พ่อแม่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้การศึกษาที่ดีที่สุดแก่ลูก ในท่ามกลางสภาพสังคม สภาพของระบบการศึกษาไทย และท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวตัวเอง คนในภาครัฐที่ผูกขาดการจัดบริการ และผูกขาดการควบคุมดูแล ระบบการศึกษา เข้าใจสภาพความเป็นจริงเหล่านี้หรือไม่ เป็นความเข้าใจแบบเดาๆ หรือมีผลการวิจัยที่มีความแม่นยำน่าเชื่อถือได้สนับสนุน

          การศึกษาไทยดูจะถูกครอบงำโดยฝ่ายผู้ให้บริการ ซึ่งเข้าใจว่า กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นภาครัฐ   และฝ่ายผู้กำหนดกฎเกณฑ์กติกา ซึ่งเป็นภาครัฐทั้งหมด   โดยที่สังคมไทยเรายอมรับสภาพเช่นนี้ 
          ผมเกิดคำถามว่า สังคมไทยควรยอมรับสภาพเช่นนี้โดยไม่โต้แย้งเลยหรือ   การสนทนากับน้องชายคนเล็กที่เขาดิ้นรนช่วยเหลือลูกชายคนเดียวให้มีที่เรียนที่เหมาะสมต่อธรรมชาติของลูกของเขา และเป็นหลานของผม – หมิง   ที่เป็นเด็กมีพลังช่างสังเกต และการตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์ต่างๆ สูงมาก   แต่มีสมาธิสั้น  
          น้องชายและน้องสะใภ้ (ซึ่งเป็นหมอทั้งสามีและภรรยา) พยายามหาโรงเรียนที่เหมาะต่อการให้การศึกษาลูกชาย    ที่เวลานี้เรียนชั้น ป. ๕   ฟังเขาเล่าแล้วผมบอกตัวเองว่าเขาใช้เวลาเอาใจใส่ลูกมากกว่าผมมาก   เขาสอนลูกด้วยตัวเองเสริมจากที่หมิงเรียนจากโรงเรียน    จนเมื่อไปทดสอบการพูดและการฟังภาษาอังกฤษ   ครูผู้สอนในโรงเรียนเอกชนแปลกใจในสำเนียงที่ถูกต้องของหมิง   และซักถามวิธีเรียนสำเนียงภาษาอังกฤษ
          น้องชายและหมิงไปเจอครูที่เป็นนักติวเด็กพิเศษเพื่อสอบแข่งขัน   เป็นการติวเอาสนุก ไม่เอาเงิน (ผมไม่เคยนึกว่ามีครูแบบนี้ในปัจจุบัน)    ครูเขามีวิธีเสาะหาเด็กที่เหมาะสมเพื่อการนี้    คือไม่หาเด็กเรียนเก่ง แต่หาเด็กมีแววพิเศษ   และหมิงก็เข้าเกณฑ์ของครู    หลังผ่านการติวพิเศษ (ย้ำว่าครูไม่คิดเงิน) และพาไปสอบแข่งขันที่หาดใหญ่ (น้องชายอยู่ที่สุราษฎร์ธานี)    หมิงสอบแข่งขันได้ที่ ๑ ด้านคณิตศาสตร์
          เอามาเล่าเพื่อจะบอกชีวิตของพ่อแม่ ที่มีลูกไม่เหมือนกัน   พ่อแม่หลายคนโชคไม่ดี ที่ลูกไม่อยู่ในกลุ่มปกติทั่วไป    เขาดิ้นรนหาโรงเรียน หาครูที่เหมาะสมต่อลูกของเขา  
          พ่อแม่บางคน ไม่ศรัทธาในโรงเรียน ในระบบการศึกษา หรือในครู    เขาพยายามหาโรงเรียนที่สอนตามรูปแบบที่เขาศรัทธา    หรือบางคนถึงกับสอนลูกด้วยตัวเอง ที่เรียกว่า home school
          พ่อแม่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้การศึกษาที่ดีที่สุดแก่ลูก   ในท่ามกลางสภาพสังคม สภาพของระบบการศึกษาไทย  และท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวตัวเอง    คนในภาครัฐที่ผูกขาดการจัดบริการ และผูกขาดการควบคุมดูแล ระบบการศึกษา เข้าใจสภาพความเป็นจริงเหล่านี้หรือไม่   เป็นความเข้าใจแบบเดาๆ หรือมีผลการวิจัยที่มีความแม่นยำน่าเชื่อถือได้สนับสนุน 
           ผมจึงเกิดความคิดว่า   เราพูดกันเรื่อง all for education กันแบบไม่จริงจัง   หากระบบการศึกษาเน้นการแสดงบทบาทของทุกคน ทุกฝ่าย เราต้องมีการวิจัย ว่าแต่ละฝ่ายมีการแสดงบทบาทต่อการจัดการศึกษาอย่างไรบ้าง 
          พ่อแม่ มีการดิ้นรนเพื่อการศึกษาที่ดีต่อลูกของตนอย่างไรบ้าง    ทำอย่างไร จะทำให้การดิ้นรนของพ่อแม่มีผลดีต่อการเรียนรู้ของลูกได้อย่างแท้จริง   นี่คือโจทย์วิจัยด้านระบบการศึกษา ทีเน้นการทำความเข้าใจด้าน demand – side
          ที่จริงเราสามารถวัดสภาพของระบบการศึกษาของไทยได้    ว่ามีความเป็น education for all, all for education แค่ไหน    โดยดูจากโจทย์วิจัยด้านการศึกษาที่ทำวิจัยกันอยู่   ว่ามีโจทย์เพื่อทำความเข้าใจด้าน demand – side แค่ไหน   ถ้ามีน้อยกว่า ๕๐% แสดงว่าคำพูดนี้ยังเป็นเพียงวาทกรรม    ไม่เป็นความจริง
 
วิจารณ์ พานิช
๑๘ ต.ค. ๕๒