ถามย้ำว่าที่ขายที่ดินเพราะเอาเงินมาทำศพพ่อใช่ไหม ตามเอกสารนี้ เขาก็รับว่าใช่ ผมก็เลยเอาหลักฐานให้ดูว่าพ่อเขาตายเมื่อปี ๒๕๑๖ ห่างกันสิบปี คราวนี้พยานหน้าซีด แล้วก็ถามแบบไม่โหดว่า ใช่ไหม เขาก็พยักหน้าผมก็แถลงจบคำถามค้าน ทนายโจทก์ถามติงอย่างไรก็กู่ไม่กลับแล้ว แฮ่ะๆ.....

        ผมได้รับมอบหมายให้ทำคดีแพ่ง ๖ สำนวน กรณีราษฎรฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ที่ดินจังหวัด กรมที่ดิน เนื่องจากมีการประกาศออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง บริเวณชายทะเลซึ่งมีมูลค่า(หากมีโฉนด) ประมาณไร่ละ ๔๐ ล้านบาทเนื่องจากแถวนั้นมีโรงแรมห้าดาวอยู่เต็มไปหมด แต่ถ้าไม่มีหลักฐานเขาว่ากันว่าประมาณไร่ละ ๒๐ ล้าน จริงหรือเท็จไม่รู้อยู่ที่ผู้เล่าว่า...ฮา

        ความจริงแล้วคดีแพ่งเหล่านี้เข้ามาที่สำนักงานตั้งแต่สมัยผมเป็นอัยการจังหวัดประจำกรม ทำหน้าที่ผู้กลั่นกรองงาน จนกระทั่งมาเป็นอัยการจังหวัดก็ยังได้ตรวจผ่านสำนวน แต่เนื่องจากงานในหน้าที่อัยการจังหวัดมีมากมายมหาศาล แถมในยุคที่ผมดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ต้องรักษาการอัยการศาลสูงจังหวัดด้วย ลองคิดดูเถอะครับว่าไหนจะมีประชุมแทบทุกวันเพราะต้องเป็นไม้กันผีให้กับทุกหน่วยงาน ไหนจะต้องพิจารณาสั่งสำนวนคดีอาญา สั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง พิจารณาสำนวนที่ร้องขอความเป็นธรรม บริหารงานบุคคล บริหารเงิน บริหารงานสำนวนค้าง เช้าขึ้นมาผมถึงที่ทำงานตั้งแต่เช้า หยิบสำนวนที่วางอยู่บนโต๊ะมาพิจารณา บางวันแทบจะไม่ได้ลุกจากโต๊ะจนกระทั่งเที่ยง

        มีอยู่วันหนึ่ง ผมสั่งสำนวนไปพักใหญ่จนสมองล้าก็เงยหน้าขึ้นมานวดต้นคอ เจอเพื่อนสมัยเรียนมัธยมมายืนอยู่ที่หน้าประตู ผมร้องอ้าว..เฮ้ย..มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพื่อนตอบว่าผมมายืนดูคุณเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วคุณไม่เงยหน้าจากสำนวนเลย อิอิ ผมบอกว่ามันเป็นลูกติดพันเพราะผู้เสียหายก็ใหญ่ ผู้ต้องหาก็ใหญ่ ก็ต้องพิจารณาให้มันรอบคอบ สั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ใครถามก็ตอบแบบตีแสกหน้าได้เลย ฮ่าๆ

        ตอนผมเป็นอัยการจังหวัดภูเก็ตปีแรกก็ได้รับสำนวนคดีอาญาที่กล่าวหาผู้ครอบครองที่ดินชายทะเลที่เดียวกับคดีแพ่งที่กำลังเล่าอยู่นี้แหละ เจ้าของสำนวนบางคนก็เห็นควรสั่งฟ้องทุกข้อหาบ้าง เจ้าของสำนวนบางคนก็เห็นควรสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหาบ้าง ควรสั่งไม่ฟ้องบางข้อหาบ้าง  มีทั้งความผิดฐานบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบ้านที่อยู่ในที่เกิดเหตุสร้างขึ้นมาเมื่อใด ถ้าสร้างก่อน พ.ศ.๒๕๒๒ ก็ไม่ผิด แต่ถ้าสร้างหลัง พ.ศ.๒๕๒๒ โดยไม่ได้รับอนุญาตก็ผิด ผู้กลั่นกรองงานก็เห็นควรสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา ระหว่างนั้นก็มีการวิ่งเต้นให้ผมสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา ผมปฏิเสธขอทำความเห็นตามที่ผมเห็นว่าถูกต้อง ผมไม่สนใจเงินพวกนั้นเพราะไม่ได้ทำให้ชีวิตผมมีความสุข ผมไม่ต้องการ  ผมสั่งฟ้องข้อหาตามประมวลกฎหมายที่ดิน ส่วนตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารผมเห็นควรสั่งไม่ฟ้องแล้วเสนออธิบดีอัยการเขต ๘ พิจารณา เพราะเป็นคดีที่ฝ่ายผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรม แต่แล้วอธิบดีฯก็สั่งฟ้องทุกข้อหา

        พอมีคำสั่งออกไปแล้วก็มีกระแสข่าวออกมาว่าผมกลั่นแกล้งเขา แถมนักกฎหมายฝ่ายเราเองก็พูดกระแนะกระแหนว่าผมสั่งฟ้องได้อย่างไร ไม่มีหลักมีเกณฑ์ ผมก็เฉยๆปล่อยให้เขาพล่ามกันไป จนกระทั่งผมพ้นตำแหน่ง ย้ายไปรับราชการที่อื่น จนกลับมาอยู่ที่เดิม คราวนี้มาดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานคดีแรงงานเขต ๘ และได้รับมอบหมายให้ดูแลคดีแพ่ง ก็ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาว่าคดีบุกรุกที่ชายหาดที่เขาฟ้องข้าราชการให้เพิกถอนคำสั่งที่ออกประกาศหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ดูเหมือนเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่เขาอ้างว่าเขาครอบครองเป็นเจ้าของ  เราจึงสู้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ให้เขาเสียค่าธรรมเนียม และคดีนี้การว่าความต้องให้ผู้มีประสบการณ์ในการว่าความเข้าไปทำหน้าที่ เพราะทนายโจทก์ ๔ คน แต่ฝ่ายเรามีเพียงน้องอัยการคนเดียว ให้ผมลงไปช่วยเพราะมีการสืบพยานโจทก์ไปบางส่วนแล้ว มีการขอรวมการพิจารณา ๖ สำนวน แต่ผู้พิพากษาท่านไม่อนุญาตให้รวม

        ผมรับคำสั่งแล้วขอตรวจสำนวน ว้า.....แย่แล้ว สมัยเป็นอัยการจังหวัดเราตรวจผ่านไปได้ยังไงหว่า....รีบขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ตอนนั้นมีการขอให้มีการอ่านระวางภาพถ่ายทางอากาศของปี ๒๕๑๐ ด้วย ผู้เชี่ยวชาญก็อ่านระวางภาพถ่ายทางอากาศมาให้ด้วย ทำมาเป็นรูปเล่มอย่างดี ภาพถ่ายขนาดใหญ่ก็ทำมาให้ดูเปรียบเทียบ บังเอิญว่าผู้เชี่ยวชาญคนนั้นเป็นเด็กที่เติบโตในจังหวัดภูเก็ตแม้บิดามารดาจะย้ายมาจากที่อื่นก็ตาม อ้าว..อย่างนี้ก็สนุกละสิ

        น้องเขาก็กลัวว่าจะเกิดปัญหาในการอ่านก็เลยทำเกินจากที่เราขอ แต่มันเป็นผลดีกับคดีนี้อย่างมากมาย เพราะเราขอให้เขาอ่านภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๐ เขาอ่านปีพ.ศ. ๒๕๑๐ ให้เราแล้วยังอ่านของปี พ.ศ.๒๕๑๘-๒๕๑๙ กับปี พ.ศ.๒๕๓๘ เปรียบเทียบให้ด้วย มันเลยทำให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของบริเวณที่พิพาทอย่างชัดเจน เพราะตำแหน่งที่คงที่ของถนน,บึงน้ำ มันล็อคตายตัว แต่หาดทรายมันเปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดว่าเมื่อปีพ.ศ.๒๕๑๐ ที่พิพาทเป็นหาดทรายน้ำท่วมถึง แล้วค่อยๆมีต้นไม้ขึ้นในปีพศ.๒๕๑๘ และเห็นการทำประโยชน์ชัดเจนจากภาพของปีพ.ศ.๒๕๓๘ และเป็นไปตามภาพระวางที่ฝ่ายโจทก์ขอออกโฉนด(แต่ผู้ราชการจังหวัดรุ่นก่อนๆก็ไม่ยอมออกโฉนดให้)

        พอถึงวันสืบพยานผู้เชี่ยวชาญปากนี้ น้องเขาหิ้วคอมพิวเตอร์มาคุยกับผมก่อนล่วงหน้า ๑ วัน น้องเขาอธิบายให้เราฟังเป็นฉากๆเลยว่าเขาใช้โปรแกรมเออดาสอิเมจิ้นปรับค่าความเพี้ยนของภาพถ่ายทางอากาศ เมื่อนำมาลงระวางที่เจ้าหน้าที่ที่ดินทำให้มาก็สามารถนำมากำหนดที่ตั้งของที่ดินได้แล้วเปิดโปรแกรมให้ผมดู ผมซักถามการทำงานของโปรแกรมเพื่อเวลาสืบพยานจะได้ถามพยานให้อธิบายเพื่อให้คนที่ไม่ได้ใช้โปรแกรมนี้เข้าใจการทำงาน  ส่วนการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศนั้นต้องใช้กล้องสามมิติ และจะต้องอ่านจากภาพสองภาพคู่กันจึงจะวิเคราะห์และแปลภาพออกมาได้ว่ามีการทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นหรือไม่อย่างไร

          ที่ดินพิพาทมีบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้ครอบครองดั้งเดิมต่อมาจากบิดา มีหลักฐานให้การไว้ว่าที่ขายที่ดินเพราะจะเอาเงินไปทำศพพ่อ ไม่รู้ว่าใครเตี๊ยมให้ อิอิ ผมตรวจสอบสำนวนเกิดไปเจอหลักฐานว่าพ่อของเขาตายเมื่อปี ๒๕๑๖ แต่เขาขายที่ดินเมื่อปี ๒๕๒๖ ผมก็เลยทำไม่รู้ไม่ชี้ปล่อยให้สืบพยานไป จะว่าอย่างไรก็ช่าง จะถามนำไปบ้างก็ไม่ค้าน แล้วก็ปล่อยให้น้องอัยการเขาถามความหลายคำถาม รวมทั้งถามในทำนองว่าพยานปากนี้จริงๆแล้วไม่ใช่เจ้าของที่ดินแต่เป็นลูกน้องของโจทก์ พอถึงคราวผมก็ถามถึงการทำศพพ่อว่าเก็บศพไว้หรือเปล่า เขาก็บอกว่าเปล่า(เพราะถ้าบอกว่าเก็บศพไว้ก็ผิดปกติอีกนั่นแหละ ศพชาวบ้านใครจะเก็บไว้) แล้วก็ถามย้ำว่าที่ขายที่ดินเพราะเอาเงินมาทำศพพ่อใช่ไหม ตามเอกสารนี้ เขาก็รับว่าใช่ ผมก็เลยเอาหลักฐานให้ดูว่าพ่อเขาตายเมื่อปี ๒๕๑๖ ห่างกันสิบปี คราวนี้พยานหน้าซีด แล้วก็ถามแบบไม่โหดว่า ใช่ไหม เขาก็พยักหน้าผมก็แถลงจบคำถามค้าน ทนายโจทก์ถามติงอย่างไรก็กู่ไม่กลับแล้ว แฮ่ะๆ.....