แต่ในที่สุด หลายเวทีเสวนาผ่านไป ลูกศิษย์หลายคนจบปริญญาโท กำลังจะทำเอก หลายท่านกลายเป็นนักนิติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อที่สนใจค้นคว้ามานานปี แต่ที่น่าแปลกใจ ก็คือ เราเพิ่งมองเห็น “ผลลัพธ์ที่งดงามที่สุดของการประชาคมวิจัยเพื่อการพัฒนาและนักศึกษานิติศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษา” อันได้แก่ มิตรภาพอันแน่นแฟ้นและยาวนานของเหล่านักวิชาการรุ่นเยาว์ในวันที่ทำในประชาคมวิชาการนี้ ในวันนี้ หลายปีผ่านไป ทุกคนในประชาคมก็ยังคบค้ากัน มีชีวิตเกยก่ายกันทั้งในงานและส่วนตัว

จำไม่ได้ว่า เริ่มผลักดันให้นักศึกษานิติศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษาจัดเสวนาวิชาการเกี่ยวกับหัวข้อที่สนใจทำวิทยานิพนธ์ตั้งแต่เมื่อไหร่แน่ ? น่าจะเป็น ปี พ.ศ.๒๕๓๙ ? หรือ พ.ศ. ? ก็ไม่ยากที่จะค้นคว้า  แต่ต้องไปค้นดูก่อน

แต่ในที่สุด หลายเวทีเสวนาผ่านไป ลูกศิษย์หลายคนจบปริญญาโท กำลังจะทำเอก หลายท่านกลายเป็นนักนิติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อที่สนใจค้นคว้ามานานปี แต่ที่น่าแปลกใจ ก็คือ เราเพิ่งมองเห็น “ผลลัพธ์ที่งดงามที่สุดของการประชาคมวิจัยเพื่อการพัฒนาและนักศึกษานิติศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษา” อันได้แก่ มิตรภาพอันแน่นแฟ้นและยาวนานของเหล่านักวิชาการรุ่นเยาว์ในวันที่ทำในประชาคมวิชาการนี้ ในวันนี้ หลายปีผ่านไป ทุกคนในประชาคมก็ยังคบค้ากัน มีชีวิตเกยก่ายกันทั้งในงานและส่วนตัว

คุยกันเรื่อง "คนหนีภัยความตาย" เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๕

แนวคิดของการสร้างและพัฒนาประชาคมวิจัยเพื่อการพัฒนาและนักศึกษานิติศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษานั้นเป็นเรื่องง่ายๆ ของการจัดเสวนาขึ้นเพื่อเสนอข้อมูลจากการวิจัยของนักศึกษาบัณฑิตศึกษา และเชิญนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

เราพบว่า นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญหลายท่านก็กลายมาเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาที่เสนอผลงาน แต่สัมพันธภาพระหว่างนักศึกษาและกรรมการสอบจะมีความลึกและแนบแน่นกว่าที่มีกันโดยทั่วไป ไม่เพียงเจอกันในโต๊ะสอบวิทยานิพนธ์สัก ๒ ชั่วโมง แล้วจบลง จะมีความเอื้ออาทรและร่วมเรียนรู้ในองค์ความรู้ที่ผลิตร่วมกัน และเป็นมิตรภาพที่ไม่รู้จบ

ผลดีของการเสวนาในประชาคมวิจัยเพื่อการพัฒนาและนักศึกษานิติศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษาได้สร้างสุขอีกประการหนึ่ง ก็คือ  การสร้างคลังความรู้สำหรับนักศึกษาที่สนใจประเด็นกฎหมายเดียวกัน ได้มีโอกาสมาระดมสมองด้วยกัน เป็นโอกาสของการถ่ายทอดความรู้สู่สังคม

แต่อย่างไรก็ตาม การเสวนาจะสร้างสุขสูงสุดหากนักศึกษาปริญญาโทหรือเอกที่เป็นเจ้าของเรื่องตั้งใจที่จะสร้างประชาคมวิจัยเพื่อการพัฒนาของตนเองให้ดีที่สุดด้วย แต่หากนักศึกษาเองไม่สนใจจริงจัง ประชาคมวิชาการที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจสร้างสุขให้แก่ทั้งตนเองและสังคมโดยรวม

คุยเรื่องผลกระทบของเกมคอมพิวเตอร์ต่อสังคมไทย

เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๕

คุณภาพของประชาคมวิจัยเพื่อการพัฒนาและนักศึกษานิติศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษา ขึ้นอยู่กับปัจจัยง่ายๆ อันได้แก่ (๑) นักศึกษาเจ้าของเรื่องปราณีตในการนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนหรือไม่ (๒) นักศึกษาเจ้าของเรื่องปราณีตในการได้กระจายข่าวการนัดทำเวทีวิชาการให้แก่เหล่าเจ้าของความรู้ที่น่าจะสนใจมาร่วมเวทีหรือไม่ (๓) ในเวที มีบรรยากาศที่รื่นรมย์ในการทักทอองค์ความรู้ทางวิชาการหรือไม่  เดิมเราเรียกการเสวนาเป็นภาษาฝรั่งแบบโก้ๆ ว่า “Academic Talk”

คุยเรื่อง "สิทธิขั้นพื้นฐานของคนไร้สัญชาติที่เป็นแรงงานต่างด้าว"

เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๕

อุบายทางวิชาการนี้ ผู้เป็นเจ้าของความคิด และออกเงินให้ดำเนินการในระยะต้น ก็คือ ท่านศาสตราจารย์ คนึง ฦๅไชย เราจึงเรียกเงินที่ท่านบริจาคให้ว่า “กองทุนศาสตราจารย์คนึง ฦๅไชย” ซึ่งมี ๒ กอง กล่าวคือ (๑) กองที่ฝากไว้ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ (๒) กองที่ดูแลโดยคณะลูกศิษย์กันเองและฝากไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เงินไม่มาก แต่ก็ไม่เคยหมดไป เงินที่ฝากกับคณะไม่เคยเอามาใช้นานแล้ว แค่เงินที่ดูแลกันเอง ก็ไม่หมดไปเสียที เพราะมีการบริจาคเติมมาเรื่อยๆ ไม่มาก แต่ก็ไม่ขาด

แม้ในสองสามปีหลัง  นักศึกษาจะไม่ค่อยมีความกระตือรือล้นที่จะทำเสวนาวิชาการเพื่อสร้างประชาคมวิจัยเพื่อการพัฒนาและนักศึกษานิติศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษากันนัก แต่ก็พอมีบ้าง ในวันนี้ เรายังเห็นพวกนักศึกษาปริญญาเอกรวมกลุ่มกันมาประชุมทุกสามเดือนประมาณนั้น

แต่ในส่วนปริญญาโทนั้น ไม่ค่อยแน่นอน

แต่ที่เห็นถี่มากขึ้น ก็คือ การเสวนาวิชาการของเหล่านักวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนไร้รัฐไร้สัญชาติทางกฎหมาย ซึ่งมักทำในวันจันทร์ที่สะดวกเพื่อพูดคุยถึงแนวคิดทางนิติศาสตร์ที่สำคัญ จึงมักเรียกเวทีความคิดแบบนี้ว่า “Monday Meeting” และในวันพฤหัสที่สะดวก ก็มักมีการรวมตัวกันเพื่อคุยเรื่องราวของมนุษย์ที่ประสบปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน จึงเรียกการเสวนาในวันพฤหัสว่า “Thursday Meeting”

แต่ในครั้งหน้าไม่ว่างตรงกันในวันจันทร์ เลยมาคุยกันวันอังคาร จะคุยกันเรื่อง “คนสองสัญชาติ” โดยการนำเสนอของคุณภัทริน ขาวจันทร์ แห่ง สถาบันเอเซียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ เวลา ๙.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้าท่านใดสนใจ ติดต่อมาเลยนะคะ

ตกลงก็เป็น “Tuesday Meeting” ครั้งแรกซินะคะ