ขยายพื้นที่ในใจ
    

       เช้าวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 ได้ฟังธรรมจาก พระธรรมโกศาจารย์   แห่งวัดประยูรวงศาวาสเทศน์ทางโทรทัศน์ เห็นว่าเป็นการกล่าวถึงควารู้ทางสุขภาพจิตที่บูรณาการกับพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืน และเป็นประโยชน์กับการดำเนินชีวิตในยุคปัจุบันจึงขอนำบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังพร้อมกับความรู้ทางสุขภาพจิตอย่างย่อ

            ด้านสุขภาพจิต เดิมการปรับตัวเข้าสู่สถานการณ์ที่กดดันคนเรามักจะใช้วิธีการ สู้หรือไม่ก็ถอย แต่ปัจจุบันเราพบว่าเหตุการณ์หลายอย่างมันประจันหน้าเรา ทำให้เราหนีไม่ทัน จะสู้ก็สู้ไม่ไหว เช่น ตกงาน อกหัก สูญเสียคนรัก เป็นต้น  วิธีการที่ใช้อันดับแรกต้องตั้งสติ ต่อมาต้องอดทนต่อความทุกข์ ค้นหากำลังใจและพยายามหาทางออกที่เหมาะสมให้กับตัวเอง  ฟังง่ายทำได้ยาก แต่คงต้องหาวิธีการทำเพื่อให้เราอยู่รอดให้ได้ ซึ่งแนวทางนี้เราเรียนกว่าการสร้างพลังสุขภาพจิต resilience [bounce back]

             ด้านธรรมะ ท่านผู้บรรยายได้กล่าวว่าคนเราทุกคนต้องเผชิญกับความทุกข์ใจจากสิ่งที่เรียกว่าโลกธรรม 8 ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข / เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ทรมานทั้งกายใจ หากต้านทานไม่ได้ทำให้คนเราท้อ ทนไม่ได้เหมือนฟางเส้นสุดท้าย ระเบิดอารมณ์กับคนใกล้ชิด เกิดวงจรนรก คือเครียด ระบายอารมณ์ไม่ได้ มารุนแรงกับคนใกล้ชิด

            ท่านเปรียบคนเราเหมือนรถยนต์ที่ขาด choke up ไม่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ เวลาอดทนก็ไม่ทำตัวเหมือน หม้อ pressure cookerที่ระบายความรู้อกไป  บางคนไม่รู้จักวิธีการระบายอารมณ์ที่ถูกต้อง

            ท่านว่าในยุคปัจจุบันคนเราต้องใช้โยนิโสมนสิการเพื่อขยายพื้นที่ในใจ ต้องคิดให้เป็น  เมื่อก่อนใจเราเหมือนน้ำ 1 แก้ว ละลายเกลือก็เค็ม มายุคนี้หากจะให้ความเค็มลดลงต้องเพิ่มน้ำให้มากขึ้น  ความเค็มจะได้ลดลง  เหมือนใจคนเราต้องมีเมตตา กรุณาทำให้ใจเรายืดหยุ่นได้ กว้างขึ้นได้ ไม่ถืออคติ คนมีอคติเรื่องเล็กกก็ว่าเรื่องใหญ่ คนไม่มีอคติและยิ่งเป็นคนที่ชอบพอกันเรื่องเล็กมองเป็นเรื่องตลกขบขันไป  ดังนั้นใจคนเราต้องกว้างมากขึ้นเพื่อรองรับความกดดันให้ได้   เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ต้องขยายหน่วยความจำไว้รองรับข้อมูลต่างๆ คนเราก็ต้องขยายใจให้กว้าง

    ส่วนตัวประทับใจในพระที่บรรยาย ท่านได้นำพุทธศาสนามาอธิบายในแง่มุมของความรู้สมัยใหม่หรือ resilience ได้เป็นอย่างดี 

มือใหม่ ... เรียนรู้