เมื่อวันที่ ๖ พ.ย. ๕๒ ผมไปร่วมประชุม “สร้างระบบจัดการระบบวิจัยสุขภาพใหม่ สนับสนุนการพัฒนาระบบวิจัยชาติ”   ที่จัดโดยคณะกรรมการพัฒนาการวิจัยระบบสุขภาพ เพื่อสนับสนุนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกับภาคี อันได้แก่ สช., สวรส., วช., สวทน., สวทช. และ สกว.  

          บรรยากาศของการประชุม บอกผมว่า วงการสุขภาพไทยก้าวหน้าไปไกล   จะทำอะไรก็หันมาตั้งคำถามหาหลักฐาน (evidence) ประกอบการกำหนดนโยบาย และวางแผนและยุทธศาสตร์    ผมเห็นชัดเจนว่าหน่วย สนย. เป็นหน่วยที่หิวผลงานวิจัยที่สุด   สปสช. ที่มีเงินมากและทำงานท่ามกลางความบีบคั้นหลายทางก็หิวผลงานวิจัย   ที่จริง สสส. ก็หิวผลงานวิจัย แต่วันนี้ไม่ได้มา

          ประชุมไปได้ครึ่งทาง ผมก็เห็นลู่ทางสว่างไสวข้างหน้า    ที่จะเกิดกลไกทั้งอย่างไม่เป็นทางการหรือกึ่งทางการ และที่เป็นทางการ   เพื่อให้เกิดการวิจัยเชิงระบบ เพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพ

          การวิจัยนี้จะไม่แตะ bio-medical research ชนิด researcher-initiated   จะเป็นการวิจัยแบบ systems-directed research   ที่มีการจัดการเข้มข้น   โดยที่การจัดการนี้จะทำให้ demand-side และ supply-side ของงานวิจัยมาพบกัน ร่วมกันตั้งโจทย์    และตกลงกันเรื่องลงทุนสนับสนุน

          ผมมองว่า demand-side ที่ต้องการของฟรี เป็น demand-side ปลอม   ไม่ใช่ของแท้   ดังนั้นถ้าอยากได้ของดี ที่ใช้งานได้จริง ต้องลงทุน  

          ที่นี่ไม่ใช่เวทีของ Supply-side ที่มุ่งทำงานเพียงเพื่อให้ได้ผลงานส่วนตน   เราต้องการนักวิจัยที่มุ่งทำงานเพื่อตอบโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพ   ซึ่งส่วนใหญ่จะทำคนเดียวไม่สำเร็จ   ต้องทำงานวิจัยเป็นทีมหรือเป็นเครือข่าย   และส่วนใหญ่ต้องทำกับนักวิจัยหลายสาขา  

          ย้ำว่าเวทีนี้จะมีการจัดการเข้มข้น  มีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายเข้มข้น   มีกระบวนการกำหนดโจทย์เข้มข้น  มีการจัดทีมเข้มข้น  มีการทำงานร่วมศาสตร์และข้ามศาสตร์เข้มข้น   มีกระบวนการรายงานความคืบหน้าเข้มข้น   และมีกระบวนการกำกับทิศทาง (steering) เข้มข้น 

          มองที่ตัวบุคคล แม่ทัพใหญ่คือ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ แห่ง มสช.   หนุนด้วยทีมจาก สช. และ สวรส.  โดยมี วช., สวทน., สวทช. และ สกว. เป็นภาคีร่วมดำเนินการ

          ผมได้สรุปวิธีการทำงาน (เบื้องต้น) แบบมองรอบด้าน  ในตอนท้ายของการประชุม ให้ที่ประชุมเห็นชอบไว้แล้ว   เราสามารถดำเนินการได้โดยไม่ชักช้า

 

วิจารณ์ พานิช
๘ พ.ย. ๕๒