โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเอง
(วิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเอง)
ชื่อโครางการ โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเอง
ตามแนวพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ชื่อกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเอง
ทะเบียนกลุ่ม รหัสทะเบียน 4-30-14-20/1-0017 ให้ไว้ ณ วันที่ 28 มิ.ย. 2550
หน่วยงานที่รับผิดชอบ วิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเอง
สถานที่จดทะเบียน 141 หมู่ที่ 9 บ้านเพลิงหลง ต.บ่อปลาทอง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา
สถานที่ดำเนินงาน แปลงทดลองปฏิบัติภาคการเกษตร ตามแนวพระราชดำริ
- หมู่ที่ 9 บ้านเพลิงหลง ต.บ่อปลาทอง อ.ปักธงชัย พื้นที่ 5 ไร่
- หมู่ที่ 8 บ้านมะกอกงาม ต.บ่อปลาทอง อ.ปักธงชัย พื้นที่ 15 ไร่
- หมู่ที่ 8 บ้านหนองขอน ต.สุขเกษม (ต.บ่อปลาทอง) อ.ปักธงชัย
( เอกชนเข้าร่วมโครงการฯ.) พื้นที่ 464 ไร่
- หมู่ที่ 3 บ้านบ่อปลา ต.บ่อปลาทอง (ทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ 700 ไร่)
- หมู่ที่ 4 บ้านโนนสำโรง ต.ลำนางแก้ว อ.ปักธงชัย
หน่วยงานที่ปรึกษา
- สำนักงานคณะกรรมการพิเศษประสานงาน
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- กรมส่งเสริมการเกษตร
- กรมส่งเสริมสหกรณ์
- กรมวิชาการเกษตร
- ศูนย์อำนวยการต่อสู้ปัญหาความยากจน
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา
- สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา
- ธนาคารออมสิน/ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนนครราชสีมา
คณะกรรมการบริหาร นายอภิชาติ พจน์ฉิมพลี ประธานวิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย
นายวัรชพล พลตะขบ รองประธานฯ
นายเพชร ชมสระน้อย รองประธานฯ
นายขวัญชัย หัดสระน้อย เลขานุการฯ
นางวิมล อนันตโสภณ เหรัญญิก/บัญชี
นายแปลก ผลตะขบ กรรมการ/ควบคุ้มการผลิต
นางมยุรี พลตะขบ กรรมการ/ฝ่ายจัดซื้อ
นางเวียง พันธ์ตะคุ กรรมการ/ประชาสัมพันธ์
นายเอกพล แขมพรมราช กรรมการ
นายพิษณุ วิไลเลิศศิลป์ กรรมการ
นายพิสิทธิ์ นาคำ กรรมการ
นายบรรณวา คำแสนแก้ว กรรมการ
หลักการ
สร้างพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ให้เป็นศูนย์กลางการปลูกพืชและผักอินทรีย์และเป็นศูนย์กลางผลิต พริกปลอดสารและพืชผักอื่นๆ ศูนย์กลางการแปรรูป/อุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์ ศูนย์กลางการตลาด ซื้อขาย เมล็ดพันธุ์พืช กล้าพันธุ์ ผลิตผล และ ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากพริก ผัก ผลไม้อินทรีย์ ให้การศึกษาดูงานภาควิชาการ ภาคปฏิบัติ ตลอดถึงเป็นศูนย์กลางการให้บริการแก่สมาชิก โดยให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเอง เป็นศูนย์กลางหลักและขยาย ในระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ จากปฐมภูมิสู่ระดับสากล ต่อไป
เหตุผล
ประชากรในเขตจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ (ภาคอีสาน) มีพลเมืองมากถึง 1 ใน 3 ของประเทศ กว่าร้อยละ 70 เป็นผู้ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เป็นพื้นเน้นที่การปลูกข้าว และพืชผักสวนครัวหรือพืชล้มลุกตามฤดูกาล ซึ่งอาศัยการใช้น้ำฝนเป็นเกณฑ์ รายได้ไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากไม่สามารถแก้ไขภัยจากความแห้งแล้งได้ การทำนาและทำสวนทำไร่ จึงประสบภัยจากธรรมชาติอย่างซ้ำซาก นานนับศตวรรษ การผลิตไม่ได้คุณภาพ การตลาดผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์จึ่งขึ้นอยู่กับ “พ่อค้าคนกลาง” เป็นผู้กำหนดชีวิต การดำรงชีวิตในภาคการผลิตจึงขึ้นอยู่กับฟ้าบันดาลสวรรค์ลิขิต การทำไร่ทำนา จึงกลายเป็นเพียง วัฒนธรรมเท่านั้น หวังผลในอนาคต เพื่อความยั่งยืนในความคาดหมายไม่ได้ เพราะไม่พออยู่พอกิน นับเวลา 100 ปี ผ่านมาจนถึง ณ ปัจจุบันจะเป็นผลพฤติกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ คนในภาคเกษตรกรรมเหล่านี้ มักอพยพออกจากพื้นภูมิลำเนาไปขายแรงงานต่างถิ่น ทั้งต่างจังหวัดและต่างประเทศ ประชากรวัยทำงานหลุดออกจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคแรงในอุตสาหกรรมของกลุ่มทุนนิยม ทั้งแรงงานฝีมือและแรงงานชั้นกรรมกร ค่าแรงงานยังอยู่ในแนวความคิดแล้วแต่โอกาสวาสนา แม้ว่ารัฐในปัจจุบันจะมีเกณรับรองมาตรฐานแรงงานและค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำไว้ แต่เม็ดเงินที่ได้จากการขายแรงงาน ยังไม่ถือว่า “พออยู่พอกิน” ผู้ใช้แรงงานยังอยู่ในสภาวะยากจนเป็นวัตร
ในช่วงระยะ เวลา 20-30 ปี ที่ผ่านมาเกษตรกรไปเป็นผู้ใช้แรงงาน รุ่นเก่าร้อยละ 50 กลับคืนภูมิลำเนาเพื่อกลับสูภาคการเกษตรได้รับการเรียนรู้ในการคิด วิธีคิดในการใช้ที่ดินที่มีอยู่ของตนเองหรือพื้นที่เช่าหันมาปลูกไม้เศรษฐกิจหรือพืชผักสวนครัวหรือพืชผักตามที่ตลาดต้องการ โดยการใช้ที่ดินบางส่วนเช่นที่ดิน สวนเก่า พื้นที่ดอนในนาข้าว หรือพื้นที่แผ้วถางขึ้นใหม่ เพื่อปลูกพืชยืนต้นระยะยาว เช่น ปลูกม่วงหิมพานต์ ปลูกไม้ยูคาลิปตัส ปลูกไม้เทพา และในช่วง 10 ปีหลัง ได้ปลูกไม้ยางพารา อย่างขนานใหญ่ และในส่วนที่เป็นนาข้าวหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว ได้มีการปลูกพืชล้มลุก เช่น มะเขือเทศ ปลูกพริก ปลูกข้าวโพด และพืชสวนคัวอื่น ๆ ในภาคการผลิตทางการเกษตร โดยได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐบ้าง ลได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสถาบันการเงิน ทางการเกษตรบ้าง ตลอดถึงการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดย่อม เช่น เลี้ยงไก่ เลี้ยงสุกร เลี้ยงโคพันธุ์ต่างประเทศบ้าง โดยมุ่งเน้นว่าให้ตนเองมีงานทำแต่ยังไม่มั่นใจเรื่องจะได้ราคาตามที่คาดหวัง ต่อหน่วยงานของการลงทุน และที่สำคัญสภาพการณ์ สภาพของการตลาดยังไม่มีตลาดในมือของตนเองเนื่องจากไม่สามารถกำหนดราคาการขายผลิตผล การขายผลิตภัณฑ์ของตนเอง และที่สำคัญคือตนต้องลงทุนต่อความเสี่ยงภัยอันมหาศาล เพราะทุนดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยการกู้ยืมจากภาคธุรกิจการเงินของบรรดาสถาบันการเงิน หรือธนาคาร โดยนำเอาที่ดินทรัพย์สินไปเป็นหลักประกันในทางจำนำ จำนอง เมื่อการตลาดไม่อยู่ในมือแต่งลงทุนเม็ดเงินที่สูงขึ้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยที่แพงลิ่ว เมื่อขายผลผลิต ขายผลิตภัณฑ์ ไม่ได้ราคาตามความเหมาะสม เป็นธรรม และควรจะเป็น จึงประสบภาวะขาดทุน กลายเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่งผลให้ที่ดินทรัพย์สินที่เป็นหลักค้ำประกัน และท้ายสุดถูกบังคับคดี ขายทอดตลาด กลายเป็นบุคคลล้มละลายไร้ที่ทำกินในที่สุดลูกหลานเกษตรกรยุคต่อมา ยังต้องหลั่งไหลออกจากภูมิลำเนาไปทำงานขายแรงงานต่างถิ่นต่างบ้าน เหมือนเช่นอดีตของเกษตรกรรุ่นเก่า พ่อ แม่ ปู่ย่า ตายาย เคยทำนา ความดิ่นรนขวนขวายเหล่านี้จะเป็นตำนานวัฎจักร แห่งความยากจนซ้ำซาก ไม่มีอนาคต ในอนาคตอีกต่อไปไม่รู้จบ และจะต้องเลวร้ายลงอีกอย่างหนัก ภาคเกษตรกรรม ที่ยังมีที่ดินเป็นของตนเองของชาวนากลุ่มนี้ ที่ดินจะหมดไปอย่างเร็วไวค่อนข้างแน่นอน และจะส่งผลต่อการไร้ที่ทำกินในอนาคตร้อยละ 100 ในอีกไม่เกิน 10-20 ปีข้างหน้า ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรที่ใช้ที่ดินฝืนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อที่ดินเดิมถูกเปลี่ยนมือ ชาวนาเดินอนุชนรุ่นหลัง หรือลูกหลานชาวนาจะไม่มีที่ดินทำกินและจะกลายเข้าสู่ระบบทาสแรงงาน ซึ่งมีกลุ่มทุนเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นผู้เข้ามาแทนที่เป็นเจ้านายคนใหม่ ผู้เต็มไปด้วยความเป็นเจ้าของเครื่องมือ เครื่องจักรกล อันทันสมัยเข้ามาแทนที่ บิดา มารดา ผู้เป็นเจ้าของเดิมของชาวนาชาวไร่ เป็นมรดกแก่ลูกหลาน อย่างอัปยศยิ่ง ถ้าเกษตรกรไม่แก้ไขตนเอง ถ้าชาวนา ชาวไร่ยังล้าหลัง ถ้าบุคคล นิติบุคคล หรือข้าราชการรัฐที่มีพื้นเพมาจากเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ หรือปัญญาชนก้าวหน้า ไม่ดูแลฟันผ่าต่ออุปสรรค หรือ เพิกเฉย ละเลยต่อวิกฤตทางอาชีพในภาคเกษตรกรรมเหล่านี้
ด้วยเหตุนี้ โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน จัดตั้งขึ้นโดยภาครัฐตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จึงถึงปัจจุบัน 2552 ได้มีการพัฒนาขึ้นมาเลื่อย ตามลายละเอียดของที่บรรยายไว้ในเอกสารโครงการนี้ และได้ทะเบียน ขึ้นเป็นวิสาหกิจชุมชน ใช้ชื่อว่า “วิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเอง” โดยการร่วมกลุ่มของเกษตรกรมาตามลำดับ ดังนี้
ความเป็นมา
กลุ่มส่งเสริมอาชีพการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์บ้านเพลิงหลง ตำบลบ่อปลาทอง ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 จากการรวมตัวของเกษตรกรบ้านเพลิงหลง ตำบลบ่อปลาทอง อำเภอปักธงชัย โดยนายอภิชาติ พจน์ฉิมพลี และครอบครัว เนื่องจากเล็งเห็นปัญหาและโทษภัยของการใช้สารเคมีในการเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ จึงได้หันมาปลูกผักและผลไม้ โดยไม่ใช้สารเคมี (การทำเกษตรแบบธรรมชาติหรือเกษตรผสมผสานในขณะนั้น) รวมทั้งดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีผลดีต่อการประกอบอาชีพด้านการเกษตรของสมาชิกและเพื่อเกษตรกร ตลอดจนสิ่งแวดล้อมกิจกรรมที่เกิดขึ้นมีลักษณะครบวงจร เช่น มีการผลิต การแปรรูป การตลาด การฝึกอบรม ฯลฯ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการพึ่งตนเองได้ในอนาคต
ปัจจุบันการดำเนินงานของกลุ่มฯ มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น โดยมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น จากช่วงเริ่มต้นที่มีสมาชิกเพียง 42 คน ในปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกสมทบ 200 คน จาก 10 หมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง ในเขตอำเภอปักธงชัย นอกจากนี้ยังได้มีการติดต่อประสานงานและขยายเครือข่ายของการดำเนินกิจกรรมไปยังอำเภอต่าง ๆ ภายในจังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันกลุ่มส่งเสริมอาชีพการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์บ้านเพลิงหลง ตำบลบ่อปลาทอง อำเภอปักธงชัย ได้มีการเข้ารับอบรม โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ (การขับเคลื่อนปุ๋ยชีวภาพเป็นวาระแห่งชาติ “การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เพื่อความเข้มแข็งของประเทศ” และได้ขึ้นทะเบียนเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน” “ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ดบ้านเพลิงหลงตำบลบ่อปลาทอง “ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2549 รหัสทะเบียนเลขที่ 43014-20/1-0001 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอปักธงชัย มีสมาชิกสมทบเครือข่ายอีก 17 กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนภายในตำบลบ่อปลาทอง ตามเอกสารประกอบโครงการฯ
หลักการและเหตุผล
คำว่า “พออยู่ พอกิน “ หรือ “เศรษฐกิจพอเพียง” หรือ “เศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง” เป็นทฤษฏีใหม่ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสมากว่า 25 ปี แต่มีเกษตรกรน้อยรายที่นำไปใช้ในการประกอบ อาชีพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้นำไปส่งเสริมอย่างจริงจัง จนปรากฏว่ามีพระราชดำรัสขึ้น ประโยชน์หนึ่ง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ว่า “ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่ทั้งหมด แม้จะไม่ถึงครึ่ง อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็สามารถที่อยู่ได้ การแก้ไขจะต้องใช้เวลาไม่ใช้ง่ายๆ โดยมากคนจะใจร้อน แต่ถ้าทำตั้งแต่แรกเดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะแก้ไขได้” ความพยายามที่จะเป็นเสือตัวที่ห้าของโลก ได้ยุติลงเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งสร้างความสูญเสียให้ชาติบ้านเมืองอย่างสุดที่คณานับ รัฐบาลเริ่มหันมาให้
ความสนใจ มุ่งพัฒนาประชาชนระดับรากหญ้า ซึ่งขณะนี้ที่เปรียบเสมือนคนป่วยที่อยู่ในขั้นโคม่า
เกษตรกรตำบลบ่อปลาทอง อำเภอปักธงชัย รวมตัวกันประกอบอาชีพตามแนวทางพระราชดำริ เริ่มจากการปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมีในพื้นที่คนละ 2 งาน ไปจนถึงประมาณ 5 ไร่ เลิกการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง โดยนำเศษอาหารที่เหลือใช้ในครัวเรือนและเศษพืชในแปลงเพาะปลูกมาหมักให้ได้จุลินทรีย์ และทำปุ๋ยหมักชีวภาพ สารสมุนไพรไล่แมลง ซึ่งใช้แทนสารเคมี รวมกลุ่มกันประกอบอาชีพต่าง ๆ ตามแนวทางเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง มีเกษตรกรและผู้ที่สนในมาศึกษาดูงาน จำนวนเพิ่มมากขึ้น และที่นั่นเริ่มมีการสาธิตและฝึกอบรมถ่ายทอดประสบการณ์ เกิดหลักสูตรการอบรมต่างๆ ขึ้น ประชาชนจากอำเภอและจังหวัดต่างๆ รวมทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรระหว่างประเทศ เข้ามาให้การสนับสนุน( ในด้านการตลาดส่งออก ) เกิดพหุภาคีขึ้น เพื่อร่วมกันกอบกู้วิกฤตเกษตร “คนของแผ่นดิน” ให้เกิดเป็น “พลังของแผ่นดิน” และร่วมกันกอบกู้วิกฤตของชาติ ดังคำตรัสที่ว่า “ระเบิดจากข้างใน”
สถานที่ดำเนินการ แยกเป็น 4 ระดับ
1.โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเองตำบลบ่อปลาทอง(ที่ฝึกอบรมและเป็นศูนย์ประสานงานภาคการเกษตรของปรัชชาวบ้าน) ตั้งอยู่ ณ โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เลขที่ 141 หมู่ที่ 9 บ้านเพลิงหลง ตำบลบ่อปลาทอง อำเภอปักธงชัย จังหวัด นครราชสีมา โทรศัพท์ติดต่อ 044-766404 มือถือ 081-1859524 หรือที่ www. Atsc-BorphaThong.com E-MAIL:[email protected]
2. พื้นที่ภาคเอกชนสนับสนุนให้ใช้พื้นที่เพื่อทำแปลงภาคปฏิบัติจริงหรือจัดสรรให้เกษตรกรโดยมีข้อตกลงร่วมกัน (ตามหนังสือยินยอมให้โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเองใช้พื้นที่ ประมาณ 464 ไร่)
3. พื้นที่รอบศูนย์ฯ ครอบคลุม 75 หมู่บ้าน 16 ตำบล ของอำเภอปักธงชัย
4. พื้นที่รอบนอก ครอบคลุมอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดนครราชสีมาและใกล้เคียง
จำนวนสมาชิก
ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มและสมาชิกสมทบจำนวน 250 คน
วัตถุประสงค์องค์กร
5.1 เพื่อพัฒนาพื้นที่และองค์ประกอบต่างๆ ของศูนย์ฯ ให้มีความพร้อมและมีขีดความสามารถที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกทักษะประสบการณ์ ศึกษาดูงานในกิจกรรมการเพาะปลูก โดยไม่ใช้สารเคมี และกิจกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ให้กับเกษตรกร
5.2 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็ง ทั้งด้านความคิดและการปฏิบัติของเกษตรกรกลับสู่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง หรือการทำการเกษตรแบบมีการวางแผน
5.3 เพื่อส่งเสริมกิจกรรมธุรกิจชุมชนให้แก่เกษตรกร และความเข้มแข็งของชุมชน ในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยประชาชนมีส่วนร่วม
5.4 เพื่อส่งเสริมการจ้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับเกษตรกรในชนบทและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมพื้นที่ต้นน้ำ
6. แผนการดำเนินงาน/กิจกรรมหลัก
- แผนการการดำเนินงาน ๆ ในรูปของคณะกรรมการโดยแบ่งหน้าที่การรับผิดชอบ
- กิจกรรมหลัก ดำเนินกิจกรรมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ
7. องค์กรผ่านการลงทะเบียนหรือไม่
นายทะเบียนวิสาหกิจชุมชนโดยเกษตรอำเภอได้รับจดเบียนวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเอง รหัสทะเบียน 4-30-14-20/1-0017
8. ปีที่จัดตั้ง
ให้ไว้ ณ วันที่ 28 มิ.ย. 2550
การพัฒนาของกลุ่มฯ.
- ขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเมื่อ 20 เมษายน 2549 รหัสทะเบียน 43014 20/1 -0001
- สมัครเป็นเครือข่ายศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน โครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอวังน้ำเขียว (สนับสนุนด้านวิชาการ)
- การดำเนินการตามโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ปี 2549 ตามแนว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของจังหวัดนครราชสีมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝึกอบรมเกษตรกรยากจน จำนวน 40 คน)
- การดำเนินการตามโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ปี 2550 ตามแนว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของจังหวัดนครราชสีมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝึกอบรมเกษตรกรยากจน รุ่นละ 20 คน (โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเอง คนละ 1-5 ไร่)
- ขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเมื่อ 28 มิถุนายน 2550
รหัสทะเบียน 4-30-14-20/1-0017
( วิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนพึ่งตนเอง )
- เข้าร่วมกิจกรรมสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย
- นำสมาชิกเข้าฝึกอบรมโครงการต้นอาชีพ รุ่นที่ 2 หลักสูตร เศรษฐกิจพอเพียง
(เปลี่ยนวิธีคิด ติดอาวุธสัมมาชีพ) (320230205) ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน โครงการกสิกรรมไร้สารพิษ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นศูนย์ฯ ที่ชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการ ภารกิจที่สำคัญยิ่งในขณะนี้ คือ การฝึกอบรมเกษตรกรที่ลงทะเบียนคนจนและเกษตรกรที่เป็นหนี้ ธกส. เข้าร่วมโครงการนำร่องการปลูกไม้ใช้หนี้ในพื้นที่โครงการป่าชุมชนตำบลบ่อปลาทอง พื้นที่ประมาณ 12000 ไร่ และโครงการฝึกอบรมอาชีพด้านเกษตรกรรม อันเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งอบรมไปแล้ว 6 รุ่น รวม 360 คน และในปี 2553 มีแผนอบรมอีก 19 รุ่น กว่า 500 คน ณ ศูนย์ฯ แห่งนี้ยังมีความจำเป็นอีกมากที่จะต้องพัฒนาเพื่อให้มีขีดความสามารถ ในการเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯที่สมบูรณ์แบบ เพื่อทำหน้าที่ฟื้นวิกฤตคนของแผ่นดิน การเสนอโครงการขอรับการสนับสนุนจากโครงการเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการต่อยอด เพื่อขยายผลโครงการเดิมให้มีความสมบูรณ์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาด้านการเกษตรด้านชุมชนในรูปแบบของการฝึกอบรมและการลงแปลงปฏิบัติจริงเพื่อเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรเพื่อรองรับแผนงานต่างๆที่จะลงสู้เกษตรกร เช่น โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ฯลฯ จะทำให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ แห่งนี้ เป็นศูนย์ฯที่มีศักยภาพในการมีส่วนร่วม เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและชุมชน ส่งเสริมอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงให้กับเกษตรกร และ เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาให้เกิดเครือข่ายองค์กรชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ที่สนับสนุนการรวบรวมผลผลิตเพื่อจำหน่ายผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
วัตถุประสงค์
- เพื่อพัฒนาพื้นที่และองค์ประกอบต่าง ๆ ของศูนย์ฯ ให้มีความพร้อมและมีขีดความสามารถที่จะเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ฝึกทักษะประสบการณ์ ศึกษาดูงานในกิจกรรมการเพาะปลูก โดยไม่ใช้สารเคมี และกิจกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ให้กับสมาชิกกลุ่มฯ และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ
- เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็ง ทั้งด้านความคิดและการปฏิบัติของสมาชิกกลุ่มฯและเกษตรกรกลับสู่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
- เพื่อส่งเสริมกิจกรรมธุรกิจชุมชนให้แก่สมาชิกกลุ่มฯ และเกษตรกร และความเข้มแข็งของชุมชน ในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยประชาชนมีส่วนร่วม
- เพื่อส่งเสริม การจ้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับสมาชิกกลุ่มฯและเกษตรกรในชนบทและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมพื้นที่ป่าต้นน้ำให้สมบูรณ์
การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริ จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2517 สรุปความได้ว่า “การพัฒนาประเทศต้องทำตามลำดับ โดยสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้น ใช้วิธีการและอุปกรณ์แบบประหยัดแต่ถูกต้อง ตามหลักวิชา เมื่อมีพื้นฐานที่มั่นคงและปฏิบัติได้จริงจึงเสริมสร้างความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นสูงขึ้นโดยลำดับต่อไป” ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพระราชทานแนวทางพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เป็นปรัชญาที่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ ในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปบนทางสายกลาง ทั้งนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 3 คุณลักษณะคือ
ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น
ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียง ต้องเป็นไปอย่างมีเหตุและผล โดยคำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่คาดว่าจะเกิดจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบครอบ
การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง เตรียมตัวให้พร้อมต่อการรองรับผลกระทบใดๆ จากการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก
โดยต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไข 2 ประการ ได้แก่ 1.เงื่อนไขความรอบรู้ รอบคอบ คือ นำวิชาการต่างๆ มาประกอบกันอย่างเหมาะสมรอบด้านในการวางแผน และ 2.เงื่อนไขคุณธรรม คือ ตระหนักในคุณธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริตและความพากเพียรในการดำเนินชีวิต ตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนาการเกษตรใน 3 ขั้นตอน คือ
1) การผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้
2) การรวมกลุ่มในการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ในชุมชน เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและมีส่วนร่วมในการพัฒนา และ
3)การสร้างเครือข่ายโดยประสานความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรพัฒนาเอกชน นำไปสู่การลดต้นทุน การพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งในระดับชุมชน ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงานได้แก่
1.ส่งเสริมการเรียนรู้ในการพัฒนาการเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่ ประกอบด้วยแผนงานการจัดประชุมชี้แจง และฝึกอบรมความรู้ให้แก่เกษตรกร โดยใช้ศูนย์ศึกษาพัฒนาฯ. และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนฯ.
2.แผนการส่งเสริมด้านวิชาการและภาคปฏิบัติตามขั้นตอนการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่
3.การพัฒนาการเกษตรสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
4.การวางแผนการตลาด การผลิตและการแปรรูปผลผลิตจนถึงขั้นส่งออก
รัฐได้ประกาศนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นยุทธศาสตร์ตามแผนบริหารราชการ 4 ปี (พ.ศ.2552-2554) โดยถือว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนและสำคัญยิ่งของชาติ ซึ่งทุกส่วนราชการได้น้อมนำมาเป็นยุทธศาสตร์พระราชทานในการทำสงครามกับความจน กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศนโยบายเน้นหนัก เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2549 มอบหมายให้ทุกจังหวัดผลักดันและขยายผลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอย่างกว้างขวางโดยภายในปี 2549 ตั้งเป้าหมาย จำนวน 5,000 หมู่บ้าน ปี 2550 ร้อยละ 50 ของหมู่บ้านทั่วประเทศ และภายในปี 2551 ครบทุกหมู่บ้าน สำหรับลักษณะกิจกรรมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ประกอบด้วย
1.การลดรายจ่าย
2.การเพิ่มรายได้
3.การออม
4.การดำรงชีวิตด้วยหลักคุณธรรมจริยธรรม
5.การอนุรักษ์ทรัพยากรรมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6.การเอื้ออาทรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเชื่อมั่นว่าประชาชนในหมู่บ้าน ตำบลต่างๆ มีการดำรงชีวิตบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แล้ว ภาครัฐเพียงแต่ไปค้นหาหมู่บ้านต้นแบบ แล้วนำไปขยายผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน จะสามารถผลักดันและขยายแนวคิดดังกล่าวไปยังหมู่บ้าน/ ชุมชนอื่นที่ยังขาดความเข้าใจในเรื่องนี้ได้ การทำงานเรื่องนี้ของชาวมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมิใช่เป็นการไปสร้างวิธีการ หรือกระบวนการพัฒนาชนบทขึ้นใหม่แต่อย่างใด
กิจกรรมของศูนย์ ฯ – องค์ความรู้ สู่ความพอเพียง
กรอบแผนการดำเนินงาน/กิจกรรมการดำเนินงานโครงการ
ในสภาวะเกิดวิกฤตอย่างเช่นปัจจุบัน การจะหาอาชีพหรือกิจกรรมใดที่สามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้อย่างรวดเร็วและลงทุนน้อย ให้แก่เกษตรกรที่เปรียบเสมือนคนป่วยที่อยู่ในอาการขั้นโคม่านั้นหาได้ยาก รัฐจะต้องทุ่มเทงบประมาณมากมายในการช่วยเหนือ ช่วยแล้ว ช่วยแล้วอาจจะสำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง ประสบการณ์การแก้ปัญหาในอดีตที่ผ่านมาพอจะเป็นอุทาหรณ์ได้ อาชีพที่ลงทุนน้อย ใช้พื้นที่น้อย มีความเสียหายน้อย เกษตรกรยังทำกันไม่มาก แต่ความต้องการของตลาดสูง และมีตัวอย่างของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็คือ “อาชีพการปลูกผักไร้สารพิษ” เกษตรกรไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีงานทำ สามารถเริ่มต้นด้วยการปลูกผักไม่ใช้สารเคมี ในพื้นที่ 2 งาน หรือ ½ ไร่ ร่วมกับเพื่อนเกษตรกรที่มีที่ดิน ลงทุนเริ่มต้นประมาณ 15,000 ถึง 20,000 บาท สามารถเก็บผลผลิตได้ภายใน 45 วัน และมีรายได้อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยเดือนละ 10,000-30,000 บาท ได้แน่นอน ฟื้นวิกฤตได้ทันที หากสามารถรวมกล