เมื่อจิตเริ่ม "สะบัด" จากกำลังใจหรือที่สะสมไว้จากการกระทำ หรือ "กรรม" อย่างเต็มเปี่ยมนั้น
ตาที่เคยมืดบอดซึ่งเห็นว่าเหยื่อคือ "โภชะ" อันแสนหวานที่ตนได้คาบอยู่นั้นได้ซ่อนปลายเบ็ดที่แหลมคมซึ่งพร้อมจะกระตุกเพื่อที่จะ "กระชาก" ชีวิตจากผืนน้ำอันเงียบสงบ เพื่อพลิกผันและพานพบการกระทำอันอยู่บนพื้นฐานเหตุและผลแบบ "โลก ๆ..."
ครั้นเหยื่อที่คาบอยู่เผยช่องบอกให้รู้ว่านั่นแฝงไปด้วย "ศัตรู" แสงสว่างเพียงวาบเดียวนั้นบอกให้รู้ว่าควรจะอยู่หรือ "ควรไป..."
จะอยู่ จะไป เมื่อก่อนก็เคยคิดว่าจะถาม แต่ก็คิดถึงคำพูดที่ "พ่อ" เคยบอกลูกคนอื่นว่า "เมื่อลูกมาถาม หรือมาขอไปตาย พ่อจะให้ไปได้อย่างไร...!"
เมื่อลูกคิดจะถามความคิดเห็นพ่อว่า "พ่อครับ ผมจะขอออกไปตายดีไหม...?" พ่อคนไหนเล่าจะบอกว่า ไปเถิด ไปตาย ไป "ทุกข์" เถิดลูก
ถึงลูกจะชั่ว ลูกจะเลว แต่เมตตาบารมีธรรมซึ่งไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณนั้น พ่อบอกกับลูกทุกคนว่า "ถ้าจะเลว ก็ขอให้เลวอยู่ในบ้านของพ่อ..."
ดังนั้น เมื่อ "บ่วง" หรือ "เครื่องร้อยรัด" ชิ้นสุดท้ายที่สามารถบอกใครต่อใครว่า "เรา คือ เรา" ยังวนเวียน เกาะเกี่ยวจิตใจ ให้เรานั้นไซร้ เวียน ว่าย และ "ตาย" เกิดอยู่ใน "สังสารวัฏ" แบบ "โลก ๆ" อยู่เช่นนี้
"สังสารวัฏ" นั้น มิได้รอเราอยู่เพียงแค่วันที่เราทอดทิ้งสรีระหรือร่างกายลงแทบผืนแผ่นดิน
สังสารวัฏที่บังเกิดให้เราได้เห็นอย่างถนัดตา ถ้าเปิดตามองให้กว้าง ตาคู่นี้ก็จะเห็นขวากหนามที่ถูกโรยปกคลุมด้วยกลีบกุหลาบอยู่กลาดเกลื่อนเต็มถนนหนทางที่เรานั้นกำลังจะก้าวไป...
เมรุฯ นี้มีค่านัก เพราะเจ้าจักพาจิตพินิจใน "มรณานุสสติกัมมัฏฐาน"
อะไร อะไรของชีวิตที่ต้องเวียนว่ายอยู่กับ "เมรฯ" นั้น ทำให้ได้ "กำลังใจ" อย่าง "สมบูรณ์..."
กำลังใจที่จะทำให้เราพร้อมที่จะตายไปเสียจากโลกใบนี้
กำลังใจที่จะบอกคนทั้งหลายได้ "ตัดบัญชี" ให้เราเป็น "คนสูญ" คนหายจากสังคมโลกแห่งนี้ไป...
ถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้วนะ เราขอ "ยุติ" ชีวิตใน "G2K สังสารวัฏ" ที่เราได้เวียน ว่าย ตายเกิดมาแรมปี
ขอให้เราเป็นเหมือนหมอกควันที่จางหาย ครั้นเมื่อร่าง กายนี้ถูกไฟเผา
ขอให้เราสูญสลาย ไร้แม้เงา ถึงคราเราต้องดับสูญ "สุญฺญตา..."
