
No. 20 – นัดชิงชนะเลิศของเจอร์ราร์ด
อีก หนึ่งหน้าในประวัติศาสตร์ของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลต้องจารึกวันที่ 13 พฤษภาคม 2006 นัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพที่คาร์ดิฟฟ์ ชัยชนะอันน่าตื่นเต้นเหนือทีมเวสต์แฮม ซึ่งคล้ายกันกับนัดชิงที่อิสตันบูลในปีก่อนหน้านี้ ที่ลิเวอร์พูลต้องเป็นฝ่ายไล่ตามตีเสมอเป็น 3-3 ก่อนที่จะเอาชนะในการดวลจุดโทษ เริ่มต้นเกมเวสต์แฮมขึ้นนำไป 2-0 ตั้งแต่ 28 นาทีแรกจากความผิดพลาดของลิเวอร์พูลทั้งสองครั้ง นาทีที่ 21 ซาบี้ อลอนโซ่เสียบอลในกลางสนาม ดีน แอชตันผ่านบอลทะลุให้กับสโคลารี่ ก่อนที่จะเปิดบอลผ่านเรน่า โดนคาร์ราเกอร์เข้าประตูไป อีก 7 นาทีต่อมาเวสต์แฮมได้ประตูที่สอง จากการที่เรน่ารับลูกยิงของเอธริงตันหลุดมือ เข้าทางแอชตันยิงเข้าประตู อีกสามนาทีถัดมาปีเตอร์ เคร้าช์ส่งบอลเข้าตาข่ายได้สำเร็จ แต่กรรมการไม่ให้เพราะลำหน้าไปก่อน แต่อีกเพียงแค่ 60 วินาทีถัดมาลิเวอร์พูลก็ทำประตูได้ จากฌิบริล ซิสเซ่วอลเล่ย์ลูกจ่ายของเจอร์ราร์ดเข้าไป หมดครึ่งแรกลิเวอร์พูลตามอยู่ 1-2 เริ่มครึ่งหลังมาได้ไม่นาน เรน่ามาแก้ตัวได้ด้วยการบล็อคลูกยิงของเบนายูนและแฮร์วูดเอาไว้ได้ ลิเวอร์พูลตามมาตีเสมอเป็น 2-2 ได้สำเร็จจากการวอลเล่ย์อย่างสุดสวยเข้าเสียบมุมประตู หลังจากที่เคร้าช์ชงบอลมาให้ แต่ในขณะที่ลิเวอร์พูลดูเหมือนจะคุมเกมได้ แต่ก็ต้องมาเสียประตู จากลูกเปิดจากริมเส้นของพอล คอนเชสกีย์ แต่ลูกบอลกลับลอยข้ามหัวเรน่าเสียบเสาเข้าไป ลิเวอร์พูลพยายามบุกเพื่อเอาประตูคืนอย่างหนัก แฟนบอลหงส์แดงก็ยิ่งเครียดขึ้นเรื่อยๆยิ่งเวลาใกล้หมดลง แต่ลิเวอร์พูลก็ยังทำประตูตีเสมอไม่ได้สักทีจนเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็ย ทันใดนั้นเจอร์ราร์ดก็มาช่วยลิเวอร์พูลได้อีกครั้ง โดยยิงจากระยะ 35 หลา ผ่านชาก้า ฮิสลอปผู้รักษาประตูเข้าไปอย่างสวยงาม หลังจากที่พยายามต่อสู้มาอย่างหนักตลอด 90 นาที นักเตะลิเวอร์พูลหลายคนต่างก็เป็นตะคริว ทั้งซิสโซโก้, ซิสเซ่, ฟินแน่น, เจอร์ราร์ด และคาร์ราเกอร์ แต่ทุกคนก็พยายามฝืนเล่นอย่างเต็มที่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนที่จะหมดเวลาเวสต์แฮมเกือบจะคว้าชัยได้จากที่เรน่าปัดลูกยิงของไนเจล ริโอโครเกอร์ไปชนเสา แต่มาร์ลอน แฮร์วูดกลับซ้ำไม่เข้าประตู ทำให้ต้องมาตัดสินด้วยการดวลที่จุดโทษ และเรน่าก็มาเป็นฮีโร่จาการเซฟลูกที่จุดโทษได้ถึงสามลูก ทำให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นสมัยที่ 7 ได้สำเร็จ
ทีมลิ เวอร์พูลที่ลงเล่นในวันนั้น: Reina, Finnan, Carragher, Hyypia, Riise, Gerrard, Alonso (Kromkamp 67), Sissoko, Kewell (Morientes 48), Cisse, Crouch (Hamann 71).
คลิกที่นี่เพื่อชมวิดีโอคลิป
No. 19 – แชมป์ลีกครั้งที่ 16
ก่อน เริ่มฤดูกาล 1985/86 เคนนี่ ดัลกลิชได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เล่น/ผู้จัดการทีมของสโมสร หลังจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เฮย์เซลสเตเดี้ยม โดยลิเวอร์พูลต้องแย่งแชมป์กันเองกับเอฟเวอร์ตันคู่แข่งร่วมเมือง โดยในตอนแรกดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะหมดหวังไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่แพ้ต่อเอฟเวอร์ตันไป 0-2 ทำให้ตามหลังถึง 13 คะแนน แต่ลิเวอร์พูลก็สามารถกลับมามีลุ้นแชมป์ได้อีกครั้ง หลังจากที่ 13 นัดถัดมาเอาชนะไปได้ถึง 12 นัดและเสมออีก 1 นัด ทำให้ถ้านัดสุดท้ายลิเวอร์พูลสามารถพลิกกลับมาคคว้าแชมป์ได้ ถ้าสามารถเอาชนะเชลซีในสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ ต่อหน้าแฟนบอลเกือบ 44,000 คน ลิเวอร์พูลสามารถเอาชนะในนัดนี้ไปได้ 1-0 และผู้ทำประตูชัยก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเคนนี่ ดัลกลิช ซึ่งพักอกลูกเปิดของ จิม เบกลินและวอลเล่ย์ด้วยเท้าขวาเข้าประตูไป เป็นประตูที่ 7 ของเขาในฤดูกาล ทำให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ด้วยคะเแนนเหนือเอฟเวอร์ตัน ซึ่งไปพ่ายต่ออ๊อกซ์ฟอร์ดยูไนเต็ด 0-1 อยู่ 2 คะแนน คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ก่อนที่จะสามารถทำดับเบิ้ลแชมป์ดิวิชั่น1+เอฟเอคัพ ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของสโมสรในฤดูกาลนั้น
ทีมลิเวอร์พูลที่ลงเล่น ในวันนั้น: Bruce Grobbelaar, Gary Gillespie, Jim Beglin, Steve Nicol, Ronnie Whelan, Alan Hansen, Kenny Dalglish, Craig Johnston, Ian Rush, Mark Lawrenson, Kevin MacDonald
No.18 – ลิเวอร์พูล 5 – 0 น็อตติ้งแฮมฟอเรสต์

ย้อน กลับไปในวันที่ 13 เมษายน 1988 ลิเวอร์พูลเล่นได้อย่างงดงาม และเอาชนะทีมน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ซึ่งจบอันดับที่ 3 ในฤดูกาลนั้นไปในลีกถึง 5-0 ต่อหน้าแฟนๆในสนามแอนฟิลด์กว่า 40,000 คน ลิเวอร์พูลได้ประตูจากจอห์น อัลดริจด์สองประตู และจากแกรี่ จิลเลสพี, ปีเตอร์ เบียรดส์ลี่ย์, และเรย์ เฮาจ์ตันอีกคนละหนึ่งประตู และอีกสิบวันถัดมาลิเวอร์พูลก็คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่งเป็นครั้งที่ 17 และเป็นครั้งที่ 9 ใน 14 ฤดุกาลหลังสุด แฟนลิเวอร์พูลหลายคนยังคงยกนัดนี้ให้เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุด เท่าที่เคยมีมาของลิเวอร์พูล
ทีมลิเวอร์พูลที่ลงเล่นในวันนั้น: Bruce Grobbelaar, Gary Gillespie, Gary Ablett, Steve Nicol, Nigel Spackman, Alan Hansen, Peter Beardsley, John Aldridge, Ray Houghton, John Barnes, Steve McMahon
คลิกที่นี่เพื่อชมวิดีโอคลิป
No.17 – นัดชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพปี 2001

หลัง จากที่ห่างหายไปจากนัดชิงชนะเลิศในถ้วยยุโรปถึง 16 ปี ลิเวอร์พูล ในปี 2001 ได้ก้าวมาจนถึงนัดชิงชนะเลิศถ้วยยูฟ่าคัพ ในสนามเวสฟาเล่นสเตเดี้ยมของดอร์ทมุนต์ต่อหน้าแฟนๆกว่า 65,000 คน ในวันที่ 16 พฤษภาคม โดยลิเวอร์พูลต้องพบกับทีมเดปอร์ติโว่อลาเบสจากสเปน ลิเวอร์พูลใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถขึ้นนำได้จากการโหม่งของมาร์คุส บับเบิ้ล และสตีเว่น เจอร์ราร์ดก็มาทำประตูที่สองได้ในนาทีที่ 16 แม้ว่าอลาเบสจะทำประตูตีไข่แตกมาได้ แต่ทีมลิเวอร์พูลก็ไม่หวั่นไหว ก่อนหมดเวลาครึ่งแรกไมเคิล โอเว่นหลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับผู้รักษาประตูแต่กลับถูกรวบในเขตโทษ ผู้ตัดสินให้จุดโทษแก่ลิเวอร์พูลพร้อมแจกใบเหลืองให้กับโกล์ของอลาเบส ท่ามกลางความผิดคาดของแฟนบอลที่คิดว่าน่าจะเป็นใบแดง แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์สังหารจุดโทษให้ลิเวอร์พูลนำ 3-1 จนหมดเวลาครึ่งแรก แฟนหงส์เริ่มดีใจและครึ้นเครงตั้งแต่ก่อนหมดครึ่งแรก แต่เสียงก็ต้องเงียบลงหลังจากที่ ฮาวี่ โมเรโน่ทำสองประตูให้อลาเบสตีเสมอเป็น 3-3 หลังจากเริ่มครึ่งหลังได้ไม่นาน อีก 20 นาทีก่อนหมดเวลาร็อบบี้ ฟาวเลอร์ถูกส่งลงมาแทนเฮสกีย์ พร้อมๆกับที่อลาเบสถอดโมเรโน่คนทำประตูออก แล้วแกรี่ เม์คอัลลิสเตอร์ก็จ่ายบอลทะลุช่องให้ฟาวเลอร์ทำประตูให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำอีก ครั้ง ในนาทีที่ 73 ซึ่งแฟนๆต่างคิดว่าน่าจะจบลงแค่นี้ รวมถึงอุลลิเยร์ที่ตัดสินใจเปลี่ยนโอเว่นออก แต่ยอร์ดี้ ครัฟฟ์อดีตนักเตะแมนยูกลับมาทำประตูตีเสมอให้กับอลาเบสได้ในนาทีสุดท้าย เกมจึ้งต้องไปตัดสินในการต่อเวลาพิเศษด้วยกฏโกลเด้นโกล ยังไม่มีใครทำอะไรกันได้ในการต่อเวลาพิเศษ จนกระทั่งครึ่งหลังของการต่อเวลา นักเตะอลาเบสถูกใบแดงไล่ออกถึงสองคน โดยลิเวอร์พูลได้โอกาสยิงฟรีคิกในระยะหวังผลจากใบแดงใบที่สอง แม็คอัลลิสเตอร์ที่พึ่งจะยิงลูกอัศจรรย์ในเกมดาร์บี้แมทช์หนึ่งเดือนก่อน หน้านี้ ยืนที่ลูกบอล ลูกที่เขายิงไปโดนผู้เล่นของอลาเบสแล้วพุ่งเข้าไปกองอยู่ที่ก้นตาข่าย ทำให้ลิเวอร์พูลชนะด้วยประตู 5-4 และคว้าแชมป์ถ้วยยูฟ่าคัพได้สำเร็จ และนัดนี้ก็นับเป็นหนึ่งในนัดชิงชนะเลิศถ้วยยุโรปที่น่าตื่นเต้นที่สุดตลอด กาล
ทีมลิเวอร์พูลที่ลงเล่นในวันนั้น: Sander Westerveld, Jamie Carragher, Stephane Henchoz, Sami Hyypia, Markus Babbel, Danny Murphy, Steven Gerrard, Gary McAllister, Dietmar Hamann, Emile Heskey, Michael Owen
No.16 – วันที่บิล แชงค์ลี่ย์มาร่วมทีม

ใน เดือนธันวาคม ปี 1959 สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลยังไม่สามารถกลับมาอยู่ในดิวิชั่นหนึ่งกว่าห้าปี และยังไม่มีแววว่าจะกลับขึ้นชั้นได้ในเร็วๆนี้ ฟิล เทย์เลอร์ผู้จัดการทีมในตอนนั้นตัดสินใจลาออก เขาถูกแทนที่โดยผู้จัดการหนุ่มชาวสก็อตชื่อว่าบิล แชงค์ลี่ย์ ซึ่งจริงๆแล้วแชงค์เองก็เคยสมัครในตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลก่อนหน้า นี้ในปี 1951 แต่ก็ถูกปฏิเสธ แต่มาคราวนี้ด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้น เวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงก็มาถึง แม้แต่บอร์ดบริหารของสโมสรก็ไม่ได้คาดคิดว่าพวกเขาจะได้ทำการตัดสินใจ ซึ่งเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ของสโมสรอย่างมโหฬารในครั้งนี้ หลังจากที่แชงค์เข้ามาคุมทีม เขาได้ทำการปรับปรุงสโมสรให้มีความทันสมัยขึ้นในทุกๆอย่าง นับตั้งแต่การฝึกซ้อม ไปจนถึง การฝังท่อใต้พื้นสนามเพื่อรดน้ำ แชงค์ลี่ย์ได้พาทีมลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ดิวิชั่นสองและกลับขึ้นมาอยู่ในลี กสูงสุด พาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 สามครั้ง, คว้าแชมป์เอฟเอคัพสองครั้ง และแชมป์ยูฟ่าคัพ 1 ครั้งตลอดระยะเวลา 15 ปีที่เขาอยู่กับทีม ถ้าในวันนั้นเขาไม่มาร่วมทีม สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลก็คงจะไม่สามารถเป็นได้เหมือนอย่างทุกวันนี้
No.15 – ลิเวอร์พูล 3 – 2 เอฟซีบรู๊กส์
หลัง จากที่ผ่าน รีลโซเซียดัด, สล๊าสวโรคลอว์, ไดนาโมเดรสเดน และบาร์เซโลน่ามาจนถึงนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพได้ วันที่ 28 เมษายน 1976 ลิเวอร์พูลต้องรับการมาเยือนของสโมสรเอฟซีบรู๊กส์ของเบลเยี่ยมในเลกแรก เป็นอีกค่ำคืนประวัติศาสตรืแห่งความทรงจำ โดยมีบรรดาเดอะค็อปคอยเชียร์อย่างเต็มเสียง แต่ทีมเยือนก็ทำให้แฟนบอลหงส์แดงต้องนิ่งไปด้วยการขึ้นนำสองประตูตั้งแต่ 15 นาทีแรก ตอนพักครึ่งบ็อบ เพสลี่ย์ตัดสินใจเปลี่ยนจอห์น โตแช็คออก แล้วให้จิมมี่ เคสลงมาแทน ซึ่งทำให้เกมมีการเปลี่ยนแปลง ลิเวอร์พูลต้องรอถึงนาทีที่ 59 กว่าจะตีไข่แตกได้ โดยเรย์ เคนเนดี้ยิงจากนอกกรอบเข้าเสียบหลังคาตาข่าย แล้วจากนั้นอีกห้านาทีลิเวอร์พูลก็กลับมาแซงขึ้นนำได้ โดยจิมมี่ เคสซ้ำลูกยิงชนเสาของเรย์ เคนเนดี้เป็นประตูตีเสมอในนาทีที่ 61 และอีกสามนาทีต่อมา สตีฟ ไฮเวย์ถูกดึงล้มลงในเขตโทษ ทำให้กรรมการชี้ไปที่จุดโทษ เควิน คีแกนรับหน้าที่สังหารได้ไม่พลาดโดยส่งผู้รักษาประตูไปผิดทาง ทำให้ลิเวอร์พูลแซงกลับมาชนะได้ในเลกแรกนี้ โดยในเลกที่สองในอีกสามอาทิตย์ถัดมาเกมก็ลุ้นกันสนุกอีก โดยเอฟซีบรู๊กส์ยิงจุดโทษได้ตั้งแต่ต้นเกม ซึ่งทำให้พวกเขากลับมาได้เปรียบจากกฏการยิงประตูทีมเยือน แต่คีแกนก็ยิงตีเสมอได้อย่างรวดเร็ว และทำอะไรกันไม่ได้จนหมดเวลา ทำให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพเป็นครั้งที่สองของสโมสร ด้วยผลประตูรวม 4-3
ทีมลิเวอร์พูลที่ลงเล่นในวันนั้น: Ray Clemence, Phil Neal, Tommy Smith, Phil Thompson, Ray Kennedy, Emlyn Hughes, Kevin Keegan, David Fairclough, Steve Heighway, John Toshack, Ian Callaghan
คลิกที่นี่เพื่อชมวิดีโอคลิป
No.14 – ลิเวอร์พูล 3 – 0 โบรุสเซียมึนเช่นกลัดบัค

วัน ที่ 10 พฤษภาคม 1973 ต่อหน้าแฟนบอลกว่า 41,000 คน ลิเวอร์พูลทำผลงานได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้พวกเขาเป็นทีมเต็งคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพเพิ่มด้วยการถล่มโบรุสเซียมีนเช่น กลัดบัคไป 3-0 ที่สนามแอนฟิลด์ในเลกแรกของนัดชิงชนะเลิศ กลัดบัคเต็มไปด้วยนักเตะชื่อดังอยู่หลายคน โดยแชงค์ลี่ย์ตัดสินใจส่งไบรอัน ฮอลล์ลงมาแทนที่จอห์น โตแช็ค โดยทีมจากเยอรมันเล่นได้เหนือกว่า แต่หลังจากเล่นไปได้เพียงแค่ 27 นาที กรรมการต้องยุติการแข่งขันเนื่องจากฝนตกลงมาอย่างหนัก เกมถูกเลื่อนออกไปเตะในคืนถัดไป แต่คราวนี้หลังจากที่แชงค์ลี่ย์ได้เห็นแผนการเล่นของกลัดบัค และการขาดความสูงในแนวรับ เขาเลยตัดสินใจส่งโตแช็คลงมาเป็นตัวจริง และแทคติกนี้ก็ใช้ได้ผล ความสูงของโตแช็คสร้างปัญหาให้กับกลัดบัคตลอดทั้งเกม โดยในนาทีที่ 21 คริส ลอว์เลอร์เปิดบอลมาจากด้านข้าง โตแช็คโหม่งชงบอลให้คีแกนยิงประตูแรกให้กับลิเวอร์พูล อีกเพียงสี่นาทีถัดมาอเล็ค ลินด์ซี่ย์เปิดบอลโด่งมาในเขตโทษจะให้กับโตแช็ค แต่ความพยายามของกองหลังที่จะแย่งบอล กลายเป็นแฮนด์บอลในเขตโทษ คีแกนรับหน้าที่ยิงจุดโทษแต่คเล็ฟนายทวารก็ป้องกันเอาไว้ได้ คีแกนมาแก้ตัวได้สำเร็จในอีก 8 นาที เอมลีน ฮิวจ์ส์โหม่งบอลไปในกรอบหกหลาให้กับโตแช็ค เขาโหม่งบอลลงพื้นให้คีแกนทำประตูที่สองได้สำเร็จ ลิเวอร์พูลทำประตูที่สามได้หลังเกมผ่านไปหนึ่งชั่วโมง โดยแลรี่ ลอยด์โหม่งเข้าไปจากการเตะมุมของคีแกน ทำให้ลิเวอร์พูลชนะในนัดนี้ไป 3-0 ท่ามกลางความดีใจและตื่นเต้นของแฟนๆ โดยในเลกที่สองทั้งสองทีมต้องเจอฝนตกลงมาอย่างหนักอีก แต่คราวนี้เกมไม่ถูกเลื่อนไป และลิเวอร์พูลก็แพ้ไปเพียง 0-2 ทำให้ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพเป็นครั้งแรก และคว้าแชมป์ในระดับยุโรปเป็นครั้งแรกได้สำเร็จด้วยประตูรวม 3-2 และทำให้ทีมลิเวอร์พูลของแชงค์ลี่ย์กลายเป็นทีมอังกฤษทีมแรก ที่สามารถคว้าถ้วยยุโรปและแชมป์ลีกได้ในฤดูกาลเดียวกัน หลังจากที่คว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลเดียวกันนี้มาก่อนหน้านั้น
ทีมลิ เวอร์พูลที่ลงเล่นในวันนั้น: Ray Clemence, Chris Lawler, Alec Lindsay, Tommy Smith, Larry Lloyd, Emlyn Hughes, Kevin Keegan, Peter Cormack, John Toshack, Steve Heighway, Ian Callaghan
คลิกที่นี่เพื่อชมวิดีโอคลิป
No.13 – การคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกสุดของสโมสร
เกือบ หนึ่งทศวรรษที่ขึ้นๆลงๆของสโมสร ในที่สุดถ้วยแชมป์ก็เข้ามาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1900/01 ซึ่งก่อนหน้านี้สองฤดูกาลลิเวอร์พูลก็พึงจะพลาดแชมป์ไปในนัดสุดท้ายของฤดู กาล แต่แน่นอนว่าฤดูกาลนี้นั้นจะแตกต่างออกไป ในวันที่ 24 เมษายน 1901 ลิเวอร์พูลต้องไปเยือนเวสต์บรอมซึ่งอยู่ก้นตารางโดยมีแฟนบอลเข้าชมกว่า 4,000 คน โดยลิเวอร์พูลต้องชนะถึงจะคว้าแชมป๋เป็นครั้งแรกได้สำเร็จ และลิเวอร์พูลนำโดยกัปตันทีมอเล็กซ์ ไรส์เบ็คก็สร้างประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ ด้วยชัยชนะ 1-0 โดยจอห์น วอลค์เกอร์เป็นผู้ทำประตูชัยให้กับทีม ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์โดยมี 2 คะแนนเหนือซันเดอร์แลนด์ ทีมลิเวอร์พูลเดินทางกลับสู่เมืองด้วยรถไฟ และได้รับการต้อนรับจากฝูงชนอันมากมายที่รออยู่ที่สถานีรถไฟ ภาพของกัปตันไรส์เบ็คถูกแบกขึ้นบนบ่าเดินไปตามท้องถนนนั้นจะเป็นที่จดจำ โดยบรรดานักเตะที่ช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์ของทีมในฤดูกาลนั้นได้แก่ Bill Perkins, Billy Dunlop, William Goldie, Thomas Hunter, John Glover, Charlie Wilson, Alex Raisbeck, Maurice Parry, Raby Howell, John Robertson, Jack Cox, John Davies, Tom Robertson, Sam Raybould, John Hunter, Andy McGuigan, Charles Satterthwaite, John Walker, Tom Robertson
ภาพลิเวอร์พูล
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นิคม ธารเจริญ · 21 ต.ค. 2552
นางสาว ฤทัยรัตน์ วงศ์โคกสูง · 21 ต.ค. 2552
นาย rawee payamart · 21 ต.ค. 2552
Mrs. Nipapat Nernprom · 21 ต.ค. 2552
ดอกอ้อสีชมพู · 21 ต.ค. 2552
อารยา · 21 ต.ค. 2552
Thawat · 21 ต.ค. 2552