.....ในอดีต
คำว่า "ครู" ดูว่าเป็นคำเรียกที่มีพลัง น่ายำเกรง ครูในอดีตเป็นภาพแทนคำว่า ผู้ให้อย่างแท้จริง รางวัลที่สูงค่าตอบแทนคุณครูนั่นก็คือ รอยยิ้มและแววตาที่น่าเวทนาของลูกศิษย์ ครุทำหน้าที่ด้วยความวิริยะพากเพียรเพียงหวังว่าให้ลูกศิษย์อ่านออกเขียนได้ ครูไม่เคยเรียกร้องเอาอะไรเพิ่มจากศิษย์
ครูคอยจับมือเขียน ตะเบ็งเสียงให้หัดอ่าน และนำเอาวัสดุที่พอหาได้มาเป็นสื่อประกอบในการเรียนการสอน
...... ในปัจจุบัน
เทคโนโลยีทันสมัย รูปแบบการสอนเปลี่ยน สื่อ นวัตกรรมที่ครบครัน ด้วยปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ที่ครบวงจรในปัจจุบันน่าจะเป็นตัวกระตุ้นที่ช่วยผลักดันให้ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนโดยเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ในระดับที่สูงอย่างแท้จริงแต่ในสภาพความเป็นจริงแล้วมีเฉพาะในบางโรงเรียนที่อยู่เมืองใหญ่เท่านั้นที่มีโอกาสในการเรียนรู้อย่างเพียงพอแต่น่าอนาจใจกับนักเรียนในชุมชนที่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นด้วยปัจจัยหลายอย่างด้วยกันที่ทำให้เป็นอย่างนั้นแต่มีปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและน่าจะเป็นตัวแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ นั่นก็คือ ตัวครูเอง ซึ่งครูในปัจจุบันทำงานไปวันๆ หาความทุ่มเทกับงานนั้นแสนยากยิ่ง ยิ่งเป็นครูที่มีวิทยะฐานะชำนาญการพิเศษ (คศ. 3) ด้วยแล้วยิ่งเลวร้ายไปกันใหญ่ เพราะถ้าโรงเรียนไหนมีครู คศ. 3 มากเท่าไหร่ นักเรียนก็จะขาดครูสอนไปจำนวนเท่านั้นเช่นกัน เพราะเขาเหล่านั้นไม่ได้นำประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวเองออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับนักเรียนแต่ตรงกันข้ามกลับใช้นักเรียนเป็นเครื่องมือในการเพิ่มรายได้ให้ตัวเอง สาเหตุที่เป็นอย่างนี้อาจเป็นเพราะกระบวนการที่จะได้มาซึ่งตำแหน่งทางวิชาการของครูนั้นยังมีช่องว่างให้ครูเหล่านั้นทำได้เพียงแค่หมดกระดาษไม่กีแผ่น หมดเงินจ้างไม่กี่บาทแต่ให้ผลตอบแทนคืนอย่างงดงามและไม่มีมาตรการตรวจสอบตำแหน่งย้อนหลังด้วย พูดง่ายๆ หลับหูหลับตาให้กันเฉยๆ ประโยชน์ตกกับครูทุกประการ ......แต่จะมีใครสักคนไหมจะมีน้ำจิตน้ำใจแบ่งเวลาสักเศษเสี้ยวของนาทีถามว่า วันนี้นักเรียนได้อะไร?