วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ไปได้หนังสือ : ยาขอบ ชีวิตและงานของผู้แต่งอมตะนิยาย "ผู้ชนะสิบทิศ" เรียบเรียงโดย ส.พลายน้อย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๔ ของสำนักพิมพ์ศรีปัญญา จากงาน NU book Fair

     เมื่อได้อ่านดู ก็ทำให้รู้จัก "ยาขอบ" มากขึ้น จึงอยากจะนำเรื่องราวเชิงลึก มาเล่าสู่กันอ่านบ้าง เพื่อประเทืองปัญญา

    ความรู้เดิมนั้น ผมพอรู้จัก "ยาขอบ" ดังต่อไปนี้

  1. ผมรู้จักยาขอบ จากการอ่านหนังสือ "สามก๊ก" ฉบับวณิพก ตอนสมัยผมเรียนหนังสือชั้นมัธยมต้น
  2. ต่อมาผมก็ทราบว่า ยาขอบนั้น เป็นนามปากกาของ "โชติ แพร่พันธุ์" และ ตอนหลังได้ทราบว่า ท่านเป็นบิดา ของ คุณ มานะ แพร่พันธุ์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน
  3. ช่วงผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม อยู่ใกล้วังบูรพา ผมไปร้านหนังสือแถวนั้น ก็ทราบว่า ยาขอบเป็นผู้แต่งหนังสือ "ผู้ชนะสิบทิศ" ทราบว่าแต่งจากเรื่องราวในพงศาวดารซึ่งมีเพียง ๘ บรรทัดเท่านั้น แต่สามารถถ่ายทอดเป็นตัวอักษรได้เป็นหนังสือ ๑ ชุดใหญ่ (เดิม มี ๘ เล่ม-ปัจจุบันรวมพิมพ์เหลือเพียง ๒ เล่ม) แต่ตั้งแต่บัดนั้นจดบัดนี้ผมยังไม่เคยได้อ่านหนังสือเรื่องนี้เลย

    สิ่งที่ผมสงสัยมานาน คือ

  1. ในหนังสือสามก๊ก ยาขอบ เรียกตัวเองว่าเป็น "วณิพก" แต่งหนังสือเพื่อขายนำมาเลี้ยงตัวเอง อย่างที่เรียกว่า "นักประพันธ์ไส้แห้ง" เป็นนักประพันธ์ แล้วไส้แห้งจริงหรือ แล้ว ยาขอบ ไม่ได้ทำอาชีพอื่น แต่งหนังสืออย่างเดียวใช่ไหม  
  2. ยาขอบ มีชีวิตอยู่ในช่วงไหน และที่มาของนามปากกา "ยาขอบ" มาจากไหน
  3. นอกจากสามก๊ก และผู้ชนะสิบทิศแล้ว ยาขอบ แต่งหนังสือ อะไรอีกบ้าง ตอนหลังผมได้หนังสือแปลของยาขอบมาเล่มหนึ่ง คือ "บุปผาในกุณฑีทอง" จึงทราบ ยาขอบคงมีผลงานมากกว่าที่ผมรู้จัก
  4. ถ้าเป็นไปได้อยากทราบว่า เรื่องราวจากพงศาวดารที่นำมาแต่งเป็นผู้ชนะสิบทิศนั้น มีข้อความว่าอะไร
  5. ผมทราบว่า นิยายเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ นั้น มีผู้นำมาทำเป็นภาพยนตร์ และละคร ไม่ต่ำกว่า ๔-๕ ครั้ง มีมูลเหตุอย่างไรที่ทำให้หนังสือนี้เป็นที่นิยมในหมู่ชนเป็นอันมาก

     ประวัติ ของยาขอบ ในวิกิพีเดีย เขียนไว้ดังนี้

     โชติ แพร่พันธุ์ หรือ ยาขอบ หรือ เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2450 เป็นบุตรของเจ้าอินแปง เทพวงศ์ เชื้อสายเจ้าเมืองแพร่ มารดาชื่อจ้อย เป็นต้นห้องของหม่อมเฉื่อยในสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ โชติ แพร่พันธุ์ เข้าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ได้รับการอุปถัมภ์จากพระยาพิทักษ์ภูบาลอยู่ระยะหนึ่ง กระทั่งถึงยุคเศรษฐกิจตกต่า โชติต้องกลับมาเร่ร่อนอีกครั้งหนึ่ง จนมีโอกาสได้เข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์ เริ่มจากสยามรีวิว และธงไทย

     ในปี พ.ศ. 2472 กุหลาบ สายประดิษฐ์ จัดตั้งคณะสุภาพบุรุษ ออกหนังสือสุภาพบุรุษ รายปักษ์ คราวหนึ่ง อบ ไชยวสุ ซึ่งเป็นนักเขียนตลกประจำฉบับ ส่งต้นฉบับไม่ทัน กุหลาบ จึงขอให้โชติเขียนแทน โดยตั้งนามปากกาให้ว่า ยาขอบ เลียนแบบจากนักเขียนเรื่องตลกชาวอังกฤษ ชื่อ เจ.ดับบลิว. ยาค็อบทำให้เกิดงานประพันธ์ชิ้นแรกในนาม ยาขอบ ชื่อ จดหมายเจ้าแก้ว

     พ.ศ. 2474 โชติ แพร่พันธุ์ ได้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สุริยารายวัน และเริ่มเขียนนิยายเรื่อง ยอดขุนพล แต่หนังสือพิมพ์สุริยามีอายุไม่ยืน เมื่อกุหลาบ สายประดิษฐ์ ไปทำหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ในปี พ.ศ. 2475 โชติจึงเขียนเรื่อง ยอดขุนพล ต่อ โดยมาลัย ชูพินิจ เปลี่ยนชื่อให้ใหม่เป็น ผู้ชนะสิบทิศ โดยผู้ชนะสิบทิศเขียนมาจากพงศาวดารที่โชติมีโอกาสได้อ่านเพียง 8 บรรทัดเท่านั้น แต่ความเป็นอัจฉริยะทางวรรณกรรมกลับถ่ายทอดได้อย่างหลากอรรถรส มากถึง 8 เล่ม

    โชติ แพร่พันธุ์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2499 ขณะอายุ 48 ปี ด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง และเบาหวาน

     จากวิกิพีเดีย สรุปใจความสำคัญ

  1. โชติ แพร่พันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2450 เป็นบุตรของเจ้าอินแปง เทพวงศ์ เชื้อสายเจ้าเมืองแพร่ และมารดาชื่อจ้อย
  2. เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ เข้าเรียนเมื่อปี ๒๔๕๖ แต่ไม่ทราบปีที่จบ และจบชั้นไหน
  3. นามปากกา "ยาขอบ" เลียนแบบมาจาก "เจ.ดับบลิว. ยาค็อบ" นักเขียนเรื่องตลกชาวอังกฤษ โดย กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นผู้ตั้งให้
  4. นิยาย ผู้ชนะสิบทิศ เดิมคือเรื่อง "ยอดขุนพล" (ในหนังสือสุริยา) และผู้ที่เปลี่ยนชื่อเรื่อง "ยอดขุนพล" เป็น ผู้ชนะสิบทิศคือ "มาลัย ชูพินิจ"

    หมายเหตุ (จากวิกิพีเดีย)

โชติ แพร่พันธุ์ เจ้าของนามปากกา “ยาขอบ”ที่คนไทยรู้จักทั่วประเทศ ซึ่งในวงการหนังสือพิมพ์เมืองไทยสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 มีคำกล่าวกันว่า มี “3 ทหารเสือ” ที่มีผลงานและชื่อเสียงโด่งดังติดอันดับสูงสุด เสมือนดาวจรัสแสงของบรรณพิภพอยู่ 3 คน นั่นคือ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นพี่เอื้อยใหญ่, นายมาลัย ชูพินิจ เป็นพี่กลาง และนายโชติ แพร่พันธุ์ หรือ ”ยาขอบ” คือน้องนุชคนสุดท้อง

    (๑) อบ ไชยวสุ (15 สิงหาคม พ.ศ. 2444 – 2 ตุลาคม พ.ศ. 2540)  ครูสอนภาษาไทย นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนเรื่องสั้นแนวชวนหัว เจ้าของนามปากกา ฮิวเมอริสต์ และ L.ก.ฮ. ได้รับการยกย่องเป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น รางวัลพระเกี้ยวทองคำ และรับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (หัสคดี) ประจำปีพุทธศักราช 2529
    (๒) กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือรู้จักกันดีในนามปากกาว่า ศรีบูรพา (31 มีนาคม พ.ศ. 2448 — 16 มิถุนายน พ.ศ. 2517)
    (๓) มาลัย ชูพินิจ (25 เมษายน พ.ศ. 2449 - 20 สิงหาคม พ.ศ. 2506) เจ้าของนามปากกา "แม่อนงค์" และ "น้อย อินทนนท์"

      ชีวประวัติของ "ยาขอบ" ที่พยายามเขียนเรียงตามปี พ.ศ.

  1. (พ.ศ.๒๔๓๒-๒๔๕๐) ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าอุปราช (น้อย เทพวงศ์) บุตรพญาพิมพิศาลราชา เจ้าเมืองแพร่เดิมที่ถึงแก่กรรม เป็นเจ้าเมืองแพร่ นามว่า "เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์" ในปี ๒๔๔๒ พระเจ้าอยู่หัวประกาศยกเลิกเมืองประเทศราชและทรงแต่งตั้งให้พระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่) เป็นข้าหลวงสำเร็จราชการแทนพระองค์ประจำเมืองแพร่เป็นคนแรก
    การสื่อสารที่ห่างไกลกัน ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน นำมาสู่การก่อความไม่สงบซึ่งเจ้านายฝ่ายเหนือหนุนหลัง เกิดการกบฏขึ้นเมื่อ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๕ โดย "พกาหม่อง" เงี้ยวที่หนีมาจากเมืองเชียงตุงกับพวก ได้ทำการยึดศาลากลางกวาดเงินในพระคลังไปทั้งหมด (๕๖,๙๑๐ บาท เศษ ๓๗ อัฐ) พระยาไชยบูรณ์พยายามต่อสู้ แต่สู้ไม่ได้ จึงหนีไป แต่ภายหลังถูกจับ และถูกตัดหัวที่ร่องกวางเคา ตำบลห้องกาด (คือร่องคาว ซึ่งเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์พระยาไชยบูรณ์ในปัจจุบัน) พกาหม่องหลังจากบุกปล้นเมืองแพร่ได้ง่ายๆ  แล้วก็พาพวกบุกปล้นเมืองอุตรดิตถ์ เมืองลำปางต่อไป ในที่สุดก็ถูกตำรวจเมืองลำปางยิงตายพร้อมกับพรรคพวก ๓๐ คน ที่วัดป่ารวก เมื่อ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๕ เมืองแพร่จึงกลับมาอยู่ในปกครองของไทยดังเดิม ส่วนเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ หนีไปอยู่เมืองลาว
    เมื่อเมืองแพร่สงบลงแล้ว คุณหญิงเยื้อนภรรยาพระยาไชยบูรณ์ ได้นำเจ้าบัวไหลชายาเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ พร้อมกับเจ้าอินแปง (บางแห่งเขียนว่าอินทรแปลง)บุตรชายคนเดียวของอดีตเจ้าเมืองแพร่ (เจ้าอินแปงเป็นบุตรคนเล็ก มีพี่ ๖ คน เป็นหญิงทั้งหมด) เข้าถวายตัวต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระองค์ทรงรับเจ้าอินแปงไว้ในฐานะ "บุตรบุญธรรม" อยู่ในวังดำรงสถิต 
    เจ้าอินแปงได้สนิทสนมกับหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นต้นห้องของหม่อมเฉี่อย (พระมารดาของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล) ชื่อว่า "จ้อย" และแอบลักลอบได้เสียกันจนจ้อยตั้งครรภ์ ช่วงนั้นเจ้าอินแปงสำเร็จการศึกษา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพโปรดให้เจ้าอินแปงกลับไปดูสมบัติที่เมืองแพร่ (ต่อมาได้สมรสกับเจ้าหญิงเทพเกษร ธิดาแห่งเจ้าเมืองน่าน) ส่วนจ้อยเกรงอาญาวัง เลยหนีไปอยู่กับคุณนายจันทร์ผู้ดูแลโรงเลี้ยงเด็กของพระวิมาดาเธอพระองค์เจ้าสายสวลีย์ภิรมย์
  2. (พ.ศ.๒๔๕๐) แม่จ้อย ได้ให้กำเนิดบุตรชาย ณ ตอนเช้าวันพุธ ขึ้น ๔ ค่ำเดือน ๗ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ให้ชื่อว่า "โชติ" แทนชื่อ "อินทรเดช" ตามที่พ่อตั้งไว้ให้ (ภายหลังเมื่อโชติจะเข้าโรงเรียน จ้อยได้พาโชติมาเฝ้าสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพื่อขอประทานนามสกุล ซึ่งได้ประทานนามสกุลให้ว่า "แพร่พันธุ์") ชีวิตวัยเด็กของโชติต้องระหกระเหินเร่ร่อนไปตามทิฐิมานะของแม่ ที่ไม่ยอมรับความช่วยเหลือใดๆ จากเจ้าอินแปงตลอดรวมถึงวงศาคณาญาติของเจ้าอินแปงด้วย
  3. (พ.ศ. ๒๔๕๖) พอเด็กชายโชติอายุ ๖ ขวบ แม่จ้อยได้พาไปฝากเรียนไว้ที่สำนักเรียนเทพศิรินทร์ โดยต้องเสียค่าเรียนเดือนละ ๔ บาท ซึ่งนับว่ามากพอสมควรในสมัยนั้น (สมัยนั้นการเรียนมีชั้นประถม ๓ ปี และชั้นมัธยม ๘ ปี)
  4. พ.ศ. ๒๕๖๐ เมื่อโชติมีอายุได้ ๑๐ ขวบ แม่จ้อยได้พามาอยู่ในอุปการะของหม่อมเจ้าจุลดิศ ดิศกุล โอรสองค์ใหญ่ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกับหม่อมเฉื่อยซึ่งจ้อยเคยเป็นต้นห้อง หม่อมเจ้าจุลดิศ ทรงโปรดม้ามาก มีคอกม้าแข่ง โชติจึงมีความรู้เรื่องม้าตั้งแต่เลี้ยงม้า ปรนนิบัติม้า ใส่เกือกม้า ฯลฯ
    ในช่วงเจริญวัย มารดาของนายโชติ แพร่พันธุ์ได้นำมาฝากเป็นเด็กในบ้านพระยาบริหารนครินทร์ ซึ่งที่บ้านเจ้าคุณผู้นี้ นายโชติมีโอกาสได้อ่านวรรณกรรมชั้นดีหลายเรื่อง เช่น ขุนช้างขุนแผน, สามก๊ก, รามเกียรติ์, อิเหนา ซึ่งได้กลายเป็นพื้นฐานในการเขียนหนังสือในกาลต่อมา 
  5. (พ.ศ.๒๔๖๓) เมื่อเจ้าอินแปงได้ถึงแก่กรรมและได้จัดพิธีฌาปณกิจที่เมรุวัดสระเกศ (ตอนโชติอายุ ๑๓ ปี) แม่จ้อยก็ให้ลูกสาบาน ไม่ยอมให้ไปเผาศพบิดา
  6. (พ.ศ. ๒๖๖๘) เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ เท่านั้น (เป็นวุฒิสูงสุดของโชติ) ใช้เวลาเรียนถึง ๑๒ ปี ซึ่งในสมัยนั้น การเรียนชั้นประถม ๓ ปี รวมกับชั้นมัธยม ๘ ปี นักเรียนปกติควรจะใช้เวลาศึกษาแค่ ๑๑ ปี เท่านั้น แต่เพราะโชติคงเป็นเด็กเกเรหนีเรียนเป็นประจำจึงสอบตกเรียนซ้ำชั้น ซึ่งเพื่อนที่เคยเรียนร่วมห้องเรียนเดียวกัน ต่อมาได้มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการนักเขียนและหนังสือพิมพ์เมืองไทย ได้แก่ หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ระพีพัฒน์, นายกุหลาบ สายประดิษฐ์, และนายสด กูรมะโรหิต เป็นต้น
  7. ปี ๒๔๗๒ เข้าทำงานหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษรายปักษ์ กับกุหลาบ  สายประดิษฐ์ คราวหนึ่งฮิวเมอริสต์ (อบ ไชยวสุ)  ส่งต้นฉบับตลกประจำเล่มไม่ทัน  กุหลาบ สายประดิษฐ์ บรรณาธิการ เห็นโชติมีอารมณ์ขันอยู่เสมอ จึงเคี่ยวเข็นให้เขียนแทนพร้อมตั้งนามปากกาให้ว่า “ยาขอบ” โดยเลียนแบบมาจากนักเขียนเรื่องตลกชาวอังกฤษชื่อ เจ.ดับบลิว.ยาค็อบ  ผลงานประพันธ์เรื่องแรกที่ใช้ชื่อ “ยาขอบ”คือ “จดหมายเจ้าแก้ว” ต่อจากนั้นเริ่มเขียนอมตนิยายปลอมพงศาวดารเรื่อง  “ยอดขุนพล” โดยอาศัยเค้าโครงเรื่องจากพงศาวดารเพียง ๘ บรรทัด  ภายหลังมาลัย ชูพินิจ เปลี่ยนชื่อให้เป็น “ผู้ชนะสิบทิศ” 
  8. “ผู้ชนะสิบทิศ”  เริ่มลงพิมพ์ตั้งแต่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ จบภาคหนึ่งเมื่อ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๖  และลงพิมพ์ต่อเนื่องได้อีก ๔ ปี ก็หยุดอีก จนกระทั่งโชติ แพร่พันธุ์ถึงแก่กรรม นวนิยายเรืองนี้ก็ยังเขียนไม่จบ แต่ก็เป็นเรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้ผู้ประพันธ์สูงสุด


 แม้จะดื่มสุราอย่างหนัก และสูบบุหรี่จัด แต่โชติ แพร่พันธ์พิถีพิถันในการเขียนหนังสืออย่างยิ่ง  เขาเขียนหนังสือโดยใช้หมึกสีน้ำเงินบนกระดาษสีชมพู  และบนมุมกระดาษทุกแผ่นต้องมีชื่อ “ยาขอบ” อยู่ด้วย  โชติ เคยได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  เป็นกรรมการวางหลักสูตรวิชาการหนังสือพิมพ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นผู้ดำรงชีวิตด้วยความสำเริงสำราญ  ยึดปรัชญาชีวิตการให้คือความสุข  ไม่เป็นคนสะสมทรัพย์สมบัติ  มีเงินทองเท่าไรก็เลี้ยงดูและแบ่งปันแก่มิตรสหายจนหมด  ไม่มีบ้าน มีแต่ที่ทำงานเป็นที่อยู่อาศัย
แต่มีมิตรสหายเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีผู้อุปการะ  อาทิ  นายวรกิจบรรหารและนางชลอ รังควร เจ้าของโรงพิมพ์  คอยอุปการะช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต 


โชติเป็นผู้มีกิริยาสุภาพอ่อนโยน  มีเสน่ห์เป็นที่ประทับใจสุภาพสตรี  มีภรรยาหลายคน  ทุกคนล้วนเป็นสตรีสวยงามและดีพร้อม ภรรยาที่เฝ้าดูแลรักษาพยาบาลจนสิ้นลมหายใจคือ คุณประกายศรี ศรุตานนท์ ภรรยาคนสุดท้าย  โชติมีบุตรชายกับภรรยาคนแรกคือคุณจรัส เพียงคนเดียว  ชื่อมานะ แพร่พันธุ์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บ้านเมือง


 นับแต่ปี ๒๔๙๒  โชติสุขภาพทรุดโทรมด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง  วัณโรคและเบาหวาน ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๙ รวมอายุได้ ๔๘ ปี ๑๐ เดือน ๒ วัน


  ปี พ.ศ. ๒๕๕๐  เป็นปีครบรอบชาตกาล ๑๐๐ ปี โชติ แพร่พันธ์ เจ้าของนามปากกา “ยาขอบ”  สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ขอน้อมรำลึกถึงคุณูปการของเขาที่มีต่อแวดวงวรรณศิลป์  และขอให้คนรุ่นหลังร่วมกันเผยแพร่เกียรติคุณของ “ยาขอบ” ให้ขจรไกลยั่งยืนนาน

     ------------------


ประวัตินายโชติ แพร่พันธุ์
พ.ศ.๒๔๙๑-๒๔๙๒
ประวัตินี้จาก สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
http://www.thaipressasso.com/asso/chairman5.htm





จากนั้น ได้เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ซึ่ง


นายโชติ แพร่พันธุ์ ชีวิตเด็กหักเห เมื่อเรียนหนังสืออยู่โรงเรียนเทพศิรินทร์ชั้นมัธยมปีที่ 4 ตอบคำถามของครูถนิม เลาหะวิลัย ที่ถามว่า “ธรรมะคืออะไร” ด้วยนิสัยรักสนุกและเจ้าบทเจ้ากลอนจึงตอบว่าธรรมะคือคุณากร ส่วนชอบสาธร ดั่งดวงประทีปชัชวาล” จึงถูกทำโทษ แต่เจ้าตัวกระโดดหน้าต่างโรงเรียนหนี และหนีออกจากบ้านเจ้าคุณบริหารนครินทร์ด้วย
หลังจากเร่ร่อนอยู่ริมถนนแถวเจริญกรุง เป็นทั้งจ๊อกกี้แข่งม้า, เด็กปิดใบปลิวหน้าโรงหนัง ครูถนิมมาเจอเข้าจึงรับตัวไปทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรีวิวที่ครูถนิมเป็นเจ้าของและบรรณาธิการ ต่อมา ได้ทำงานที่หนังสือพิมพ์ธงไทย ของนายเฉวียง เศวตะทัต และเปลี่ยนไปสมัครทำงานเป็นหัวหน้าแผนกโฆษณาของห้างขายยาเพ็ญภาค


นายโชติ แพร่พันธุ์ มีหน้าที่ออกแบบและค้นคิดประโยคถ้อยคำโฆษณาแปลกๆใหม่ๆ ที่ติดหูผู้ฟังออกสู่ตลาด เป็นที่ถูกใจนายเจือ เพ็ญภาคกุล เจ้าของมากเป็นพิเศษ


พ.ศ.2472 นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ เจ้าของหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ เล็งเห็นแววนักเขียนเอกของเพื่อนผู้นี้ จึงขอร้องแกมบังคับให้เขียนเรื่องตลกขบขันส่งมาลงเป็นประจำ และตั้งนามปากกาให้ด้วยว่า “ยาขอบ” เลียนแบบมาจากชี่อ “ W.W.JACOB ” นักเขียนเรื่องตลกชื่อดังชาวอังกฤษ “ยาขอบ” นามปากกาของนายโชติ แพร่พันธุ์ นอกจากเขียนเรื่องต่างๆลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับแล้ว ยังมีผลงานการประพันธ์มากมายหลายสิบเรื่อง ที่รวมเล่มไว้ด้วย นิยายเลื่องชื่อของท่านคือ “ยอดขุนพล” ต่อด้วย “ผู้ชนะสิบทิศ” และสามก๊กฉบับวณิพก


นายโชติ แพร่พันธุ์ เป็นคนมีอัธยาศัยสนุกสนานร่าเริง ชอบดื่มกินกับเพื่อนๆ นักเขียนทั้งที่โรงพิมพ์และสมาคมหนังสือพิมพ์ฯมากกว่าอยู่กับลูกเมีย คือ “จรัส” ภรรยาชาวสวนฝั่งธนบุรี และมีบุตรชายโทน คือนายมานะ แพร่พันธุ์ นักหนังสือพิมพ์อาวุโสในปัจจุบัน


หลังจากเดินเข้าออกโรงพยาบาลด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง ในที่สุดก็ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2499 ขณะอายุได้เพียง 51 ปี


นายโชติ แพร่พันธุ์ ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการหนังสือพิมพ์เลือกตั้งให้เป็นนายกส.น.ท. 2 สมัย ในระหว่างปี พ.ศ.2491-2492 โดยก่อนหน้านั้นได้ร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารมาตลอดทุกปี ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ

 


ยาขอบ
ประวัติส่วนนี้ คัดลอกมาจาก เว็บไซต์
http://61.19.32.121/banlu/yakuob.htm

ต่อไปนี้คือที่มาของนามสกุลแพร่พันธุ์ คัดสำเนามาจาก ร.ร.เทพศิรินทร์ เพราะยาขอบเป็นศิษย์เก่าที่นั่น และที่สำคัญเป็นหลานชายแท้ๆของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย ก่อนที่จะมีการเปลี่ยน
แปลงการปกครองเป็นปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเช่นปัจจุบัน...
------------------------
ยาขอบ เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๐ ที่บ้านของ คุณนายจันทร์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลโรงเลี้ยงเด็กของ พระวิมาดาเธอพระองค์เต้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏฯ ที่ยศเส กรุงเทพฯ โดยบิดาของยาขอบ คือ เจ้าอินทร์แปลง ผู้มีเชื้อสายเจ้าเมืองแพร่ สกุลเทพวงศ์ ซึ่งเคยไปอาศัยอยู่ใน วังดำรงสถิต ของสมเด็จพระบรม เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มารดาของยาขอบชื่อจ้อย เป็นต้นห้องของหม่อมเฉื่อย ในกรมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาและมารดาของยาขอบนั้นไม่ได้แต่งงานกันตามประเพณี เมื่อเจ้าอินทร์แปลงสำเร็จการศึกษาก็ได้เดินทางกลับเมืองแพร่ ต่อมาได้สมรสกับเจ้าหญิงเทพเกษร ธิดาแห่งเจ้าเมืองน่าน


เมื่อความเป็นเช่นนี้มารดาของยาขอบ จึงกลัวอาญา ได้ออกจากวังดำรงสถิต ไปคลอดยาขอบที่บ้านคุณนายจันทร์ โดยของร้องให้เรื่องนี้เป็นความลับ ครั้นที่บิดาของยาขอบยังอยู่ได้ให้ชื่อลูกชายไว้ว่า "อินทรเดช" แต่ด้วยทิฐิของและความเกลียดชัง มารดาของยาขอบจึงตั้งชื่อว่า "โชติ"


เมื่อจะเข้าโรงเรียนนั้นจึงจำเป็นที่ยาขอบต้องมีนามสกุล มารดาจึงได้ขอให้คุณนายจันทร์ พาบุตรชายไปยังวัง ดำรงสถิต เพื่อขอประทานนามสกุลจาก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้ประทานนามสกุลแก่ยาขอบ ว่า "แพร่พันธุ์"


แม้ต่อมา เจ้าอินทร์แปลง ผู้เป็นบิดาพยายามที่จะตามหายาขอบเพียงใด มารดาของยาขอบก็กีดกันไม่ให้พบ และไม่ยอมที่จะรับความช่วยเหลือใดๆ จนแม้เมื่อเจ้าอินทร์แปลงสิ้นชีวิตลง มารดาก็ไม่ยอมให้ยาขอบได้ไป ร่วมฌาปนกิจบิดา


การศึกษา

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖ ยาขอบมีอายุได้ ๖ขวบ จึงเป็นวัยที่ต้องเข้าศึกษา จึงได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์
ด้วยที่ยาขอบเป็นเด็กที่ซนและดื้อมาก จึงโดนเฆี่ยนอยู่เสมอ และที่โรงเรียนเทศิรินทร์ ยาขอบยังเคยสอบตกซ้ำชั้น
และเรียนช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน


ในปี พ.ศ.๒๔๖๕ ขณะที่ยาขอบศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีท ี่๔ ยาขอบได้เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงกับ อาจารย์ประจำชั้นคือ ครูถนิม เลาหะวิไล อย่างรุนแรง โดยครูถนิม ได้ถามว่า ธรรมะคืออะไร ยาขอบได้ตอบคำถามครูว่า ธรรมะคือคุณากร! เมื่อยาขอบถูกลงโทษจึงได้คิดถือโกรธแค้นเคือง วันต่อมาจึง ปลดหมวกของครูลงพื้น แล้วได้เหยียบย่ำสมใจ จึงเป็นเหตุที่ทำให้ยาขอบต้องออกจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ตั้งแต่นั้นมา


ยาขอบได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงม้าและขี่ม้ามาตั้งแต่เล็กๆ เนื่องด้วยมารดาได้เข้าไปอยู่ในอุปการะ ของ หม่อมเจ้าจุลดิศ ดิศกุล ณ วังสำเพ็ง และทรงมีคอกม้าส่วนพระองค์

เมื่อบั้นปลายชีวิตของมารดา ได้นำยาขอบไปฝากไว้กับ พันตำรวจเอกพระยาบริหารนครินทร์


ประวัติงาน

ยาขอบ ได้หนีออกจากบ้านของพระยาบริหารนครินทร์ ในวันที่ได้รับเงินค่าเล่าเรียน ๔๐บาท และได้ใช้เดินทางเร่ร่อนไปเรื่อยๆ จนเงินหมดจึงเริ่มทำงานชิ้นแรก คือ รับจ้างจูงวัวจากหัวลำโพงไปถนนตก ได้ค่าแรง ตัวละสลึง แต่ทำได้ไม่กี่เที่ยวก็เลิก จากนั้นไปอาศัยอยู่กับอาแท้ๆ แถวศาลาแดง ชื่อจีบ มีาชีพเป็นเจ้าสำนักทรงเจ้าเข้าผี โดยยาขอบมีกิจวัตรประจำวันคืออ่านหนังสือประโลมโลกย์ให้เขาฟัง และเคยถูกบังคับให้เป็นคนทรงด้วย แต่ด้วยที่ยาขอบเห็นเป็นอาชีพหลอกลวง จึงได้หนีออกมาไปนอนเร่ร่อนตามคอกม้ากับบรรดาเด้กขี่ม้าที่ชอบใจกัน


ต่อมาได้มีโอกาสดูแล ฝึกซ้อมจนสามารถขี่ม้าแข่งได้ด้วยตนเอง เวลาที่ว่างจากการซ้อมแข่งม้า ก็ไปวิ่งวัว วิ่งรอก ว่าวจุฬากลางทุ่งศาลาแดงและวนเวียนไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ หลังโรงเรียนเลิกแล้วที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ พอ เล่นเสร็จก็กลับไปสู่คอกม้า ต่อมา ม.ล.ต๋อย ม.ล.ต้อย และ ม.ล.ตุ้ย ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้เคยได้ร่วมชั้นเรียนเดียวกัน จึงขออนุญาตบิดา มารดา ให้นายโชติ แพร่พันธุ์ ยาขอบ ในวัย ๑๓ปีกว่าๆ เข้าไปอยู่ที่บ้านด้วย


เมื่อชีวิตที่เคยชินกับการโลดโผนสนุกสนานไปตามอารมณ์นั้นค้องมาอยู่ในกรอบบ้านที่เป็นระเบียบ ชีวิตสงบเงียบ ยาขอบจึงเริ่มเบื่อหน่าย จึงขอออกจากบ้านหลังนั้นมา จนวันหนึ่ง เดินอยู่ที่ถนนเจริญกรุงตอนล่าง ถึง ริมฝั่งแม่น้ำ ยาขอบได้ยินคนแจวเรือจ้างพูดถึงเรื่องฝากตัวบุตรไปไว้ในอุปการะของพระยาพิทักษ์ภูบาล ซึ่งกำลังจะตามเสด็จ องค์ล้นเกล้ารัชกาลที่๖ ไปบางประอิน ยาขอบจึงเห็นว่าการที่จะได้ตามไปบางประอินนั้น จะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับองค์ล้นเกล้า จึงขอติดตามสมัครไปด้วยเป็นเด็กรับใช้พระยาพิทักษ์ภูบาล โดยเมื่อพระยาพิทักษ์ภูบาล ได้ทราบว่า
ยาขอบเคยอยู่กับพระยาบริหารนครินทร์ มาก่อน จึงรับไว้ทันที ซึ่งณะนั้นยาขอบมีอายุประมาณ ๑๕-๑๖ ปี


ด้วยความเฉลียวฉลาด คล่อแคล่ว ทำให้ได้รับเมตตาใช้สอยใกล้ชิด รวมทั้งมีหน้าที่อ่านหนังสือให้ฟัง หรือเขียนตามคำบอก จนมีอายุได้ ๑๗ปีเต็มซึ่งต้องไปขึ้นทะเบียนทหาร พระยาพิทักษ์ภูบาลจึงนำตัวไปเป็นสารวัตรทหาร สำหรับติดตามรับใช้ต่อไป ครั้นในสมัยรัชกาลที่๗ ประเทศไทยประสบภาวะเศรษกิจ อันเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ของโลกถดถอยลงจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๑ พระยาพิทักษ์ภูบาล ได้ถูกดุลออกจากราชการ มาประกอบอาชีพ ค้าขาย ซึ่งยาขอบได้ช่วยอยู่ระยะหนึ่งจึงได้ลาออกมา


ในขณะที่เร่ร่อนอยู่นั้น ยาขอบบังเอิญได้ไปพบกับครูถนิม เลาหะวิไล ครูเก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ที่ยาขอบได้เคยมีการโต้เถียงอย่างรุนแรง จนต้องออกจากโรงเรียน ครูถนิม เลาหะวิไล ได้นำยาขอบ ไปฝากเข้าทำงานที่ ร้านพร้อมภัณฑ์ของคุณพร้อม วีระสัมฤทธิ์ ซึ่งกำลังออกหนังสือการเมืองรายสัปดาห์ชื่อ"สยามรีวิว"โดย ครูถนิม เลาหะวิไล เป็นบรรณาธิการ ยาขอบมีหน้าที่เขียนตามคำบอกของคุณพร้อม วีระสัมฤทธิ์ ที่มีสุขภาพไม่ดีในอัตราค่าจ้างเดือน ละ ๑๕ บาท แต่ทำงานอยู่ได้แค่ ๑๒ วัน ยาขอบหยุดงานไปโดนไม่ลา จึงถูกให้ออกจากงาน


จากนั้นได้ไปขอทำงานที่หนังสือพิมพ์ธงไทย ของเพื่อนคือ เฉวียง เศวตะทัต ในฐานะผู้สื่อข่าว ซึ่งนับว่าเป็นโอกาส ครั้งแรกที่ได้เขียนหนังสือ และได้มีส่วนรายงานข่าวแบบใหม่เหมือนวรรณกรรมข่าว จนเป็นที่พอใจมากของผู้เป็นบรรณาธิการ แต่หนังสือพิมพ์ธงไทย ก็ต้องปิดตัวเองลงเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ขณะนั้นยาขอบมีอายุได้ ๒๐ปี


หลังตกงานได้มีมิตรผู้ใหญ่ ไปฝากทำงานที่ห้างขายยาเพ็ญภาค ในระหว่างนั้นยาขอบก็ยังคบหากับเพื่อนโรงเรียน เทพศิรินทร์ที่ได้เป็นนักเขียนหลายคนแล้ว เช่น ศรีบูรพา - กุหลาบ สายประดิษฐ์, เฉลียง เศวตะทัต, ป่วน บูรณศิล ปิน, สด กูรมะโรหิต, เปลื้อง ณ นคร เป็นต้น


ในปีพ.ศ.๒๔๗๒ ศรีบูรพา- กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้จัดตั้งคณะนักเขียนสุภาพบุรุษ ออกหนังสือสุภาพบุรุษรายปักษ์ มีคราวหนึ่งครูอบ ไชยวสุ หรือ ฮิวเมอรืริสต์ มีเหตุจำเป็นไม่สามารถส่งต้นฉบับเรื่องตลกประจำเล่มได้ ศรีบูรพา ได้เห็นว่ายาขอบ เป็นผู้มีอารมร์ขันอยู่มาก จึงเคี่ยวเข็ญให้เขียนเรื่องมาลงแทน พร้อมกับได้ตั้งนามปากกาให้ว่า ยาขอบ


นามปากกา "ยาขอบ" นี้ เลียนแบบมาจากนักเขียนเรื่องตลกชาวอังกฤษที่ชื่อ เจ.ดับบิว.ยาค็อบ ทำให้เกิดงานประพันธ์ ชิ้นแรกขั้นในนามยาขอบ ชื่อเรื่องว่า จดหมายเจ้าแก้ว


ขณะที่ยาขอบ ทำงานอยู่ที่ห้างขายยาเพ็ญภาค เป็นปีที่ ๕ นั้น ก็ต้องลาออกเพราะว่าเกิดไปมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับน้อง สาวสุดที่รักของนายห้า คือคุณจรัส ซึ่งได้เป็นภรรยาคนแรกของยาขอบ จนมีบุตรคือ นายมานะ แพร่พันธุ์ ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บ้านเมืองรายวัน ต่อมานั้นยาขอบได้มีภรรยาอีกหลายคนคือ คุณสงวนศรี, คุณ
ชลูด, คุณประกายศรี ศรุตานนท์


ในปี พ.ศ.๒๔๗๔ เมื่อออกจากงานที่ห้างขายยาเพ็ญภาค ก็ได้ไปเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวัน ชื่อว่า สุริยา และได้เริ่มต้นเขียนอมตนิยายปลอมพงศาวดารเรื่องยอดขุนพล ในนามยาขอบ ที่นี่ โดยยาขอบได้อาศัยเค้าเรื่องจาก พงศาวดารเพียง ๘ บรรทัด แต่เขียนได้ไม่นานหนังสือพิมพ์สุริยาก็ปิดกิจการลง


ต่อมาเมื่อนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา ไปทำหนังสือพิมฑ์ประชาชาติ ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ยาขอบได้ถูก กำหนดให้เขียนเรื่องยอดขุนพลต่อไปอีก แต่เรียมเอง นายมาลัย ชูพานิช ได้เปลี่ยนชื่อเรื่องให้ใหม่เป็นผู้ชนะสิบทิศ โดยเริ่มพิมพ์ตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ จนจบภาคหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๖ และลง พิมม์ต่อเนื่องได้ ๔ ปี ก็หยุดอีกครั้ง ต่อมาจึงไปต่อตอนที่หนังสือพิมพ์สยามนิกร ยังไม่ทันจบก็ต้องยุดอีก และหยุดลงจนยาขอบได้เสียชีวิตลง


แม้นวนิยายผู้ชนะสิบทิศ ที่ยาขอบประพันธ์ยังไม่จบลง แต่ผู้ชนะสิบทิศที่ยาขอบได้เสกสรรค์นี้ ได้รับความนิยมจากผู้อ่านมากที่สุด มาทุกยุคทุกสมัย และ ผู้ชนะสิบทิศนี้ เป็น บทประพันธ์ที่ทำให้ ชื่อของยาขอบ ติดตรึงอยู่บนฟากฟ้า ทำเนียบนักประพันธ์ไทยไปตลอดกาล


อย่างไรก็ตามยังคงมีหลักฐานปรากฏไว้ว่า ยาขอบได้เริ่มเขียนนวนิยายเรื่องแรก แล้วพิมพ์จำหน่ายเป็นเล่มมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๑ ชื่อ มารหัวใจ โดยใช้นามปากกาว่า กฤษณา และเริ่มเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ อารมร์ โดยใช้นามจริง ลงในหนังสือช่วยกาชาด เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๗๕ นอกจากนั้ยังมีบทประพันธ์พวกเรื่องแปล ร้อยกรอง สารคดี บทความ และอื่นๆอีกมากมาย


ยาขอบเป็นคนที่ ชอบดื่มสุราอย่างหนัก แต่เวลาจะเขียนเรื่องนั้นยาขอบจะไม่ดื่มสุราเลย แต่จะสูบบุหรี่จัด และพิถีพิถันในงานเขียนทุกเรื่อง โดยเขียนหวัดแกมบรรจง ใช้หมึกสีน้ำเงินลงบนกระดาษสีชมพู และมุมระดาษทุกแผ่นจะต้องมีชื่อ ยาขอบ อยู่ด้วย

 

นายกสมาคมหนังสือพิมม์

ยาขอบยังเคยได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับเชิญเป็นกรรมการวางหลักสูตรวิชาหนังสือพิมพ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารหนังสือพิมพ์ประชามิตรรายสัปดาห์ และยังเคยได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดพระนคร เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ แต่สอบไม่ได้

ชีวิตปั้นปลาย

ยาขอบเป็นผู้ดำรงชีวิตสำราญสำเริงตลอดเวลา ยึดปรัญชาการให้คือความสุข ยาขอบไม่เป็นคนสะสมทรัพย์ เมื่อมีเงินทองเท่าไรก็นำไปเลี้ยงดูและแบ่งปันกับมิตรสหายจนหมด แม้แ