ตัดคอ
การประหารชีวิต ( ตัดคอ )



มีข่าวว่ากรมราชทัณฑ์ดำริที่จะเปลี่ยนวิธีการประหารชีวิต จากการยิงด้วยปืนมาเป็นฉีดยาปัจจุบันการประหารชีวิตนักโทษกระทำกันที่เรือนจำบางขวาง จังหวัดนนทบุรีเพียงแห่งเดียว ส่วนในอดีตไทยเราประหารชีวิตด้วยดาบ มาจนถึง พ.ศ.2477 จึงได้ยกเลิกการประหารชีวิตด้วยดาบ เปลี่ยนมาเป็นการประหารชีวิตด้วยปืน
รายสุดท้ายที่ทำการประหารชีวิตด้วยดาบได้แก่รายประหารชีวิต นางล้วนในข้อหาฆ่าคนตาย โดยทำการประหารที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ จังหวัดพระนคร
สำหรับการประหารชีวิตในสมัยก่อน ครั้งรัชการที่ 5 ทำการประหารที่วัดโคก(วักพลับพลาไชย) ซึ่งสมัยนั้นเป็นวัดที่อยู่ในชนบท ห่างไกลจากชุมชน
แต่ต่อมาก็ได้ย้ายมาทำการประหารที่วัดมักสันริมคลองแสนแสบ และที่วัดภาษีซึ่งอยู่ห่างออกไปในคลองเดียวกัน และที่อื่นๆอีก ทั้งนี้ ก็เพราะวัดเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงจากวัดในชนบทมาเป็นวัดที่อยู่ในชุมชนตามกาลเวลา ไม่เหมาะสำหรับการประหารชีวิตอย่างแต่ก่อน
ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อทางการสร้างเรือนจำบางขวางหรือคุกบางขวางขึ้นแล้ว ต่อมาจึงได้ทำการประหารชีวิตที่คุกบางขวางนี้ตลอดมาจนกระทั้งปัจจุบัน
สำหรับการประหารชีวิต ในคุกบางขวางนี้ ได้ทำการประหารด้วยปืนเหมือนนานาประเทศส่วนใหญ่ใช้ ส่วนปืนที่ไทยใช้ก็คือปืนกลยี่ห้อแบล็กมันต์ โดยในระยะแรกๆ ทำการประหารชีวิตเวลาเย็น แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นเช้ามืด
ก่อนประหารชีวิต
ก็ได้จัดให้พระมาเทศน์ให้นักโทษฟัง เสร็จแล้วก็มีการเลี้ยงอาหารนักโทษ พิธีการดังกล่าวเหมือนอย่างการประหารชีวิตนักโทษด้วยดาบในอดีต
ย้อนกลับไปดูการประหารชีวิตในสมัยโบราณ ความจริงเมืองไทยเราไม่ได้ใช้ดาบเพียงอย่างเดียว แต่เรายังใช้เครื่องมือประหารอื่นๆ ตลอดจนวิธีประหารอื่นๆด้วย
จากหนังสือกฎหมายตราสามดวง ซึ่งเป็นหนังสือกฎหมายที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าให้รวบรวมกฎหมายโบราณครั้งกรุงเก่าและกรุงธนบุรีมาประมวลไว้ด้วยกัน ได้กล่าวถึงการประหารชีวิต และเครื่องมือต่างๆ เช่น จากพระไอยการลักษรโจร กล่าวถึงการลักพระพุทธรูปเอาไปล้างหรือเผาสำรอกเอาทอง หรือเอาพระบท (ผพระคัมภีร์) ไปสำรอกแช่น้ำ หรือเอาไปเผา โทษประหารคือ เอาโจรนั้นใส่เตาเพลิงสูบเผาไฟ
รายสุดท้ายที่ทำการประหารชีวิตด้วยดาบได้แก่รายประหารชีวิต นางล้วนในข้อหาฆ่าคนตาย โดยทำการประหารที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ จังหวัดพระนคร
สำหรับการประหารชีวิตในสมัยก่อน ครั้งรัชการที่ 5 ทำการประหารที่วัดโคก(วักพลับพลาไชย) ซึ่งสมัยนั้นเป็นวัดที่อยู่ในชนบท ห่างไกลจากชุมชน
แต่ต่อมาก็ได้ย้ายมาทำการประหารที่วัดมักสันริมคลองแสนแสบ และที่วัดภาษีซึ่งอยู่ห่างออกไปในคลองเดียวกัน และที่อื่นๆอีก ทั้งนี้ ก็เพราะวัดเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงจากวัดในชนบทมาเป็นวัดที่อยู่ในชุมชนตามกาลเวลา ไม่เหมาะสำหรับการประหารชีวิตอย่างแต่ก่อน
ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อทางการสร้างเรือนจำบางขวางหรือคุกบางขวางขึ้นแล้ว ต่อมาจึงได้ทำการประหารชีวิตที่คุกบางขวางนี้ตลอดมาจนกระทั้งปัจจุบัน
สำหรับการประหารชีวิต ในคุกบางขวางนี้ ได้ทำการประหารด้วยปืนเหมือนนานาประเทศส่วนใหญ่ใช้ ส่วนปืนที่ไทยใช้ก็คือปืนกลยี่ห้อแบล็กมันต์ โดยในระยะแรกๆ ทำการประหารชีวิตเวลาเย็น แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นเช้ามืด
ก่อนประหารชีวิต
ก็ได้จัดให้พระมาเทศน์ให้นักโทษฟัง เสร็จแล้วก็มีการเลี้ยงอาหารนักโทษ พิธีการดังกล่าวเหมือนอย่างการประหารชีวิตนักโทษด้วยดาบในอดีต
ย้อนกลับไปดูการประหารชีวิตในสมัยโบราณ ความจริงเมืองไทยเราไม่ได้ใช้ดาบเพียงอย่างเดียว แต่เรายังใช้เครื่องมือประหารอื่นๆ ตลอดจนวิธีประหารอื่นๆด้วย
จากหนังสือกฎหมายตราสามดวง ซึ่งเป็นหนังสือกฎหมายที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าให้รวบรวมกฎหมายโบราณครั้งกรุงเก่าและกรุงธนบุรีมาประมวลไว้ด้วยกัน ได้กล่าวถึงการประหารชีวิต และเครื่องมือต่างๆ เช่น จากพระไอยการลักษรโจร กล่าวถึงการลักพระพุทธรูปเอาไปล้างหรือเผาสำรอกเอาทอง หรือเอาพระบท (ผพระคัมภีร์) ไปสำรอกแช่น้ำ หรือเอาไปเผา โทษประหารคือ เอาโจรนั้นใส่เตาเพลิงสูบเผาไฟ
สวัสดีค่ะคุณท.ณเมืองกาฬ
แวะมาเยี่ยมชมค่ะ
การประหารนักโทษสมัยก่อน
รุนแรงกว่าสมัยนี้เยอะเลยนะคะ
ขอบคุณค่ะ