โครงานวิทยาศาสตร์

ด้วยเพราะการไปแสดงผลงานทางการวิจัย และไปดูโครงงานที่น่าสนใจของงานการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งปีนี้เป็นครั้งที่ 35 แล้ว กลับมานั่งคุยกับคนที่เกี่ยวข้องเรื่องโครงงานวิทยาศาสตร์ของเด็กมัธยมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นตอนต้นและตอนปลาย พบหลายเรื่องที่มีทั้งข้อดีข้อด้อยรวมไปถึงเบื้องหลังของโครงงานที่นำมาแสดง

ข้อดีของโครงงานเด็กก็คือ เด็กได้เอาความรู้ความเข้าใจทางด้านวิทยาศาสตร์มาแสดงให้ชาวบ้าน(ส่วนใหญ่เป็นครูอาจารย์และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมาดูงาน) อย่างเต็มที่ และแสดงต่อสาธารณะไม่ใช่ที่โรงเรียน เจอคำถามหลากหลาย ทำให้เด็ก ๆ เหล่านี้ได้คิดและได้เข้าใจว่าชาวบ้านเขาคิดเขาสนใจ เขาเข้าใจงานของคนนำเสนอผลงานอยู่นั่นแค่ไหนอย่างไร และคำถามส่วนใหญ่ก็จะเป็นวิชาการที่เกี่ยวข้องกับโครงงานที่นำเสนอ ข้อดีคิดว่าคงมีเยอะแยะแต่บันทึกฉบับนี้คงเขียนมุมมืดอีกมุมของโครงงานที่หลาย ๆ คนได้ยินแล้วต้องรู้สึกไม่ค่อยจะปลื้มซักเท่าไหร่รวมทั้งตัวผู้เขียนเอง ข้อเน้นว่าบางมุมเท่านั้น

เรื่องมีอยู่ว่าเด็กที่จะมาทำโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ต้องเป็นเด็กที่ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก เด็กกลุ่มนี้จะได้รับการโปรโมทอย่างเด็กที่ เช่นว่าเรียนพิเศษ ติววิชาการ กินอยู่ทำการทดลองอย่างใกล้ชิด อุปกรณ์ สารเคมี วัสดุหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับโครงงานจะได้ทันทีทันใดจากผู้บริหาร เด็กกลุ่มนี้เปรียบได้ดั่งเทวดากันไปเลย เพราะเด็กกลุ่มนี้ได้รับคำชื่นชม ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง ขาดเหลือสิ่งของประการใด ขอให้เด็กเอ่ยออกปากแล้วได้ทันทีจากครูหรือผู้บริหาร เหล่านี้เป็นต้น

ทำไมเด็กกลุ่มนี้ถึงถูกเอาใจถึงขนาดนี้ ก็ด้วยเพราะว่าผลงานที่เด็กทำโครงงานนั้นอาจารย์หรือผู้บริหารที่ต้องการเติบโตในตำแหน่งขอการประเมินต้องการได้ข้อมูลจากเด็กกลุ่มนี้ นำรายงานหรือการทำโครงงานนี้ไปทำประโยชน์แห่งตน จากอาจารย์หรือผู้บริหารชั้นต้นไปสู้อาจารย์ระดับที่สูงขึ้น ผู้บริหารก็จะได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น

ถามว่าสิ่งที่เขาทำดำเนินการนี้ไม่เห็นจะมีอะไรที่เสียหาย และไม่เห็นจะเป็นเรื่องเชิงลบใด ๆ ให้รู้สึกขุ่นข้องหมองใจนิ ครับ คิดมากไปหรือเปล่า? นั่นซิครับมีอะไรที่เป็นเรื่องเชิงลบกระนั้นหรือ?

หากว่ามาดูภาพรวมทั้งหมดของเด็กส่วนรวมของโรงเรียนที่เขาเหล่านั้นควรได้โอกาสบ้างหละ เช่นว่า เครื่องมืออุปกรณ์ สารเคมี ไปสู่การทดลองในวิชาวิทยาศาสตร์ตามหลักสูตร ตามวิชาที่สอนในเวลาปกติในห้องเรียนที่ควรจะเป็นบ้างหละ มีบ้างไหม ด้วยเพราะเด็กนักเรียนส่วนใหญ่จะเจอแต่การสาธิตการทดลองให้ดูเท่านั้น ซ้ำร้ายบางโรงเรียนเอาวีดีโอฉายให้ดู เลยกลายเป็นว่าเด็ก ๆ เหล่านี้ไม่มีทักษะการใช้เครื่องมือ ไม่ได้ลองผิดลองถูก ไม่ได้เข้าใจกลไกการทดลอง ดูการเปลี่ยนแปลงจากตัวตนที่เป็นตัวตนเป็นคนทดลองจริง ๆ  Learning by doing ก็ขาดไปอย่างน่าเสียดาย  วิชาวิทยาศาสตร์กลายเป็นวิชาท่องจำไปไม่ต่างจากวิชาท่องจำอื่นไป  เด็กส่วนมาของโรงเรียนเสียโอกาส การพัฒนาการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ไป ก็ทำเกิดช่องว่างเกิดขึ้น ทำให้เด็กมีทัศคติไม่ดีกับวิชาวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของเหตุและผลในบัดดล

เมื่อมองไปที่ตัวโครงงาน คนที่ได้ผลประโยชน์เต็ม ๆ คือ ผู้บริหารหรือครูผู้ซึ่งทำโครงงาน และเด็กที่ทำโครงงานแม้ว่า เด็กที่ทำโครงงานอาจะเป็นเครื่องมือของผู้บริหารและอาจารย์ก็ตาม  ด้วยเพราะเขาเหล่านั้นได้ตั้งงบประมาณขอเงินโครงงานวิทยาศาสตร์ แล้วนำผลงานที่ได้นี้เป็นผลงานของโรงเรียน ทำให้ผู้ปกครองของเด็กรุ่นถัดไปสนใจที่จะลูกหลานเข้ามาเรียนโรงเรียนนี้ รวมไปถึงการนำผลงานของเด็กที่ทำไปขอการประเมินวิทยาฐานะ

ถึงบทสรุปว่ามุมมืดบางมุมที่ผู้เขียนนำเสนอมาให้อ่านนี้ คิดว่าทำให้ผู้อ่านคงรู้สึกหดหู่กับการกระทำของอาจารย์หรือผู้บริหารแบบนี้นะครับ และที่น่าสงสารสุด ๆ ก็คือเด็กอื่น ๆ ที่ขาดโอกาส ไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่เด็กเหล่านั้นสมควรที่จะได้รับโอกาสไม่ต่างจากเด็ก ๆ ที่ทำโครงงานแต่ประการใด....นะครับ