พระพุทธองค์กลับไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อประเด็นของการหาคำตอบเกี่ยวกับการ สร้างโลก และจักรวาลเท่าใดนัก เพราะพระองค์มองว่า ปัญหาเหล่านั้น เป็นปัญหาในเชิงอภิปรัชญา เป็นปัญหาที่ไม่ได้มุ่งไปสู่การแก้ไขเรื่องภายในของตัวมนุษย์เอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่า องค์ความรู้เหล่านั้น ไม่ได้มุ่งไปสู่การดับทุกข์อย่างแท้จริงดังจะเห็นได้จากการที่พระพุทธองค์ ทรงมีท่าทีที่เงียบงันเมื่อถูกมาลุงกยบุตรถามประเด็นที่ว่าโลกเที่ยงหรือไม่ เที่ยง หรือโลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่ เป็นต้น

          คำว่า “จักรวาลวิทยา” ประกอบด้วยคำ ๒ คำ  กล่าวคือ  คำว่า “จักรวาล”  ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายเอาไว้ว่า “ปริมณฑล  ประชุม  หมู่ บริเวณโดยรอบของโลก”[1]และคำว่า “วิทยา” หมายถึง “ความรู้”  ดังนั้น  “จักรวาลวิทยา”  จึงหมายถึง “ความรู้เกี่ยวกับโลกและสรรพสิ่ง”  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “วิชาที่ว่าด้วยโลกธาตุ โดยขอบเขตที่กว้างไกลทั้งเทศะและกาละ”[2] และคำว่า “จักรวาลวิทยา” นี้ ถือได้ว่าเป็นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญาซึ่งว่าด้วยบ่อเกิด และโครงสร้างของจักรวาล[3]  ซึ่งนักปรัชญาพยายามที่จะหาบทสรุปจากทฤษฎีที่ว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและจักรวาลนี้  หรือว่า โลกและจักรวาลมีการวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาโดยลำดับ[4] จะอย่างไรก็ตาม  เมื่อกล่าวถึงคำว่า “จักรวาลวิทยา” นั้น หมายถึง  แนวคิดและทฤษฎีที่ว่าด้วยการแสวงหาความจริงที่เกี่ยวกับโลกและจักรวาลใน  มิติต่าง ๆ

          การแสวงหาความจริงเกี่ยวกับโลกและจักรวาลนั้น  มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มของนักคิดตะวันออกเท่านั้น หากแต่ได้กลุ่มนักคิดตะวันตกด้วย   ความสนใจของนักปรัชญาตะวันตกต่อประเด็นดังกล่าวนั้น มีเค้าลางตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ความคิดดั้งเดิมของชาวกรีกโบราณนั้นมองว่า “โลกแบน”[5] ซึ่งเป็นการประเมินโลกเช่นนี้  ชี้ให้เห็นว่าเป็นการมองโลกในเชิงประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่ค่อนข้างจะมี “จำกัด” ในสมัยนั้น  แต่ต่อมาอริสโตเติ้ล (Aristotle) นักปรัชญากรีกได้ชี้ให้เห็นว่าโลกนั้น “กลม” มากกว่าความเชื่อว่าที่ว่า “โลกแบน”  ซึ่งทฤษฎีนี้ได้รับการสานต่อ และสนับสนุนโดย   ปโตเลมี (Ptolemy)  ซึ่งมองว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเช่นเดียวกัน[6]

          แต่นิโคลัส โคเปอร์นิคัส (Nicholas Copernicus) กลับนำเสนอทฤษฎีที่แตกต่างว่า ในความเป็นจริงแล้ว  โลกมิได้เป็นศูนย์กลาง แท้ที่จริงแล้วดวงอาทิตย์เป็นสิ่งที่หยุดนิ่ง และเป็นศูนย์กลาง  โดยมีโลกและดาวเคราะห์ต่าง ๆโคจรรอบเป็นวงกลม ทฤษฎีนี้ได้รับการสานต่อโดยนักดาราศาสตร์ ๒ ท่าน กล่าวคือ  โยฮันเนส  เคปเลอร์ (Johannes Capler) และ  กาลิเลโอ กาลเลอิ (Galileo Galilei) ที่ใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องยามค่ำคืนพบว่า ดาวทุกดวงบนท้องฟ้าไม่ได้โคจรรอบศูนย์กลางที่เป็นโลกแต่ประการใด  และต่อมา เซอร์ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) ได้ชี้ให้เห็นว่า แรงโน้มถ่วงเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกและดาวเคราะห์ต่าง ๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์[7] 

          ในขณะเดียวกัน นักบุญออกัสติน (ST.Augustine) ได้อาศัยพื้นฐานการอ้างอิงจากคัมภีร์เจนิซิสว่าด้วยการกำเนิดโลกและมนุษย์ ซึ่งคาดคะเนว่าเอกภพถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ ๕๐๐๐ ปี ก่อนคริสต์กาล[8]  การนำเสนอทฤษฎีของนักบุญท่านนี้ก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและมนุษย์นั่นเอง  แต่ถึงกระนั้นครั้งหนึ่งอริสโตเติ้ลก็เคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเอกภพนั้นถูกสร้างขึ้น  แต่ต่อมา เอ็ดวินฮับเบิ้ล (Edwin Hubble) ก็พบจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากการสังเกตของเขาพบว่า ไม่ว่าจะมอง ณ จุดใดของท้องฟ้า จะพบว่า บรรดากาแล็กซี่ที่อยู่ห่างไกลล้วนแล้วแต่กำลังเคลื่อนตัวออกจากโลกทั้งสิ้น   นั่นก็หมายความว่า เดิมทีกาแล็กซี่เหล่านี้จะต้องอยู่ใกล้กันมากกว่านี้  อันเป็นที่มาของการอธิบายทฤษฎีบิ๊กแบง ซึ่งก็หมายความว่า โลก หรือสรรพสิ่งในจักรวาลนั้น เกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่  ผลจากการะเบิดใหญ่นั้น ทำให้สิ่งต่าง ๆ ในจักรวาลแยกตัวออกจากกัน  ในขณะเดียวกันสสารบางอย่างจึงได้รวมตัวกันกลายเป็นโลก หรือเป็นดาวต่าง ๆ[9]  ซึ่งทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า กาล-อวกาศมีจุดเริ่มต้นมาจากการระเบิดครั้งใหญ่นี้  และในปัจจุบันนี้  สตีเฟ่น  ฮอว์กิ้ง (Stephen Howking) ก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับทฤษฎีนี้[10]

          จากแง่มุมต่าง ๆ  ดังที่ได้นำเสนอแล้วในเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อโต้แย้งของนักปรัชญาตะวันตกนั้น  ทำให้เราได้เห็นบทสรุปที่ค่อนข้างจะชัดเจนว่า  ในที่สุดแล้ว  “จักรวาลวิทยา”  กำลังนำเราเข้าไปสู่การหาคำตอบที่ว่าด้วยการกำเนิดของโลกและจักรวาลในมิติต่าง ๆ ว่า เกิดขึ้นมาได้อย่างไร จะดำเนินไปอย่างไร รวมไปถึงการสิ้นสุดของสิ่งเหล่านี้จะเป็นอย่างไร  ซึ่งการหาบทสรุปดังกล่าวนั้นทำให้เกิดแนวคิดหลักเกี่ยวกับการกำเนิดของโลกและจักรวาล  ๒ กระแส กล่าวคือ กระแสที่ว่ามีผู้สร้าง และกระแสที่ว่ามิได้มีผู้สร้าง หากแต่มีการเกิดขึ้นอย่างมีพัฒนาการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนด้วยตัวของมันเอง  ดังที่ได้กล่าวในเบื้องต้น

          เมื่อมองย้อนกลับมายังแนวคิดคิดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวที่มีปรากฏอยู่ในสำนักปรัชญาและศาสนาตะวันออกนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นคำถามที่มีต่อหลักการและแนวคิดที่ปรากฏอยู่ใน “พระพุทธศาสนา” ว่า มีมุมมองต่อประเด็นที่ว่าด้วยการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับโลกและจักรวาล อย่างไร?   มีรายละเอียดข้อปลีกย่อยที่แตกต่างจากแนวคิดของสำนักปรัชญา หรือศาสนาของตะวันตกอย่างไร?  ในขณะเดียวกัน นิกายต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนามองเรื่องดังกล่าวอย่างไร?

          ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐได้ตั้งข้อสังเกตต่อมุมมองของนิกายต่าง ๆ ที่มีต่อแนวคิดในเรื่องจักรวาลวิทยาว่า “พระพุทธศาสนาทุกนิกายจะยอมรับในจักรวาลวิทยาในบางนิกาย  เช่น มาธยมิกนิกาย ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งในพระพุทธศาสนามหายานแทบมิได้ให้ความสนจักรวาลวิทยาเลย  แต่นิกายที่ที่สนใจในจักรวาลวิทยาอย่างมากก็คือ นิกายเถรวาท นิกายสรวาสติวาทิน และนิกายโยคาจารเท่านั้น”[11] 

          เมื่อวิเคราะห์ที่มาของการตั้งข้อสังเกตดังกล่าวนั้น ทำให้เราพบประเด็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น  เพราะว่าท่านวสุพันธุ ได้อธิบายแง่มุมที่เกี่ยวกับจักรวาลวิทยาเอาไว้ในคัมภีร์อภิธรรมโกศะภาสยะอันเป็นคัมภีร์ของนิกายสรวาสติวาทิน  ซึ่งเมื่อวิเคราะห์แง่มุมเกี่ยวกับจักรวาลวิทยาในนิกายนี้พบว่า มีความสอดคล้องกับนิกายเถรวาทซึ่งเป็นต้นเค้าของนิกายสรวาสติวาทินนี้ก่อนที่จะแยกตัวออกมา แต่เมื่อวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดบางประการกลับพบว่ามีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอธิบายประเด็นที่เกี่ยวกับที่ตั้งของ “นรกร้อน และนรกเย็น”  ในคัมภีร์ฝ่ายสรวาสติวาทินอธิบายอธิบายว่านรกร้อน และนรกเย็นนั้น  ตั้งอยู่ใต้ชมพูทวีป[12]   ในขณะที่คัมภีร์ฝ่ายเถรวาทมองว่าอยู่ใต้ภูเขาสิเนรุลงไปข้างล่าง

          ในขณะเดียวกัน ในคัมภีร์ทั้งสองฝ่ายกล่าวถึงนรกร้อนว่า มี ๘ ขุม และมีชื่อที่สอดรับกัน แต่คัมภีร์ฝ่ายสรวาสติวาทินกลับเพิ่มนัยของ “นรกเย็น ๘ ขุม”[13] เข้ามา  ซึ่งในไตรภูมิมิได้กล่าวถึงนรกเย็น  ดังที่ เสฐียรโกเศศได้กล่าวว่า “เรื่องนรกตามที่กล่าวไว้ในไตรภูมิ มีข้อความอยู่หลายแห่งไม่ค่อยชัดเจน … นรกเย็นหนาวยิ่งกว่าน้ำแข็งก็มี หากแต่มิได้กล่าวเอาไว้ในไตรภูมิ”[14] ฉะนั้น จะเห็นว่า ในไตรภูมิมิได้กล่าวถึงนรกเย็นแต่ประการใด  แต่แนวคิด “นรกเย็น” กลับไปปรากฏอยู่ในคัมภีร์ฝ่ายสรวาสติวาทิน

          ในขณะที่นิกายโยคาจารมองว่า สิ่งต่างๆ ในจักรวาลเป็นเพียงพฤติภาพ หรือภาพปรากฏของของจิต[15] (Manifestation of Mind) ฉะนั้น จะเห็นว่า จักรวาลก็คือรูป  รูปซึ่งเกิดจากการจินตนาการ หรือการสร้างของจิต ดังที่ปรากฏในคัมภีร์ลังกาวตารสูตรที่ว่า “จิตนั่นเองย่อมหมุนไปด้วยการเข้าไปในจิตของตัวเอง  ภาพที่เห็นภายนอกย่อมไม่มีอยู่เลย  เพราะฉะนั้น จิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ย่อมมีอยู่”[16]   และเมื่อกล่าวถึงคำว่า “โลก”  นิกายนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า โลกไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากความรู้ทางประสาทสัมผัสเท่านั้น (โลกํ  วิชฺญัปฺติมาตรมฺ”[17]  ด้วยเหตุดังที่ได้กล่าวแล้ว  ที่มาของโลกทั้งสาม กล่าวคือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ รวมไปถึงจักรวาลนั้นถือกำเนิดจาก “จิต” นั่นเอง  ซึ่งยืนยันได้จากนัยตามที่ปรากฏในคัมภีร์ว่า “แท้จริงจิตนี้ เป็นที่มาของโลกทั้งสามแน่นอน  จิตที่หมุนไปตามโลก  ย่อมปรากฏในโลกนี้และโลกหน้า  ผู้รู้ย่อมไม่จินตนาการ  เพราะรู้ความเป็นไปของโลกว่าเป็นเช่นนั้น[18]   เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วจะเห็นว่า แม้ว่านิกายโยคาจารจะกล่าวถึงจักรวาลและโลก  แต่สิ่งที่นิกายนี้พยายามที่อธิบายเพิ่มเติมก็คือ  จักรวาลและโลกไม่ได้มีอยู่จริง  สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปรากฎการณ์ของจิตเท่านั้น  ฉะนั้น การที่มนุษย์มองว่าโลกและจักรวาลมีอยู่จริงเกิดจากการที่มนุษย์ถูกอวิชชาครอบงำ  ซึ่งการตีความในลักษณะนี้นับได้ว่าเป็นการอธิบายจักรวาลวิทยาในเชิงจริยศาสตร์มากกว่าเชิงภูมิศาสตร์

          จะอย่างไรก็ตาม สำหรับนิกายสุขาวดีซึ่งเป็นนิกายฝ่ายพระพุทธศาสนามหายานซึ่งมีความเชื่อในเรื่อง “พุทธเกษตร” ได้พยายามที่จะกล่าวถึงภูมิของมนุษย์และสวรรค์ที่อยู่ระหว่างภูมิต่างๆ มากมายที่ตกอยู่ในความเกิด และความตาย  เหนือภูมิเหล่านี้ขึ้นไปเป็นภูมิของพระอรหันต์  พระปัจเจกพุทธเจ้า  พระโพธิสัตว์  แดนสุขาวดีซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุขของพระอมิตาภะพุทธเจ้าเป็นแดนแห่งภูมิของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย[19] การอธิบายภูมิต่างๆ เหล่านี้ เป็นการจัดลำดับของภูมิตั้งแต่มนุษย์ไปจนถึงพระ อมิตาภะพุทธเจ้า  ซึ่งหากจะวิเคราะห์แล้วจะพบว่า การจัดลำดับในลักษณะดังกล่าวนั้น เป็นการจัดโดยมุ่งอาศัยภูมิธรรมเป็นกรอบแนวคิด  

          เมื่อกล่าวถึงคำว่า “จักรวาล” นิกายสุขาวดีได้ชี้ให้เห็นว่า “เนื้อที่ของจักรวาลทั้งหมดนี้แบ่งออกเป็นส่วนย่อยลงไปอีกจำนวนนับไม่ถ้วน  อาณาเขตย่อยของจักรวาลแต่ละอาณาเขตนี้เรียกว่า “พุทธเกษตร” ใน ๑ พุทธเกษตรจะมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่หนึ่งองค์  เนื่องจากจำนวนของพระพุทธเจ้าในจักรวาลนี้เท่ากับจำนวนของพุทธเกษตร[20] ดังนั้น  พุทธเกษตรในจักรวาลจึงมีจำนวนมากมายเท่ากับจำนวนของเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา”[21]  จะเห็นว่าแนวคิดรวบยอดเกี่ยวกับพุทธเกษตร หรืออาณาเขตย่อยของจักรวาลอันเป็นที่ประทับอยู่ของพระพุทธเจ้านั้น  เป็นการจัดสรร หรือแบ่งพื้นที่ในเชิงนามธรรมมากกว่าที่จะกล่าวถึงพื้นที่ในเชิงวัตถุธรรม  ซึ่งการจัดสรรพื้นที่ในลักษณะนี้ผู้วิจัยมองว่า เป็นการจัดสรรพื้นที่เพื่อรองรับสภาพจิตของมนุษย์ที่มีภูมิธรรมแตกต่างกัน

          สำหรับแนวคิดที่เกี่ยวกับเรื่องโลกและจักรวาลในพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้น  มีต้นเค้ามาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล ดังจะเห็นได้จากหลักฐานที่ปรากฏในพระสูตรต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้  เช่น  อัคคัญญสูตร[22]  ที่กล่าวถึงกำเนิดมนุษย์ และความเป็นมาของโลก มหาปรินิพพานสูตร[23] ที่ว่าด้วยลักษณะการตั้งอยู่ของโลกและการไหวของแผ่นดิน และจูฬนิกาสูตร[24] ที่ว่าด้วยจักรวาลซึ่งมีจำนวนถึงแสนโกฏิจักรวาล เป็นต้น

          จากตัวอย่างของพระสูตรเหล่านั้น  จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าได้พยายามที่จะเสนอแนวคิดเรื่องโลกและจักรวาลนี้เอาไว้ต่างกรรมต่างวาระในหลายสถานการณ์ด้วยกัน แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่า  ในขณะที่ศาสนาพราหมณ์พยายามที่จะหาคำตอบเกี่ยวกับผู้สร้างโลกและจักรวาลว่า เกิด หรือมีขึ้นมาได้อย่างไร  เมื่อพบทางด้านตันในแง่ของการศึกษา และค้นคว้า ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือทางใจ   บทสรุปสุดท้ายก็คือการการผลักภาระการสร้างโลกและจักรวาลให้เป็นเรื่องของพระเจ้า 

          ในวิถีทางที่แตกต่างกันนั้น  พระพุทธองค์กลับไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อประเด็นของการหาคำตอบเกี่ยวกับการสร้างโลก และจักรวาลเท่าใดนัก  เพราะพระองค์มองว่า ปัญหาเหล่านั้น เป็นปัญหาในเชิงอภิปรัชญา  เป็นปัญหาที่ไม่ได้มุ่งไปสู่การแก้ไขเรื่องภายในของตัวมนุษย์เอง   กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่า องค์ความรู้เหล่านั้น ไม่ได้มุ่งไปสู่การดับทุกข์อย่างแท้จริงดังจะเห็นได้จากการที่พระพุทธองค์ทรงมีท่าทีที่เงียบงันเมื่อถูกมาลุงกยบุตรถามประเด็นที่ว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง  หรือโลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่ เป็นต้น

          แต่ประเด็นที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งต่อท่าทีดังกล่าวของพระพุทธองค์  จะเห็นว่า  แม้พระองค์จะมิได้มีท่าทีสนองตอบต่อมาลุงกยบุตร แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่งพระองค์กลับกล่าวถึงโลกและจักรวาลเอาไว้อย่างวิจิตรพิสดารตามที่ปรากฏในจูฬนิกาสูตร  จากท่าทีดังกล่าวทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า  แท้ที่จริงแล้ว พระองค์เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย  ยอมรับหรือปฏิเสธต่อการนำเสนอเรื่องโลกและจักรวาล  เหล่านี้ คือประเด็นที่จะต้องนำเสนอในงานวิจัยชิ้นนี้ รวมกับแง่มุมอื่น  ๆ  ที่จะกล่าวถึงในงานวิจัยชิ้นนี้

            ประเด็นที่น่าวิเคราะห์ต่อไปก็คือว่า เกิดอะไรขึ้นเกี่ยวกับองค์ความรู้ที่ว่าด้วย “จักรวาลวิทยา” ในยุคหลัง ๆ  ซึ่งเป็นยุคของพระอรรถกถาจารย์  และพระฎีกาจารย์เป็นต้น  ปัญหาก็คือว่า แท้ที่จริงแล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้พยายามที่จะตรัสเรื่องโลกและจักรวาลเอาไว้อย่างระมัดระวัง และรัดกุมอย่างยิ่ง   ดังที่ได้ชี้ให้เห็นในเบื้องต้นแล้วว่า  พระองค์มองว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาในเชิงอภิปรัชญา  และการนำเสนอของพระองค์นั้นก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่พยายามจะตอบปัญหาเหล่านี้ในเชิงอภิปรัชญา แต่พระองค์พยายามที่จะนำเสนอในเชิงจริยศาสตร์  แต่เมื่อมาถึงยุคของพระอรรถกถาจารย์กลับมีการขยายนัยเกี่ยวกับ “จักรวาลวิทยา” เอาไว้อย่างวิจิตรพิสดาร  และชัดเจนมากยิ่งขึ้น.

 

เนื้อหาจากบทนำ: พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, พุทธจักรวาลวิทยา (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539).

 


[1] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๒๕), หน้า. ๒๑๙.

[2] ระวี  ภาวิไล, โลกทัศน์ ชีวทัศน์: เปรียบเทียบวิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนา (กรุงเทพฯ: สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๓), หน้า ๒๕.

[3] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ-ไทย  (กรุงเทพฯ: อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ, ๒๕๓๒), หน้า ๒๔.

[4] สิงห์ทน  คำซาว, ปรัชญา,  (เชียงใหม่: คณะมนุษย์ศาสตร์, ๒๕๑๙), หน้า ๑๖๓.

[5] http://e-mag.en.kku.ac.th/viewarticle.php?id=34

[6] มีเหตุผล ๒ ประการ ที่ทำให้เขามีความเชื่อเช่นนั้น กล่าวคือ  ประการที่หนึ่งนั้น จันทรุปราคาเกิดจากการที่โลกเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ ดังนั้น การที่เงาของโลกซึ่งทาบทับที่ดวงจันทร์นั้นเป็นรูปกลมเสมอ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะโลกมีลักษณะกลม แต่ถ้าหากโลกแบนราบ เงาที่ปรากฏก็จะต้องเป็นแนวเรียบยาว หรือเป็นรูปไข่  และเหตุผลประการที่สองก็คือ การที่เรามองเห็นเสากระโดงเรือได้จากระยะไกลก่อนที่จะเห็นลำตัวเรือ ขณะที่เรือกำแล่นเข้าหาฝั่ง   นอกจากนั้น เขายังเห็นว่าโลกนั้นหยุดนิ่งอยู่กับที่  ขณะที่ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์อื่น ๆ และดาวฤกษ์ต่างพากันโคจรรอบโลกเป็นวงกลม ฉะนั้น ทฤษฎีของเขาก็คือ “โลกคือศูนย์กลางของเอกภพ”  <http://e-mag.en.kku.ac.th/viewarticle.php?id=34>

[7] http://www.geocities.com/witit_mink/earthhow1.htm

[8] ดูเพิ่มเติมใน Augustine, City of god. Hamondsworth: Penguin Book, ๑๙๗๒.

[9] สตีเฟ่น  ฮอว์กิ้ง, (ชัยวัฒน์  คุประตกุล แปล), จักรวาลในเปลือกนัท (กรุงเทพฯ: บริสุทธิ์การพิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า ๗๖. ดูเพิ่มเติมใน ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ “เอกภาพ จากจุดกำเนิดสู่อนันตกาล”, < http://www.darasart.com/spacial_story/universe_infinity/>

[10] สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง, (รอฮีม ปรามาส แปล), ประวัติย่อของกาลเวลา, พิมพ์ครั้งที่ ๖ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๖), หน้า ๑๑๔–๑๑๗.

[11] จำนงค์    ทองประเสริฐ, “จักรวาลวิทยากับพระพุทธศาสนา”, บรรยาย ณ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง  ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๑ มกราคม ๒๕๓๐ (เอกสารอัดสำเนา) หน้า ๑.

[12] Vasubandhu, Abhidharmakosabhasyam (Translated) by Leo M. Pruden (Berkeley, Calif : Asian Humanities Press, ๑๙๘๘–๑๙๙๐), p. ๔๕๙.

[13] ดูเพิ่มเติมใน Ibid, p. ๔๕๙.

[14] เสฐียรโกเศศ, เล่าเรื่องในไตรภูมิ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรไทย, ๒๕๑๕), หน้าที่ ๓๗.

[15] ลงฺกา ๒/๔๐/๑๙.

[16] ลงฺกา ๑๐/๒๗๗/๑๐๑/๑๑๔.

[17] ลงฺกา ๑๐/๒๐๗/๑๑๐/๔๔.

[18] ลงฺกา ๑๐/๒๖๘/๓๖/๑๐๙.

[19] The seeker’s Glossary (New York: Sutra Translation Committee of the United  States and Canada, ๑๙๙๘), p. ๑๒๗.

[20] สมภาร  พรมทา, พุทธศาสนามหายาน (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔), หน้า ๑๔๑–๑๔๒.

[21] ทรงวิทย์  แก้วศรี,  พุทธปรัชญามหายาน, ใน มหาจุฬาฯ วิชาการ: ปรัชญาบุรพทิศ, ทรงวิทยา แก้วศรี บรรณาธิการ (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย), หน้า ๘๙.

[22] ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๑๑-๑๔๐/๘๔–๑๐๒.

[23] ที.ม. (ไทย)  ๑๐/๑๓๑–๒๔๐/๗๗–๑๘๐.

[24] อํ.ติก.(ไทย)  ๒๐/๘๑/๓๐๕–๓๐๘.