
ต้องไปเรียนซ่อมทั้งคณะ เพราะหลักสูตรผิดพลาด เรียนตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงสี่โมงเย็นเสาร์อาทิตย์เป็นเวลาสองเดือน น่าเบื่อมากเพราะเนื้อหาก็เรียนมาแล้วทั้งนั้น แต่ในความโชคร้ายก็มีความโชคดีแฝงอยู่ คำตอบของเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนหนึ่ง นำมาซึ่งบทความนี้ค่ะ ลองอ่านดูละกันนะคะ เป็นการทำงานอื่น ในห้องเรียนค่ะ
“อะไรเนี่ย เมื่อไหร่อาจารย์จะปล่อย เบื่อจะตายอยู่แล้ว”
“อืม ง่วง ฉันก็เบื่อ ถ้าบรรยายแบบนี้ทั้งวันแล้วให้นั่งฟังเฉย ๆ
ก็ได้หลับกันทั้งห้องพอดี”
“โอ๊ย เบื่อจริง ๆ เลย ถ้าฟังอย่างเดียวแบบนี้
โดยที่ไม่ถามอะไรให้พวกเราได้คิด มีหวัง...หลับทั้งคาบ”
“เออ ฟัง ๆ ไปก่อนเหอะ ไม่ต้องทำตัวเป็นเด็กสมาธิสั้นกันเลย
อาจารย์ระดับนี้แล้ว คงไม่แค่มาบรรยายให้ฟังเฉย ๆ หรอกนา
ต้องมีอะไรให้พวกเราได้คิดบ้างแหละ
สารพัดที่จะสรรหามาบ่นกัน
กับความเบื่อที่ต้องทนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
ถ้าไม่เพราะพวกผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ไม่ยอมตรวจสอบหลักสูตรให้ดี
ว่าสมบูรณ์แบบแล้วยัง และพบข้อบกพร่องของหลักสูตรตั้งแต่เนิ่น ๆ
นักศึกษาปีสี่ทั้งคณะ
ก็คงไม่ต้องมานั่งเรียนใหม่ในสิ่งที่ตัวเองเรียนมาแล้วเหมือนวันนี้
เพียงเพราะแค่ ชื่อวิชา ไม่ตรงกับที่หลักสูตรระบุ ถึงแม้ว่า
เนื้อหาจะตรงกับที่ต้องการให้เรียนก็ตาม
ซึ่งก็คงไม่แปลกที่จะมีเสียงบ่นแบบนี้ ผนวกกับความง่วง
และความเหนื่อยล้าที่ต้องเรียนมาตั้งแต่เช้า
และวันนี้ก็เป็นวันอาทิตย์แทนที่จะได้พักผ่อน
กลายเป็นต้องมาเรียนวันเสาร์อาทิตย์เพิ่มด้วย
จันทร์ถึงศุกร์ก็มากพออยู่แล้ว
ต่อให้อดทนแค่ไหนก็อดบ่นไม่ได้อยู่ดี
“ผมมีคำถามจะถามพวกคุณ”
‘นั่นไง บอกแล้ว ระดับด็อกเตอร์จบเมืองนอกมาหมาด ๆ
คงไม่ใช่แค่บรรยายเฉย ๆ แน่’
ฉันคิดด้วยความมั่นใจในศักยภาพของอาจารย์ที่จะสอนคนที่กำลังจะไปเป็นครูอย่างพวกฉัน
ว่าต้องมีอะไรดีแน่ ๆ
“ข้อแรก
ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องความเป็นผู้นำซึ่งเป็นหัวข้อล่าสุดที่ผมสอน”
“อาว สอนเรื่องผู้นำ
แล้วเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่สอนมาถามทำไม”
อีกแล้ว ...ช่างบ่นกันจริง ๆ เพื่อนฉัน
“แต่มันเกี่ยวกับการจัดระบบวิธีคิดของพวกคุณ
ซึ่งสำหรับคนเป็นผู้นำแล้วระบบวิธีคิดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”
“บอกแล้วให้ฟังก่อน แกก็ บ่นอยู่ได้”
“คำถามแรก..ใครดูบอลบ้าง ใครชอบดูบอล”
ซึ่งแน่นอนอยู่แล้ว
คนที่ยกมือส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นท่านสุภาพบุรุษทั้งหลาย
“รู้จักทีม เดนมาร์ก กับทีมอังกฤษมั้ย”
เสียงนักศึกษาตอบรับกันเกือบทั้งห้องว่ารู้จัก
“แล้วสองทีมนี้ มีดีต่างกันตรงไหน”
เสียงนักศึกษาที่เป็นผู้หญิงต่างก็โวยวายขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เพราะต่างก็คิดว่าถามเรื่องทีมฟุตบอลแบบนี้ เป็นต้องตอบไม่ได้แน่
“หน้าตา ความหล่อของนักบอลค่ะ”
ผู้ชายแต่ท่าทางเป็นหญิงคนหนึ่งตะโกนตอบขึ้นมา
ซึ่งตามด้วยเสียงร้องด้วยความหมั่นไส้ของหลาย ๆ คน
“วิธีการเล่นครับ”
ท่านสุภาพบุรุษคนหนึ่งตอบขึ้นมา
“ข้อนี้ผมไม่แน่ใจครับ ว่าจะต่างกันจริงรึปล่าว”
‘ขนาดวิธีการเล่น
อาจารย์ยังบอกไม่ได้เลยว่าต่างหรือไม่ต่างแล้วอาจารย์จะตอบคำภามนี้ได้ยังไงนี่’คราวนี้ฉันคิดขึ้นมาในใจเงียบ
ๆ
“ใครมีคำตอบนอกเหนือจากนี้บ้างครับ ขอบอกอีกอย่างนะครับ
ถึงไม่ชอบดูบอลก็ตอบคำถามนี้ได้”
‘ถามเรื่องบอล ไม่เคยดูบอลแล้วจะตอบยังไงเนี่ย’
ฉันอดถามตัวเองในใจไม่ได้
“เดนมาร์ก มี D อยู่ข้างหน้า อังกฤษ มี D อยู่ข้างหลังครับ”
อาจารย์หัวเราะออกมา และคำตอบนั้นเป็นข้อเฉลย
ให้ฉันและทุกคนได้เป็นอย่างดี
“เห็นมั้ยครับ ว่าบางทีเราก็มีคำตอบโดยที่เราไม่ต้องรู้ทุกอย่าง
เพียงแค่รู้จักคิด และจัดระบบให้ดีแค่นั้นเอง”
“เออ...จริงด้วย”
หลาย ๆ เสียงยอมรับคำพูดของอาจารย์
“คำถามข้อที่ สอง”
“ผมจะถามพวกคุณว่า หากวันหนึ่ง พวกคุณเดินเที่ยวที่ภูเขาอยู่
แล้วบังเอิญแฟนกับแม่ของคุณ ลื่นลงไป และกำลังจะตกหน้าผา
คุณจะดึงใครขึ้นมาก่อน”
‘คำถามนี้ตอบได้โดยไม่ต้องคิดมาก แฟนไม่มีในระบบอิสลาม
คงไม่มีใครให้มาดึง’
‘แต่เอ...แล้วถ้าตอบไปแบบนั้นแล้วอาจารย์เปลี่ยนจากแฟนมาเป็นสามีแทนล่ะ
จะตอบยังไงดี’
‘ตามหลักการแล้ว สามีต้องมาก่อนมิใช่หรือรู้สึกว่าเคยมีหะดิษ’
‘ว้า...คำถามนี้ตอบยากอีกแล้ว’
ฉันเถียงตัวเองอยู่ในใจ แต่ถ้าถามความรู้สึกของตัวเอง ณ ตอนนี้
ฉันก็เลือกที่จะดึงแม่ อาจเป็นเพราะแม่คือคนที่ฉันใกล้ชิดด้วยที่สุด ณ
ตอนนี้ ส่วนอีกคนที่อาจารย์กล่าวถึงนั้น
ยังไม่มีให้ฉันใคร่ครวญถึง
อาจารย์ยื่นไมค์ให้หลาย ๆ คนตอบ ซึ่งแน่นอน
คำตอบของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามเหตุผลที่ยกมาอ้าง
ซึ่งอาจารย์ก็เฉลยว่า ไม่มีคำตอบใดผิด อยู่ที่เหตุผล
และความคิดของแต่ละคน
“และคำถามข้อสุดท้าย หากคุณรู้ว่า วันพรุ่งนี้โลกจะแตก”
‘ใครจะรู้ล่ะ อาจารย์ว่าโลกแตกวันไหน ถามมาได้ ชวนปวดหัวอีกแล้ว’
ฉันเริ่มบ่น (ในใจ) มากขึ้นเมื่อรู้สึกว่า
คำถามที่อาจารย์จะถามชวนให้คิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
เพราะไม่มีใครหรอกที่จะรู้ว่าโลกแตกวันไหน
“ผมให้คุณเลือกคนห้าคน ห้าอาชีพ ไปกับคุณ คุณจะเลือกใคร
โดยที่คุณคือผู้นำสำหรับบุคคลเหล่านั้น”
คำถามนี้เป็นคำถามแรกที่ตรงกับโจทย์
ตรงกับหัวข้อที่เรียนโดยตรงไม่มีอ้อมค้อม
เพื่อนของฉันหลายคน ต่างก็คิดหาคำตอบกัน
โดยที่แต่ละอาชีพที่เลือกนั้นก็เพื่อทำให้พวกเขาอยู่รอดหลังเกิดเหตุการณ์โลกแตกทั้งนั้น
ดังนั้นคำตอบของหลาย ๆ
คนจึงเป็นคำตอบที่บอกว่าคนที่เขาเลือกคือคนที่จะมาแก้ปัญหาและช่วยเหลือให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนสภาพไป คงคิดว่าโลกแตก คงแค่เหมือนสึนามิพัด
แค่นั้นเองมั้ง หารู้ไม่ว่าโลกแตก ทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ต้องตาย!
คำตอบที่ออกมาส่วนใหญ่จึงเป็นแบบนี้...
1 แพทย์ เพื่อที่จะรักษาเมื่อเราเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
2 วิศวกร หรือกรรมกร เพื่อจะได้สร้างบ้าน
3 ชาวนา เพื่อที่จะเพาะปลูกให้เราได้กิน
4 ครู เพื่อที่จะได้ไปสอนประชาชาติที่เกิดมาใหม่
5 แม่บ้าน เพื่อที่จะหุงหาอาหารให้เรา
ซึ่งคำตอบของคนส่วนใหญ่ ต่างก็มุ่งให้ตัวเองสะดวกสบายอย่างที่บอก
อาจจะสลับข้อและการให้เหตุผลของแต่ละคนเท่านั้น
สำหรับคำตอบของฉัน (ที่คิดคนเดียวเงียบ ๆ)
ก็ขออยู่กับบุคคลในครอบครัวซึ่งมี พ่อ แม่ น้องชาย น้องสาวละกัน
เอ ขาดอีกคน เพราะสมาชิกที่มี 5 คน รวมทั้งฉันด้วย
เขาให้เราเอาไป 5 คน เพื่อที่คณะทั้งหมดจะมี 6 คน
เอ...ใครดี อืมม เอาเป็นว่า น่าจะเป็นคู่ครองของเราแล้วกัน
(ที่อาจมาถึงในอนาคตข้างหน้า อิอิ)
ที่ตอบแบบนี้เพราะฉันมั่นใจตามที่อัลกรุอานบอกว่าโลกแตกแล้วไม่มีใครรอด
ก่อนตายก็ขอให้ได้อยู่ใกล้คนที่เรารักแล้วกัน
และคนแรกที่ฉันเลือกคงเป็นน้องชายมั้ง
เพราะฉันทั้งรักและเป็นห่วงเขามากที่สุด
น้องยังเล็กอยู่และขี้กลัวมากด้วย ตอนเสียงดังฉันคงต้องปลอบเขา
เหมือนที่เคยทำประจำ
เพราะเวลาฝนตกฟ้าร้องทีไรชอบหนีมานอนห้องฉันประจำ
ใครจะมีคำตอบอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้บ้างนะ?
อาจารย์ยังคงยื่นไมค์ให้แต่ละคนตอบคำถมไปเรื่อย ๆ
ซึ่งคำตอบและเหตุผลก็คล้ายกับห้าข้อที่ฉันได้เรียบเรียงไว้ข้างต้น
จนกระทั่ง!
“ชื่ออะไรครับ แนะนำตัวหน่อย” อาจารย์ยื่นไมค์ไปที่มุสลิมีนคนหนึ่ง
ซึ่งมองท่าทางและการแต่งตัวก็ดูเรียบง่าย และท่าทางก็เงียบ ๆ หลาย ๆ
คนที่นั่งข้างฉันหัวเราะเบา ๆ กับท่าทางของเขา ที่ทุกคนบัญญัติมาสั้น
ๆ ว่า “เคร่ง + เชย”
อาจารย์บอกให้เขาแนะนำตัวและบอกว่าจะเลือกอาชีพไหนบ้าง
“อาชีพที่ผมจะเลือก มี โจร!”
ทุกคนหัวเราะกันเสียงดังเพราะคำตอบของเขา
พร้อมกับมีเพื่อนคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตขึ้นมา
“เขาคงคิดว่าโจรมีความสามรถหลายอย่างมั้ง อาชีพเดียวทำได้สารพัด”
“เหตุผลครับ”
อาจารย์ย้ำให้เขาทำตามกติกา
ที่บอกว่าหากบอกว่าเลือกอาชีพใดแล้วต้องตามด้วยเหตุผล
“ผมจะบอกเหตุผล เมื่อผมให้คำตอบครบแล้ว และทุกอาชีพที่ผมเลือก
ผมมีเหตุผลเดียวกัน อาชีพอะไรอีกครับ ที่เพื่อน ๆ เห็นว่าไม่ดี”
มีคำตอบลอยมาจากนักศึกษาคนหนึ่ง
“ครับ ถ้าเห็นว่าอาชีพโสเภณีไม่ดี ก็เลือกอาชีพนี้ด้วยแล้วกัน”
เขาบอกออกมา
“มันจะเอามาถ่ายหนังโป๊ ไว้ดูก่อนตายรึไงวะ!”
เสียงหนึ่งลอยมา มันทำให้ฉันอดหันไปมองไม่ได้
ถึงแม้ว่าประโยคนั้นจะเป็นการกระเซ้าเล่นเพื่อความสนุกสนานก็ตาม
“นักการเมือง พวกคอรัปชั่นทั้งหลาย อะไรอีก คิดไม่ออกครับ
ว่ามีอาชีพไหนที่ไม่ดีบ้าง เอาเป็นว่า 5 อาชีพที่ผมเลือกนะครับ
เป็นอาชีพของคนที่ทำความผิดสร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่นและสังคม”
“เหตุผลครับ”
อาจารย์ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
“เพื่อที่จะไปสอนให้เขาเป็นคนดี
และเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้และขออภัยก่อนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต!”
ทุกคนในห้องเงียบ! ตามมาด้วยเสียงปรบมือกันกราวใหญ่
ฉันหันไปมองคนที่ว่าเขาว่าจะเอาไปถ่ายหนังโป๊ด้วยความสะใจลึก ๆ
อาจารย์อาจจะภาคภูมิใจที่ลูกศิษย์พร้อมจะเป็นครูจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
แต่สำหรับฉันแล้ว รู้สึกยิ่งกว่าภาคภูมิใจ
ที่อิสลามแทรกซึมเขาได้ทุกที่
เขาคิดจะนำบุคคลส่วนหนึ่งให้เดินตามแนวทางของอัลลอฮ จนกระทั่ง
วาระสุดท้ายของชีวิตของเขา
คนเรา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อยู่ในตำแหน่งใด
แต่หน้าที่ที่สำคัญที่พึงระลึกไว้เสมอก็คือ “หน้าที่ต่อ...อิสลาม
Assalmualaikum ค่ะอาจารย์
ตอบน้องซิลเวียร์
ไม่มีเวลาส่งวารสารค่ะ
แฮะ ๆ บวกกับขั้นตอนยุ่งยากด้วย...
เลยแต่ง...แล้วก็โพสต์ตามเว็บนี่แหละ..
เรื่องนี้แต่งไว้นานล่ะ
ตั้งแต่ตอนเป็นนักศึกษาโน่น
วาอาลัยกุมมุสลามค่ะ...พี่หนูนา...
ดีใจค่ะ...ที่มาทักทายกัน