้น จะเห็นว่า จักรวาลก็คือรูป รูปซึ่งเกิดจากการจินตนาการ หรือการสร้างของจิต ดังที่ปรากฏในคัมภีร์ลังกาวตารสูตรที่ว่า “จิตนั่นเองย่อมหมุนไปด้วยการเข้าไปในจิตของตัวเอง ภาพที่เห็นภายนอกย่อมไม่มีอยู่เลย เพราะฉะนั้น จิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ย่อมมีอยู่”[16] และเมื่อกล่าวถึงคำว่า “โลก” นิกายนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า โลกไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากความรู้ทางประสาทสัมผัสเท่านั้น (โลกํ วิชฺญัปฺติมาตรมฺ”[17] ด้วยเหตุดังที่ได้กล่าวแล้ว ที่มาของโลกทั้งสาม กล่าวคือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ รวมไปถึงจักรวาลนั้นถือกำเนิดจาก “จิต” นั่นเอง ซึ่งยืนยันได้จากนัยตามที่ปรากฏในคัมภีร์ว่า “แท้จริงจิตนี้ เป็นที่มาของโลกทั้งสามแน่นอน จิตที่หมุนไปตามโลก ย่อมปรากฏในโลกนี้และโลกหน้า ผู้รู้ย่อมไม่จินตนาการ เพราะรู้ความเป็นไปของโลกว่าเป็นเช่นนั้น[18] เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วจะเห็นว่า แม้ว่านิกายโยคาจารจะกล่าวถึงจักรวาลและโลก แต่สิ่งที่นิกายนี้พยายามที่อธิบายเพิ่มเติมก็คือ จักรวาลและโลกไม่ได้มีอยู่จริง สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปรากฎการณ์ของจิตเท่านั้น ฉะนั้น การที่มนุษย์มองว่าโลกและจักรวาลมีอยู่จริงเกิดจากการที่มนุษย์ถูกอวิชชาครอบงำ ซึ่งการตีความในลักษณะนี้นับได้ว่าเป็นการอธิบายจักรวาลวิทยาในเชิงจริยศาสตร์มากกว่าเชิงภูมิศาสตร์
จะอย่างไรก็ตาม สำหรับนิกายสุขาวดีซึ่งเป็นนิกายฝ่ายพระพุทธศาสนามหายานซึ่งมีความเชื่อในเรื่อง “พุทธเกษตร” ได้พยายามที่จะกล่าวถึงภูมิของมนุษย์และสวรรค์ที่อยู่ระหว่างภูมิต่างๆ มากมายที่ตกอยู่ในความเกิด และความตาย เหนือภูมิเหล่านี้ขึ้นไปเป็นภูมิของพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ แดนสุขาวดีซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุขของพระอมิตาภะพุทธเจ้าเป็นแดนแห่งภูมิของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย[19] การอธิบายภูมิต่างๆ เหล่านี้ เป็นการจัดลำดับของภูมิตั้งแต่มนุษย์ไปจนถึงพระ อมิตาภะพุทธเจ้า ซึ่งหากจะวิเคราะห์แล้วจะพบว่า การจัดลำดับในลักษณะดังกล่าวนั้น เป็นการจัดโดยมุ่งอาศัยภูมิธรรมเป็นกรอบแนวคิด
เมื่อกล่าวถึงคำว่า “จักรวาล” นิกายสุขาวดีได้ชี้ให้เห็นว่า “เนื้อที่ของจักรวาลทั้งหมดนี้แบ่งออกเป็นส่วนย่อยลงไปอีกจำนวนนับไม่ถ้วน อาณาเขตย่อยของจักรวาลแต่ละอาณาเขตนี้เรียกว่า “พุทธเกษตร” ใน ๑ พุทธเกษตรจะมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่หนึ่งองค์ เนื่องจากจำนวนของพระพุทธเจ้าในจักรวาลนี้เท่ากับจำนวนของพุทธเกษตร[20] ดังนั้น พุทธเกษตรในจักรวาลจึงมีจำนวนมากมายเท่ากับจำนวนของเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา”[21] จะเห็นว่าแนวคิดรวบยอดเกี่ยวกับพุทธเกษตร หรืออาณาเขตย่อยของจักรวาลอันเป็นที่ประทับอยู่ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการจัดสรร หรือแบ่งพื้นที่ในเชิงนามธรรมมากกว่าที่จะกล่าวถึงพื้นที่ในเชิงวัตถุธรรม ซึ่งการจัดสรรพื้นที่ในลักษณะนี้ผู้วิจัยมองว่า เป็นการจัดสรรพื้นที่เพื่อรองรับสภาพจิตของมนุษย์ที่มีภูมิธรรมแตกต่างกัน
สำหรับแนวคิดที่เกี่ยวกับเรื่องโลกและจักรวาลในพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้น มีต้นเค้ามาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล ดังจะเห็นได้จากหลักฐานที่ปรากฏในพระสูตรต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ เช่น อัคคัญญสูตร[22] ที่กล่าวถึงกำเนิดมนุษย์ และความเป็นมาของโลก มหาปรินิพพานสูตร[23] ที่ว่าด้วยลักษณะการตั้งอยู่ของโลกและการไหวของแผ่นดิน และจูฬนิกาสูตร[24] ที่ว่าด้วยจักรวาลซึ่งมีจำนวนถึงแสนโกฏิจักรวาล เป็นต้น
จากตัวอย่างของพระสูตรเหล่านั้น จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าได้พยายามที่จะเสนอแนวคิดเรื่องโลกและจักรวาลนี้เอาไว้ต่างกรรมต่างวาระในหลายสถานการณ์ด้วยกัน แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่า ในขณะที่ศาสนาพราหมณ์พยายามที่จะหาคำตอบเกี่ยวกับผู้สร้างโลกและจักรวาลว่า เกิด หรือมีขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อพบทางด้านตันในแง่ของการศึกษา และค้นคว้า ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือทางใจ บทสรุปสุดท้ายก็คือการการผลักภาระการสร้างโลกและจักรวาลให้เป็นเรื่องของพระเจ้า
ในวิถีทางที่แตกต่างกันนั้น พระพุทธองค์กลับไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อประเด็นของการหาคำตอบเกี่ยวกับการสร้างโลก และจักรวาลเท่าใดนัก เพราะพระองค์มองว่า ปัญหาเหล่านั้น เป็นปัญหาในเชิงอภิปรัชญา เป็นปัญหาที่ไม่ได้มุ่งไปสู่การแก้ไขเรื่องภายในของตัวมนุษย์เอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่า องค์ความรู้เหล่านั้น ไม่ได้มุ่งไปสู่การดับทุกข์อย่างแท้จริงดังจะเห็นได้จากการที่พระพุทธองค์ทรงมีท่าทีที่เงียบงันเมื่อถูกมาลุงกยบุตรถามประเด็นที่ว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง หรือโลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่ เป็นต้น
แต่ประเด็นที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งต่อท่าทีดังกล่าวของพระพุทธองค์ จะเห็นว่า แม้พระองค์จะมิได้มีท่าทีสนองตอบต่อมาลุงกยบุตร แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่งพระองค์กลับกล่าวถึงโลกและจักรวาลเอาไว้อย่างวิจิตรพิสดารตามที่ปรากฏในจูฬนิกาสูตร จากท่าทีดังกล่าวทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า แท้ที่จริงแล้ว พระองค์เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ยอมรับหรือปฏิเสธต่อการนำเสนอเรื่องโลกและจักรวาล เหล่านี้ คือประเด็นที่จะต้องนำเสนอในงานวิจัยชิ้นนี้ รวมกับแง่มุมอื่น ๆ ที่จะกล่าวถึงในงานวิจัยชิ้นนี้
ประเด็นที่น่าวิเคราะห์ต่อไปก็คือว่า เกิดอะไรขึ้นเกี่ยวกับองค์ความรู้ที่ว่าด้วย “จักรวาลวิทยา” ในยุคหลัง ๆ ซึ่งเป็นยุคของพระอรรถกถาจารย์ และพระฎีกาจารย์เป็นต้น ปัญหาก็คือว่า แท้ที่จริงแล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้พยายามที่จะตรัสเรื่องโลกและจักรวาลเอาไว้อย่างระมัดระวัง และรัดกุมอย่างยิ่ง ดังที่ได้ชี้ให้เห็นในเบื้องต้นแล้วว่า พระองค์มองว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาในเชิงอภิปรัชญา และการนำเสนอของพระองค์นั้นก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่พยายามจะตอบปัญหาเหล่านี้ในเชิงอภิปรัชญา แต่พระองค์พยายามที่จะนำเสนอในเชิงจริยศาสตร์ แต่เมื่อมาถึงยุคของพระอรรถกถาจารย์กลับมีการขยายนัยเกี่ยวกับ “จักรวาลวิทยา” เอาไว้อย่างวิจิตรพิสดาร และชัดเจนมากยิ่งขึ้น.
เนื้อหาจากบทนำ: พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, พุทธจักรวาลวิทยา (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539).
[1] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๒๕), หน้า. ๒๑๙.
[2] ระวี ภาวิไล, โลกทัศน์ ชีวทัศน์: เปรียบเทียบวิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนา (กรุงเทพฯ: สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๓), หน้า ๒๕.
[3] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ-ไทย (กรุงเทพฯ: อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ, ๒๕๓๒), หน้า ๒๔.
[4] สิงห์ทน คำซาว, ปรัชญา, (เชียงใหม่: คณะมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๑๙), หน้า ๑๖๓.
[5] http://e-mag.en.kku.ac.th/viewarticle.php?id=34
[6] มีเหตุผล ๒ ประการ ที่ทำให้เขามีความเชื่อเช่นนั้น กล่าวคือ ประการที่หนึ่งนั้น จันทรุปราคาเกิดจากการที่โลกเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ ดังนั้น การที่เงาของโลกซึ่งทาบทับที่ดวงจันทร์นั้นเป็นรูปกลมเสมอ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะโลกมีลักษณะกลม แต่ถ้าหากโลกแบนราบ เงาที่ปรากฏก็จะต้องเป็นแนวเรียบยาว หรือเป็นรูปไข่ และเหตุผลประการที่สองก็คือ การที่เรามองเห็นเสากระโดงเรือได้จากระยะไกลก่อนที่จะเห็นลำตัวเรือ ขณะที่เรือกำแล่นเข้าหาฝั่ง นอกจากนั้น เขายังเห็นว่าโลกนั้นหยุดนิ่งอยู่กับที่ ขณะที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์อื่น ๆ และดาวฤกษ์ต่างพากันโคจรรอบโลกเป็นวงกลม ฉะนั้น ทฤษฎีของเขาก็คือ “โลกคือศูนย์กลางของเอกภพ” <http://e-mag.en.kku.ac.th/viewarticle.php?id=34>
[7] http://www.geocities.com/witit_mink/earthhow1.htm
[8] ดูเพิ่มเติมใน Augustine, City of god. Hamondsworth: Penguin Book, ๑๙๗๒.
[9] สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง, (ชัยวัฒน์ คุประตกุล แปล), จักรวาลในเปลือกนัท (กรุงเทพฯ: บริสุทธิ์การพิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า ๗๖. ดูเพิ่มเติมใน ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ “เอกภาพ จากจุดกำเนิดสู่อนันตกาล”, < http://www.darasart.com/spacial_story/universe_infinity/>
[10] สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง, (รอฮีม ปรามาส แปล), ประวัติย่อของกาลเวลา, พิมพ์ครั้งที่ ๖ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๖), หน้า ๑๑๔–๑๑๗.
[11] จำนงค์ ทองประเสริฐ, “จักรวาลวิทยากับพระพุทธศาสนา”, บรรยาย ณ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๑ มกราคม ๒๕๓๐ (เอกสารอัดสำเนา) หน้า ๑.
[12] Vasubandhu, Abhidharmakosabhasyam (Translated) by Leo M. Pruden (Berkeley, Calif : Asian Humanities Press, ๑๙๘๘–๑๙๙๐), p. ๔๕๙.
[13] ดูเพิ่มเติมใน Ibid, p. ๔๕๙.
[14] เสฐียรโกเศศ, เล่าเรื่องในไตรภูมิ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรไทย, ๒๕๑๕), หน้าที่ ๓๗.
[15] ลงฺกา ๒/๔๐/๑๙.
[16] ลงฺกา ๑๐/๒๗๗/๑๐๑/๑๑๔.
[17] ลงฺกา ๑๐/๒๐๗/๑๑๐/๔๔.
[18] ลงฺกา ๑๐/๒๖๘/๓๖/๑๐๙.
[19] The seeker’s Glossary (New York: Sutra Translation Committee of the United States and Canada, ๑๙๙๘), p. ๑๒๗.
[20] สมภาร พรมทา, พุทธศาสนามหายาน (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔), หน้า ๑๔๑–๑๔๒.
[21] ทรงวิทย์ แก้วศรี, พุทธปรัชญามหายาน, ใน มหาจุฬาฯ วิชาการ: ปรัชญาบุรพทิศ, ทรงวิทยา แก้วศรี บรรณาธิการ (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย), หน้า ๘๙.
[22] ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๑๑-๑๔๐/๘๔–๑๐๒.
[23] ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๓๑–๒๔๐/๗๗–๑๘๐.
[24] อํ.ติก.(ไทย) ๒๐/๘๑/๓๐๕–๓๐๘.
นมัสการพระคุณเจ้า
มีความสงสัยเรื่อง "ตถาคตครรภ์" เจ้าค่ะ
กราบเรียนถามหน่อยเจ้าค่ะ
ขอขอบพระคุณล่วงหน้าเจ้าค่ะ
คำว่า "ตถาคตครรภ" เป็นคำที่ปรากฎในคัมภีร์ฝ่ายมหายาน ซึ่งมีชื่อว่า "ตถาคตครรภสูตร" พระสูตรนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า "มหาไพบูลยตถาคตครรภสูตร" มีผู้แปลออกสู่พากย์จีนเมื่อปี พ.ศ.893-974 ในพระสูตรได้อธิบายไว้ว่าตถาคตครรภนั้นก็คือพุทธภาวะ กล่าวคือจิตของคนธรรมดานั้นแม้จะถูกหุ้มห่อด้วยกิเลส แต่ภายในก็ยังมีภาวะเท่ากับพระตถาคตเจ้า และทั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับโลกนี้จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จมาปรากฏให้เห็นนั้น ก็เพื่อจะให้สัตว์โลกทราบถึงข้อนี้ คือจะให้ทราบว่า สัตว์โลกมี "พีช"ของ "พุทธ"อยู่แล้ว
พระสูตรนี้แม้จะกล่าวว่า จิตมีความเป็นพุทธโดยกำเนิดแล้ว แต่ไม่ได้อธิบายถึงคุณลักษณะของตถาคตครรภ และตถาคตครรภนี้ มีความสัมพันธ์กับกิเลสอย่างไร รวมทั้งความสัมพันธ์กับการเวียนว่ายตายเกิดด้วย
นมัสการพระคุณเจ้า
ขอบพระคุณเจ้าค่ะที่กรุณาตอบข้อสงสัยเจ้าค่ะ
อ่านพบจากหนังสือที่ท่านธัมมนันทาเขียนเจ้าค่ะ
_/|\_
ไตรลักษณ์ (หลักอภิปรัชญาของพุทธศาสนา) ลักษณะสภาพพื้นฐานธรรมชาติที่เป็นสากลอย่างหนึ่ง จากทั้งหมด 3 ลักษณะ ที่ พุทธศาสนาได้สอนให้เข้าใจถึงเหตุลักษณะสากลแห่งสรรพสิ่งที่เป็นไปภายใต้กฎธรรมดา อันได้แก่
อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้ มีอันต้องแปรปรวนไป)
ทุกขัง (ความทนอยู่อย่างเดิมได้ยาก)
อนัตตา (ความไม่มีแก่น สาระ ให้ถือเอาเป็นตัวตน ของเราและของใครๆ ได้อย่างแท้จริง)
และได้ค้นพบว่า นอกจากการ แก่ เจ็บ และตาย เป็นทุกข์ (ซึ่งมีในหลักคำสอนของศาสนาอื่น) แล้ว ยังสอนว่า การเกิดก็นับเป็นทุกข์ ในทางพระพุทธศาสนานั้นปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า และเชื่อว่า โลกนี้เกิดขึ้นจาก กฎแห่งธรรมชาติ ( นิยาม ) 5 ประการ อันมี กฎแห่งสภาวะ (อุตุนิยาม) หรือมีธาตุทั้ง5คือ ดิน น้ำ ลม ไฟและ อากาศ ที่เปลี่ยนสถานะเป็นธาตุต่างๆกลับไปกลับมา กฎแห่งชีวิต (พีชนิยาม) คือกฎสมตา กฎวัฏฏตาและกฎชีวิตา ที่ทำให้เกิดชีวิตินทรีย์ ( เซลล์) กฎแห่งวิญญาน (จิตนิยาม) การมีนามธาตุต่างๆที่ประกอบกันตามกระบวนการเป็นจิต ดูที่ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นไปตาม กฎแห่งเหตุผล (กรรมนิยาม) และ กฎไตรลักษณ์ (ธรรมนิยาม) คือ
ทุกขัง (ความไม่เที่ยงแท้ ทนอยู่ในสภาพเดิมมิได้ตลอดกาล) คือสิ่งทั้งปวงหยุดนิ่งมิได้เหมือนจะต้องระเบิดอยู่ตลอดเวลา อย่างแสงอาทิตย์ต้องวิ่งมาชนโลก โลก จักรวาล กาแล๊คซี่ต้องหมุน ลมต้องพัด เปลือกโลกต้องเคลื่อน ทำให้มีกฎแห่งการปรับสมดุล(สมตา ) เช่นเรานอนเฉยๆต้องขยับ หรือวิ่งมากๆต้องหยุด เช่นความร้อนย่อมต้องการสลายตัวไปที่เย็นกว่า ไฟฟ้าในเมฆพายุฝนที่มีมากทิ้งมาที่พื้นโลกจนเกิดฟ้าผ่า ที่ ๆ เป็นสุญญากาศย่อมดึงให้สิ่งที่มีอยู่เข้ามา ความทุกข์ทำให้เกิดการวิวัฒนาการของสัตว์ พืช เช่นพืชที่ปลูกถี่ๆกันย่อมแย่งกันสูงเพื่อแย่งแสงอาทิตย์ในการอยู่รอด หรือการปรับสมดุลจึงเกิดชีวิต กฎสมตาทำให้เกิดอิริยาบถที่ปิดบังทุกขัง
อนิจจัง (ความไม่แน่นอน) ทำให้สิ่งทั้งปวงย่อมต้องเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม อย่างธาตุดิน (ของแข็ง) เปลี่ยนเป็นธาตุน้ำ (ของเหลว) เปลี่ยนเป็นธาตุลม (แก๊ส) และเปลี่ยนเป็นธาตุไฟ (แสง ความร้อน พลังงาน) และเปลี่ยนไปไม่สิ้นสุด แม้จะเปลี่ยนแปลงแต่การเปลี่ยนแปลงก็มีขีดจำกัดทำให้เกิดกฎแห่งวัฏจักร (วัฏฏตา) โลก จักรวาล กาแล็กซี ย่อมหมุนเป็นวงกลม สิ่งมีชีวิตเริ่มต้นถึงที่สุดก็กลับมาตั้งต้นใหม่ วิชชุรูป(อิเล็คตรอน)ของปรมาณู(อตอม)ย่อมหมุนรอบมูลรูป(โปรตรอนและนิวตรอน)เพราะกฎแห่งเหตุผลทำให้ลูกมาจากปัจจัยพ่อแม่ของตนเหมือนพ่อแม่ตน ความไม่แน่นอนทำให้สัตว์ พืช อาจไม่เหมือนพ่อแม่ของตนได้นิดหน่อย เช่นสัตว์ที่ใช้ชีวิตในที่หนาวเย็น ตัวที่มีขนยาวกว่าพ่อแม่ตนนิดหน่อยมีเปอร์เซ็นรอดชีวิตได้มากกว่า นานๆไป สัตว์ที่อยู่ในที่หนาวเย็นส่วนใหญ่มีขนยาวเป็นพื้นฐาน กฎวัฏฏตาทำให้เกิดสันตติ การสืบต่อที่ปิดบังอนิจจัง
อนัตตา (สิ่งทั้งปวงไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง ดูเหมือนมีตัวตนเพราะอาศัยปัจจัยต่างๆประกอบกันขึ้น เช่น ต้นไม้ย่อมอาศัยแสง ดิน น้ำ แร่ธาตุ ราก ใบ กิ่ง แก่น ลำต้น อากาศ ทำให้ดำรงอยู่ได้) สิ่งทั้งปวงย่อมเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกันทำให้เกิดการผสมผสาน ทำให้เกิดความหลากหลายยิ่งขึ้น อย่างร่างกายของเราย่อมเกิดจากความเกี่ยวข้องกันเล็กๆน้อยและเพิ่มขึ้นซับซ้อนขึ้น เมื่อสิ่งต่างมีผลกระทบต่อกันในด้านต่างๆทำให้เกิดกฎแห่งหน้าที่ (ชีวิตา) เช่น ตับย่อมทำหน้าที่ของตับ ไม่อาจทำหน้าที่เป็นกล้ามเนื้อหัวใจ และถ้าธาตุทั้งสี่ไม่มีกฎแห่งหน้าที่อันเป็นเหตุให้ธาตุประกอบกันเป็นร่างกาย ร่างกายของย่อมแตกสลายไปราวกับอากาศธาตุ กฎชีวิตาทำให้เกิดฆนะ รูปร่าง หรือการเป็นก้อนๆ ที่ปิดบังอนัตตา
ทุกขังทำให้สิ่งทั้งปวงอยู่นิ่งมิได้ อนิจจังเปลี่ยนแปลงธาตุต่าง อนัตตาทำให้เกี่ยวเนื่องผสมผสานกันทำให้ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
ทุกขังเกิดจากการขัดแย้งกันของธาตุ อนัตตาเกิดจากธาตุที่ต่างถูกผลักออกจากการขัดแย้งของธาตุ (ทุกขลักษณ์) มาเจอกัน อนิจจังเกิดจากช่องว่างที่ธาตุถูกผลักออกไปและกระเด็นเข้ามาไหลเวียนเปลี่ยนผันเป็นกระแสไม่สิ้นสุด
อนุภาคความว่างของอากาศธาตุ(อนัตตา)ย่อมดึงธาตุต่างๆและอากาศธาตุด้วยกันเข้ามาทำให้อนุภาคความว่าง(อากาศธาตุ)ถูกบีบจนเกิดการสั่นสะเทือนเกิดคลื่นอนุภาคควบแน่นขึ้นจนกลายเป็นธาตุ ไฟ ลม น้ำ ดิน ตามลำดับ(อนิจจัง)และเมื่อสั่นสะเทือนถึงขีดสุดก็จะเกิดการผลักออก(ทุกขัง) ทำให้การสั่นสะเทือนน้อยลงเรื่อยๆจนกลายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และเมื่อไม่สั่นสะเทือนเลยก็กลายเป็นอากาศธาตุ
สรุป กฎไตรลักษณ์เป็นสิ่งที่ทำให้มีการสร้าง ดำรงรักษาอยู่ และทำลายไปของทุกสรรพสิ่ง
เมื่อย่อกฎทั้ง 3 แล้ว จะเหลือเพียง ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป[18] (มีเพียงการสั่นสะเทือนของสสารอวินิพโภครูป8)
พระอาจารย์ครับ อยากทราบประวัติการสร้าง วัดในสมัยพุทธกาล เราจะค้นได้จากพระไตรปิฎกเล่มไหนครับ กระผมจะทำวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับการสร้างวัด (ศึกษาผลงานทางพระพุทธศาสนา ) ครับ
นมัสการพระอาจารย์ครับ
เนื้อหา และ ข้อความที่พระอาจารย์นำมาลงให้อ่านนั้นดีมากๆๆครับ อ่านแล้วได้ทำให้เกิคความรู้ และ แหล่งที่มาของคำว่า จักรวาลวิทยา ที่ทางพระอาจารย์ นำเสนอนั้น ทำให้รู้และเข้าใจ และคำว่า โลกและจักวาลได้ดีขึ้น
นมัสการครับ