พบบทความแปลที่ตัวเองแปลไว้เมื่อปี 2545-2546 หาต้นตอไม่ได้ว่ามาจากไหน....ขอเก็บเอาไว้เผื่อเป้นประโยชน์ก็แล้วกัน

ความนำ  ผู้เขียนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎระเบียบของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาที่มีการเปลี่ยนแปลงดังที่มีการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ ผู้เขียนแสดงความเห็นในสองสถานะคือ  สถานะผู้ศึกษาที่สนใจพูดคุยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และเป็นบรรณรักษ์งานวารสารที่ปฏิบัติงานอยู่ห้องสมุดขนดใหญ่ มีจำนวนทรัพยากรประมาณ 25,000 รายการ ซึ่งการอภิปรายในการสัมมนาครั้งนี้ผู้เขียนจะนำประสบการณ์ ทฤษฎี ข้อคำถาม มาพูดคุยกัน

การแสดงระบบ  วัฒนธรรมของห้องสมุด คือ การจำแนก จัดหา ดูแลรักษา บริหารจัดการ สารสนเทศ ตลอดจนการจัดหาช่องทางสำหรับการเข้าถึงสารสนเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ห้องสมุดต้องมีความชำนาญ ห้องสมุดในอเมริกามักจัดให้บริการที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงสารสนเทศที่ง่ายและสะดวกโดยใช้เทคโนโลยี

            สำหรับมหาวิทยาลัยที่เป็นหน่วยงานใหญ่ ห้องสมุดจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการจัดลำดับของการศึกษาและวิจัย ขณะนี้ห้องสมุดมักประสบกับความหลากหลายของรูปแบบสารสนเทศ หลายห้องสมุดใช้การจัดลำดับจากแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตามหนังสือและวารสารยังเป็นรูปแบบของสิ่งพิมพ์ รวมถึง miroprint  ที่ต้องให้ความสำคัญในการจัดลำดับด้วย

-วงจรสารสนเทศวารสารของห้องสถาบันอุดมศึกษา จากประสบการณ์ตำแหน่งงานในฐานะบรรณารักษ์งานสาร พบว่าวงจรสารสนเทศ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่  1) ผู้ใช้บริการ  2) สำนักพิมพ์  3) การให้บริการวารสาร 4)ห้องสมุด เช่น

-          Professor Jones ทำงานเกี่ยวกับการศึกษาเด็ก ต้องการข้อมูลการอ้างถึงในวารสารเพื่อใช้ประกอบในการสอนและการทำวิจัย  ซึ่งไม่มีวารสารนั้นในห้องสมุด ต้องการให้ห้องสมุดบอกรับวารสาร

-          บุคลากรห้องสมุดจะตรวจสอบราคาวารสารจากแหล่งข้อมูลต่างๆ และหมวดงบประมาณเพื่อบอกรับ หากเป็นวารสารที่จัดเป็นประเภทวารสารหลัก จะเลือกร้านค้าเพื่อติดต่อซื้อ อาจติดต่อผ่านตัวแทนจำหน่วยวารสาร  วางบิลส่งของและรับตัวเล่มวารสารในลำดับต่อไป

-          Professor Jones ได้ใช้บทความในวารสารที่ห้องสมุดบอกรับในการสอนและการวิจัย  วารสารการอ้างอิงช่วยให้ Professor Jones เข้าถึงทรัพยากรห้องสมุดประเภทอื่นด้วย โดยติดตามตัวเล่มที่มีอยู่ในห้องสมุด  กรณีที่ตัวเล่มไม่หาย และไม่มีผู้ใช้อื่นยืม สามารถที่จะค้นคว้าบทความที่อยู่ในวารสารนั้น ซึ่งจำนวนการใช้บทความจะสัมพันธ์กับการถ่ายเอกสาร จากข้อมูลที่ค้นคว้าทำให้ Professor Jones เป็นผู้เชี่ยวชาญสามารถเปิดศูนย์ข้อมูลเฉพาะวิชาได้ นอกจากนั้น Professor Jones ได้ส่งบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร และได้ขอบคุณห้องสมุดที่ได้บอกรับวารสาร ซึ่งเมื่อบทความได้ตีพิมพ์ก็เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดเพิ่มมากขึ้นด้วย

ข้อดี  ซึ่งผู้เขียนคิดว่าข้อดีข้างต้น คือ

  1. ผู้ที่ต้องการข้อมูลตรงกัน สามารถใช้ข้อมูลจากวารสารร่วมกันได้
  2. สามารถสร้างองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาได้จากการค้นคว้าและวิจัย
  3. การบอกรับวารสารสนับสนุนอุตสาหกรรมจัดหาสิ่งพิมพ์ โดยบรรณารักษ์จะเลือกซื้อจากผู้ที่สามารถบริหารจัดการได้ดี และให้บริการดี
  4. บทคัดย่อและดัชนีช่วยทำให้เข้าถึงตัวบทความได้ง่ายขึ้น จากการพัฒนาระบบ MARC ในการถ่ายโอนข้อมูลบรรณานุกรม

Battin  กล่าวว่ามันคงเป็นสิ่งที่ถูก เพราะในอเมริกานั้นเน้นความสำคัญของการทำวิจัย ซึ่งขึ้นอยู่กับการเข้าถึงความรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญของห้องสมุดสร้างขึ้น นอกจากนั้นยังหมายถึงความสำคัญต่อนักศึกษา สำนักพิมพ์  และ intermediaries (ทั้ง 2)

 

ข้อเสีย  แม้ว่าจะทราบวงจรของสารสนเทศจะมีข้อดีดังกล่าว แต่เหมือนการโยนเหรียญที่มีทั้งสองด้าน ด้านมืดหรือข้อเสียนั้นคือ การระเบิดของสารสนเทศทำให้องค์ความรู้มีจำนวนมากเกินกว่าจะตีพิมพ์ในรูปของวารสาร เป็นขณะที่ค่าของเงินลอยตัวเกิดวิกฤติทางภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ห้องสมุดไม่สามารถที่จะจัดหาวารสาร หรือสิ่งพิมพ์ได้ตามความต้องการ สำนักพิมพ์ต้องชะลอตัว หลายบทความค้างการตีพิมพ์

            ในระบบวารสารไม่เหมือนหนังสือที่จบกระบวนการลงเมื่อมีผู้ซื้อซื้อหนังสือ แต่การบอกรับวารสารต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอย่างน้อย 3 หน่วยงาน (ห้องสมุด สำนักพิมพ์ ตัวแทนจำหน่าย)

จึงรวมถึงการทำรายงานและระบบการเงินด้วย ขั้นตอนของห้องสมุดจะเสร็จสิ้นเมื่อมีการส่งวารสารมาแต่ละฉบับ มีการรวบรวม และจัดเก็บในรูปแบบที่ถาวร (เย็บเล่ม?) อาจเกิดผลในแง่ลบ

เมื่อมีผู้ใช้ต้องการใช้วารสารนั้นขณะที่มีผู้อื่นใช้อยู่

 

สิ่งที่เลวร้าย   มีด้านที่ไม่ดีนอกเหนือจากข้างต้นอีก 3 ประการ คือ 1) ปัญหาที่เกิดจากการบริการบรรณานุกรม ดัชนีและสาระสังเขปที่บรรณารักษ์จะจัดทำขึ้นจากชื่อวารสาร ที่เกิดผลกระทบการควบคุมทางบรรณานุกรม ที่สืบค้นบทความจากวารสารหนึ่งชื่อเรื่อง  ในขณะที่ระบบคอมพิวเตอร์สามารถสืบค้นสารสนเทศได้ 3 ระดับ ซึ่งนักวิจัยสามารถที่จะค้นรายการที่ต้องการได้  ดังนั้นต้องคำนึงถึงจำนวนสารสนเทศที่มากมายตามความเป็นจริง

            2) ปัญหาที่เกิดจากองค์ประกอบด้านเศรษฐกิจของห้องสมุด  ซึ่งห้องสมุดมีหน้าที่ในการรวบรวมสารสนเทศและความรู้ที่ทันสมัยให้มีจำนวนมากเพียงพอต่อการใช้ของผู้ใช้  จากการสังเกตของ Lois Upham ที่พบว่างบประมาณที่ใช้ในการจัดหาทรัพยากรสารสนเทศส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่นักศึกษายินดีจ่ายก่อนที่จะได้ใช้บริการ ดังนั้นบรรณารักษ์จะต้องประกันว่าจะสามารถใช้งบประมาณที่ได้รับมาอย่างฉลาด สามารถจัดหาวารสารได้ตรงกับความต้องการของนักศึกษา

            3) วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อวงจรสารสนเทศโดยตรง เช่น มหาวิทยาลัยจ้าง Jones ให้ผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งเธอได้ค้นคว้าข้อมูลจากวารสาร ซึ่งตัวแทนจำหน่ายสามารถคิดค่าบริการในการขายวารสารนั้นให้กับห้องสมุด

อนาคต

อนาคตอันใกล้ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงแต่ไม่ใช่ทั้งหมด  ห้องสมุดยังเป็นแหล่งที่เก็บรักษาทรัพยากรสารสนเทศที่ผ่านมา และกำลังจะก้าวสู่รูปแบบทรัพยากรในปัจจุบัน (กำลังจะเป็นดิจิตอล) ยังคงต้องเป็นผู้รวบรวม บริหาร บริการ ทรัพยากรสารสนเทศให้กับมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจะจัดสรรอาคารเหมาะสมสำหรับการใช้งาน จำนวนบุคลากร และบริการ ซึ่งห้องสมุดอาจต้องหวนกลับมาคิดด้านการลงทุนบ้าง

            อย่างไรก็ตามยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นความต้องการใช้เทคโนโลยีที่จะทำให้เกิดความสะดวกสบายในการสืบค้นสารสนเทศโดยตรง เช่น

            Richard Rowe ให้ความเห็นว่าไม่ใช่จะต้องการให้ทรัพยากรสารสนเทศทุกชนิดเป็นดิจิตอลทั้งหมด อาจจำเป็นสำหรับสารสนเทศบางประเภทที่มีระยะเวลาการใช้งานรวดเร็ว มีราคาแพง หรือคุณค่าทางวิทยาศาสตร์อาจอยู่ในรูปของออนไลน์ สารสนเทศที่มีความต้องการใช้พอประมาณอาจจัดเก็บในรูปแบบของ Optical disc แต่อาจไม่จำเป็นทรัพยากรสารสนเทศที่มีอายุการใช้งานยาวนาน

            นอกจากนั้นวงรอบของผู้ใช้ –สำนักพิมพ์-ห้องสมุด-ผู้ใช้ นั้นยังเป็นประสบการณ์ที่ประสบในปัจจุบัน ที่เกิดจากจำนวนงบประมาณที่น้อยในการดำเนินงานด้านวารสาร และความหลากหลายของการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งทำให้เกิดความต้องการด้านจัดส่งเอกสารขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดทรัพยากรสารสนเทศหลากหลายรูปแบบและนับเป้นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับการใช้เทคโนโลยีในการสืบค้นภายในห้องสมุด

 

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

          คือห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ที่ประกอบด้วยฐานข้อมูลขององค์กรที่จัดทำเกี่ยวกับบทความวารสารและหนังสือ ทรัพยากรสารสนเทศอาจไม่ได้ถูกจัดหาจากงานพัฒนาทรัพยากร เช่น Jones อาจส่งบทความไปยัง Main Frame ของห้องสมุด บรรณารักษ์และนักคอมพิวเตอร์จะร่วมกันการจัดเก็บทรัพยากรดังกล่าวในฐานข้อมูลและอำนวยความสะดวกในการสืบค้นให้กับผู้ใช้

            หากมหาวิทยาลัยสามารถสร้างสรรค์การทำสิ่งพิมพ์ออนไลน์ด้วยตนเอง  จะทำให้ก้าวสู่เชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น

 

สรุป....จากการจัดหาสู่การสืบค้น

1) กายภาพของวารสารและพื้นที่ในการจัดเก็บเป็นข้อจำกัดที่ห้องสมุดและมหาวิทยาลัยต้องคำนึงถึงเป็นลำดับต้นๆ

            2) ห้องสมุดไม่สามารถที่จะกำหนดกรอบในการจัดซื้อสารสนเทศได้ตรงกับความต้องการใช้ Fulltext ของผู้ใช้

            3) มหาวิทยาลัยไม่สามารถที่จะซื้อข้อมูลย้อนหลังได้หลายปีหรือเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เพราะได้รับงบประมาณจากมหาวิทยาลัยจำนวนน้อย

            แต่เทคโนโลยีนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคในการก้าวเป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ เพราะบรรณารักษ์สามารถที่จะจินตนาการและสร้างห้องสมุดได้ หากมีเวลาและทรัพยากรเพียงพอ ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อจำกัดที่แท้จริง

            Patricia Battin มีข้อแนะนำสำหรับนโยบายโดยแยกออกเป็น 2 ส่วนสำหรับบรรณารักษ์ และห้องสมุด หากมหาวิทยาลัยมีนโยบายที่จะดำเนินการเรื่องห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์แล้ว จะต้องเริ่มต้นในการทำให้บรรณารักษ์เกิดความตื่นตัวตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แม้ว่าจะฟังดูเป็นเรื่องที่คุกคาม แต่คงต้องกำหนดเป็นแผนงานเพื่อกระบวนการปฏิบัติ และ Battin มีความเชื่อว่า องค์กร หน่วยงานต่างๆ มีความต้องการสารสนเทศที่แตกต่างกัน และเทคโนโลยีการสื่อสารแบบใหม่จะสามารถสร้างสรรค์และสนับสนุนสารสนเทศเหล่านั้นให้กับองค์กร ซึ่งเหล่านี้เป็นกิจการของห้องสมุดและเป็นความจำเป็นที่บรรณารักษ์ต้องตื่นตัว ณ บัดนี้ ในแผนงานนั้นยังรวมถึงสำนักพิมพ์และตัวแทนจำหน่ายหนังสือด้วย

            นอกจากนี้ยังมีความเห็นว่าปัญหาเรื่องงบประมาณนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่วิกฤตของห้องสมุดคือ การ re-allocation  จากการวิเคราะห์พบว่าด้านงบประมาณสามารถที่จะกำหนดแนวนโยบายได้ และในทางสังคมศาสตร์สามารถที่จะหาลู่ทางในการเพิ่มมูลค่าของของงบประมาณได้เช่นกัน มหาวิทยาลัยต้องให้ความสนใจต่อบรรณารักษ์งานพัฒนาทรัพยากรเกี่ยวกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน: ที่จะเปลี่ยนเงินเป็นทรัพยากรที่มีอายุการใช้งานยาวนาน คงทน ซึ่งการคิดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องคิดกันใหม่ โดยเฉพาะในการนำเอาระบบ finance electronic มาใช้ในระบบการจัดหาทรัพยากรสารสนเทศ แม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่นั่นจะเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคต

            ท้ายสุดในอนาคตห้องสมุดมหาวิทยาลัยจะเป็นมีขนาดเล็กเพียงแห่งเดียวแต่จะมีความสามารถในการทำงานครบทุกอย่าง การจัดหาทรัพยากรจะคำนึงถึงการจัดเก็บรักษา สถานที่ การเข้าถึง และการจัดเตรียมสำหรับการใช้งาน ซึ่ง Battin คิดว่าบรรณารักษ์ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ เช่นเดียวประวัติเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในอดีต

 

-วงจรสารสนเทศวารสารของห้องสถาบันอุดมศึกษา จากประสบการณ์ตำแหน่งงานในฐานะบรรณารักษ์งานสาร พบว่าวงจรสารสนเทศ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่  1) ผู้ใช้บริการ  2) สำนักพิมพ์  3) การให้บริการวารสาร 4)ห้องสมุด เช่น

-          Professor Jones ทำงานเกี่ยวกับการศึกษาเด็ก ต้องการข้อมูลการอ้างถึงในวารสารเพื่อใช้ประกอบในการสอนและการทำวิจัย  ซึ่งไม่มีวารสารนั้นในห้องสมุด ต้องการให้ห้องสมุดบอกรับวารสาร

-          บุคลากรห้องสมุดจะตรวจสอบราคาวารสารจากแหล่งข้อมูลต่างๆ และหมวดงบประมาณเพื่อบอกรับ หากเป็นวารสารที่จัดเป็นประเภทวารสารหลัก จะเลือกร้านค้าเพื่อติดต่อซื้อ อาจติดต่อผ่านตัวแทนจำหน่วยวารสาร  วางบิลส่งของและรับตัวเล่มวารสารในลำดับต่อไป

-          Professor Jones ได้ใช้บทความในวารสารที่ห้องสมุดบอกรับในการสอนและการวิจัย  วารสารการอ้างอิงช่วยให้ Professor Jones เข้าถึงทรัพยากรห้องสมุดประเภทอื่นด้วย โดยติดตามตัวเล่มที่มีอยู่ในห้องสมุด  กรณีที่ตัวเล่มไม่หาย และไม่มีผู้ใช้อื่นยืม สามารถที่จะค้นคว้าบทความที่อยู่ในวารสารนั้น ซึ่งจำนวนการใช้บทความจะสัมพันธ์กับการถ่ายเอกสาร จากข้อมูลที่ค้นคว้าทำให้ Professor Jones เป็นผู้เชี่ยวชาญสามารถเปิดศูนย์ข้อมูลเฉพาะวิชาได้ นอกจากนั้น Professor Jones ได้ส่งบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร และได้ขอบคุณห้องสมุดที่ได้บอกรับวารสาร ซึ่งเมื่อบทความได้ตีพิมพ์ก็เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดเพิ่มมากขึ้นด้วย

ข้อดี  ซึ่งผู้เขียนคิดว่าข้อดีข้างต้น คือ

  1. ผู้ที่ต้องการข้อมูลตรงกัน สามารถใช้ข้อมูลจากวารสารร่วมกันได้
  2. สามารถสร้างองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาได้จากการค้นคว้าและวิจัย
  3. การบอกรับวารสารสนับสนุนอุตสาหกรรมจัดหาสิ่งพิมพ์ โดยบรรณารักษ์จะเลือกซื้อจากผู้ที่สามารถบริหารจัดการได้ดี และให้บริการดี
  4. บทคัดย่อและดัชนีช่วยทำให้เข้าถึงตัวบทความได้ง่ายขึ้น จากการพัฒนาระบบ MARC ในการถ่ายโอนข้อมูลบรรณานุกรม

Battin  กล่าวว่ามันคงเป็นสิ่งที่ถูก เพราะในอเมริกานั้นเน้นความสำคัญของการทำวิจัย ซึ่งขึ้นอยู่กับการเข้าถึงความรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญของห้องสมุดสร้างขึ้น นอกจากนั้นยังหมายถึงความสำคัญต่อนักศึกษา สำนักพิมพ์  และ intermediaries (ทั้ง 2)

 

ข้อเสีย  แม้ว่าจะทราบวงจรของสารสนเทศจะมีข้อดีดังกล่าว แต่เหมือนการโยนเหรียญที่มีทั้งสองด้าน ด้านมืดหรือข้อเสียนั้นคือ การระเบิดของสารสนเทศทำให้องค์ความรู้มีจำนวนมากเกินกว่าจะตีพิมพ์ในรูปของวารสาร เป็นขณะที่ค่าของเงินลอยตัวเกิดวิกฤติทางภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ห้องสมุดไม่สามารถที่จะจัดหาวารสาร หรือสิ่งพิมพ์ได้ตามความต้องการ สำนักพิมพ์ต้องชะลอตัว หลายบทความค้างการตีพิมพ์

                ในระบบวารสารไม่เหมือนหนังสือที่จบกระบวนการลงเมื่อมีผู้ซื้อซื้อหนังสือ แต่การบอกรับวารสารต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอย่างน้อย 3 หน่วยงาน (ห้องสมุด สำนักพิมพ์ ตัวแทนจำหน่าย)

จึงรวมถึงการทำรายงานและระบบการเงินด้วย ขั้นตอนของห้องสมุดจะเสร็จสิ้นเมื่อมีการส่งวารสารมาแต่ละฉบับ มีการรวบรวม และจัดเก็บในรูปแบบที่ถาวร (เย็บเล่ม?) อาจเกิดผลในแง่ลบ

เมื่อมีผู้ใช้ต้องการใช้วารสารนั้นขณะที่มีผู้อื่นใช้อยู่

 

สิ่งที่เลวร้าย   มีด้านที่ไม่ดีนอกเหนือจากข้างต้นอีก 3 ประการ คือ 1) ปัญหาที่เกิดจากการบริการบรรณานุกรม ดัชนีและสาระสังเขปที่บรรณารักษ์จะจัดทำขึ้นจากชื่อวารสาร ที่เกิดผลกระทบการควบคุมทางบรรณานุกรม ที่สืบค้นบทความจากวารสารหนึ่งชื่อเรื่อง  ในขณะที่ระบบคอมพิวเตอร์สามารถสืบค้นสารสนเทศได้ 3 ระดับ ซึ่งนักวิจัยสามารถที่จะค้นรายการที่ต้องการได้  ดังนั้นต้องคำนึงถึงจำนวนสารสนเทศที่มากมายตามความเป็นจริง

                2) ปัญหาที่เกิดจากองค์ประกอบด้านเศรษฐกิจของห้องสมุด  ซึ่งห้องสมุดมีหน้าที่ในการรวบรวมสารสนเทศและความรู้ที่ทันสมัยให้มีจำนวนมากเพียงพอต่อการใช้ของผู้ใช้  จากการสังเกตของ Lois Upham ที่พบว่างบประมาณที่ใช้ในการจัดหาทรัพยากรสารสนเทศส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่นักศึกษายินดีจ่ายก่อนที่จะได้ใช้บริการ ดังนั้นบรรณารักษ์จะต้องประกันว่าจะสามารถใช้งบประมาณที่ได้รับมาอย่างฉลาด สามารถจัดหาวารสารได้ตรงกับความต้องการของนักศึกษา

                3) วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อวงจรสารสนเทศโดยตรง เช่น มหาวิทยาลัยจ้าง Jones ให้ผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งเธอได้ค้นคว้าข้อมูลจากวารสาร ซึ่งตัวแทนจำหน่ายสามารถคิดค่าบริการในการขายวารสารนั้นให้กับห้องสมุด