วันเวลา...: 2 ต.ค. 2552
วันเวลาที่ผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง
เงียบเหงา เหน็บหนาว และเยือกเย็น
ดวงตาฉันร้อนผ่าวเพียงคิดถึงบ้านหลังเดิมที่เคยพักพิง
เสียงไก่ชนของพ่อขันยามรุ่งสาง
หญ้าแห้งส่งกลิ่นหอมอบอุ่น
กลิ่นไอหม้อข้าวที่กำลังเดือดบนชานเรือน
กลิ่นสายฝนที่สาดกระเซ็นลงสู่ฝืนดินที่อุดมสมบูรณ์
สิ่งเหล่านี้ก็เพียงพอสำหรับความหลังที่ผ่านล่วงมา
เพียงพอให้หยดน้ำตาหลั่งรินอาบสองแก้ม
ไม่กล้าเช็ดรอยน้ำตาที่ยังมิหยุดไหล
ฉันอยากจะซึมซับความเจ็บปวดให้นานเท่านาน
ฉันสูดหายใจเข้าลึกเต็มปวด
แต่ก็ยังไม่หายเจ็บแปลบตรงทรวง
ความเงียบเหงาครอบคลุมจิตใจเพียงเพราะฉันถวิลหาอดีต
ปล่อยให้ความเจ็บปวดหยั่งลึกลงกลางดวงจิต
ยิ่งเหน็บหนาวฉันยิ่งซึมซับความหลังอันเก่าก่อน
นึกถึงหม้อข้าวที่แม่เคยหุงหา
ข้าวปลาที่แม่เคยจัดสรร
ที่นอนหมอนมุ้งที่แม่เคยหย่อนกาย
ซักวันฉันจะกลับไปด้วยหัวใจที่เติมเต็ม
กลับไปพร้อมความอบอุ่นที่มีอยู่ล้นหัวใจ
กลับไปพร้อมทั้งจะลบเลือนความเจ็บปวดของหัวใจ
เพียงพอแล้วสำหรับความทรงจำในอดีต
เพียงพอสำหรับความโหยหาถึงบ้านเกิดเมืองนอน
เพียงพอให้ฉันได้นอนกกกอดความหลังครั้งเก่าก่อน
รู้ไหม...ข้าวปลาที่บ้านฉันไม่เคยได้ซื้อหา
เพียงแต่หย่อนเบ็ดลงน้ำเท่านั้นก็ได้ปลาตัวโต
เพียงแต่เดินผ่านริมรั้วก็ได้ยอดกระถินมาเต็มกำมือ
เพียงเดินทะลุหลังบ้านก็ได้ยอดตำลึงเติมกระจาด
ข้าวก็มีอยู่เต็มยุ้งฉาง เกินพอกว่าจะไปถึงหน้านาปีหน้า
อันที่จริงแล้วที่บ้านนาก็ไม่ได้ยากเข็ญดั่งที่หลายต่อหลายคนบอกเล่า
กลับตรงกันข้าม กลับมีแต่ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ทั้งท้องทุ่งและภูเขา
แล้วสิ่งไหนกันหรือที่ยังขาดด้อยไปจากเมืองใหญ่ที่ผู้คนมองว่าศรีวิไล.