.
.
.
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 52 ที่ผ่านมา (จะทำกิจกรรมตั้งแต่ 12 - 21 ตุลาคม หากเห็นว่าบันทึกไม่ละเอียดอย่าพึ่งแปลกใจนะครับ เพราะเหนื่อยมาก ไม่สามารถบันทึกได้ ตื่นเช้าไปทำกิจกรรม ตอนเย็นก็มี case conference หมดพลังมากมาย แต่จะบันทึกหัวข้อไว้ และจะกลับมาแก้ไขเพิ่มเติมภายหลัง โปรดติดตามต่อไป เผื่อนำกิจกรรมไปใช้ต่อได้)
ไ้ด้ไปจัดค่ายเพื่อการพัฒนาตนเอง สำหรับเด็กพิเศษ ประมาณ 10 คน ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ทั้งนี้ในบันทึกต่อๆไป จะขอสงวนชื่อโรงพยาบาลและชื่อเด็กๆ ทั้งสิบคนไว้ก่อนโดยเริ่มตั้งแต่บัดนี้ และจะแทนน้องทั้ง 10 คน(อายุระหว่าง 7-14 ปี) ซึ่งมีอาการต่างๆ กัน ด้วยตัวเลข ดังนี้
น้อง 1. เป็น PDD, มีปัญหาการควบคุมอารมณ์, ออทิสติกนิดๆ, ไม่รู้จักยืดหยุ่น อาการรวมของโรคต่างๆ มีสมาธิสั้นด้วย
น้อง 2. เป็น ออทิสติก และมีปัญหาการควบคุมอารมณ์ การเรียนรู้ช้า
น้อง 3. เป็น LD - Learning Disorder เรียนรู้ช้า เรียกร้องความสนใจ สมาธิไม่ค่อยดี
น้อง 4. เป็น แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม ( Asperger’s Syundrome ) มีปัญหาเรื่องพฤติกรรม ขาดทักษะการเข้าสังคม ชอบทำ-พูดอะไร ซ้ำๆ และ มีปัญหาการสื่อสาร เพราะชอบเฉไฉ ตอบไม่ตรงคำถาม พูดไม่อยู่ในเรื่องที่กำลังคุยกันอยู่ เป็นต้น
น้อง 5. เป็นออทิสติกอ่อนๆ ผ่านการเข้าค่ายปรับพฤติกรรมมาแล้ว 1-2 ครั้ง แต่ยังไม่ดีขึ้น กำลังเข้าสู่วัยรุ่นมีปัญหาพฤติกรรมโดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมอารมณ์ตนเอง ขี้หงุดหงิด เอาแต่ใจ ขี้ใจน้อย เป็นต้น
น้อง 6. เป็นเด็กมีปัญหาพฤติกรรม เป็น spoil child เฉื่อย ไม่สนโลก ไม่เคยรับผิดชอบอะไรในบ้านเลย พ่อแม่ญาติพี่น้องทำให้ทุกอย่าง แม้แต่เตรียมเสื้อผ้าตัวเองยังมีคนอื่นทำให้
น้อง 7. เป็นเด็กสมาธิสั้น มีปัญหาด้านการสื่อสาร พูดเร็ว มีปัญหาการจัดการอารมณ์ ขี้งอน ขี้ใจน้อย-น้อยใจง่ายมาก ขี้อาย
น้อง 8. เป็นเด็กเงียบๆ เซื่องๆ ดูเรียบร้อย มีปัญหาเรื่องพฤติกรรม การแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง ไม่ค่อยตัดสินใจ อะไรก็ได้ เฉยๆ เรื่อยๆ เก็บความรู้สึกจนกลายเป็นไม่แสดงความรู้สึก เวลาอยู่นอกบ้าน แต่กับที่บ้านจะมีปัญหาพฤติกรรม...
น้อง 9. ไม่พูดเลยยยยยยยยยยยยยย หรือพูดน้อยมาก เข้ารับการบำบัดหลายครั้งแล้ว ดีขึ้นเป็นลำดับ ถามคำอาจจะไม่ตอบคำ ต้องถามสิบคำ(ด้วยท่าทีเป็นมิตร) ถึงจะตอบซักคำนึง (พอตอบพี่ๆ จะดีใจมาก) สื่อสารด้วยสีหน้าท่าทางไม่ค่อยเป็น เรียกว่าไม่แสดงสีหน้าเลยจะเหมาะสมกว่า... ไม่สื่อสารอารมณ์ของตัวเองผ่านคำพูดด้วยแหละ
น้อง 10. เหมือน 9 (เพราะเป็นพี่น้องกัน)
อ่ะ พอรู้จักน้องๆ แบบสังเขปกันไปบ้างแล้ว บางคนต้องใช้การปรับยาเข้ามาช่วยด้วยถึงพอที่จะสามารถเข้าร่วมและทำกิจกรรมกับเพื่อนๆได้
วันแรก (วันที่12) เป็นวันมาค่ายวันแรก ต้องทำให้น้องรู้จักกัน เป็นการละลายพฤติกรรม นี่นั่นนู่น บางคนไปค่าย หรือเข้าร่วมกลุ่มบำบัดมาแล้วหลายที่ ก็จะบอกว่าไม่อยากเล่นกิจกรรมซ้ำ ไม่อยากเล่นอีก และมีบางคนที่มาเข้าร่วมค่ายบำบัดเป็นครั้งที่สอง แต่ที่ต่างจากครั้งก่อนคือครั้งนี้ ผมไปนำกิจกรรม กับพี่นักจิตวิทยา และคุณหมอ โดยมีทีมพี่เลี้ยงอีก ห้าคน เป็นนักศึกษาจิตวิทยาที่ จุฬา สี่คน และจิตวิทยาคลีนิก จากรามคำแหงอีกหนึ่งคน จึงพอจะเรียกได้ว่า ได้เพื่อนร่วมทีมที่เข้าใจธรรมชาติทางจิตวิทยาของเด็กๆ เหล่านี้บ้าง พอสมควร สบายใจไปหนึ่งเปลาะในเรื่องทีม
พอเจอเด็กๆ ในวันนี้ ก็เลยมานั่งทำความรู้จักกันถามชื่อ ทำป้ายชื่อร่วมกัน ค่อยๆ เห็นตัวตนที่เด็กๆ ค่อยๆเผยมาทีละนิด ทีละนิดเพราะยังไม่รู้จักกัน เมื่อเด็กมากันครบ ก็ไปที่ห้องทำกิจกรรมซึ่งค่อนข้างกว้างขวางพอสมควรสำหรับเด็กๆ 10 คน และพี่ๆ ประมาณ 8 คน (ไม่รวมหมอ เพราะหมอจะมาร่วมเป็นบางกิจกรรม) ดังที่กล่าวไปคือประกอบด้วย ผมคนนึงละ ทีมน้องๆ 5 คน และนักจิตวิทยา 2 คน
เข้ามาเจอกันพอทำป้ายชื่อกันเสร็จ ก็มาแนะนำตัวกันด้วยกิจกรรม สันทนาการเล็กๆน้อยๆ (เดี๋ยวจะมาเสริมตรงรูปแบบกิจกรรมโดยละเอียดอีกครั้ง) มีให้แนะนำตัว ทำท่าทางประจำตัว และจากนั้น ก็ฝึกสมาธิด้วยการนับเลขต่อๆกันเป็นวง การนับเลข 1-20 (แบบมีเงื่อนไข) แบ่งทีมเล่นเกมส์วิ่งเปรี้ยว วิ่งไล่จับ เล่นซ่อนแอบแบบคนหาต้องปิดตาและไม่ใช้เสียง งูกินหาง มังกรลอดถ้ำ และกิจกรรมละลายพฤติกรรมอื่นๆ ช่วงบ่ายก็จะมีการปั้นดินน้ำมันเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เพื่อแทนตัวเอง จากนั้นเล่าให้เพื่อนฟัง และก่อนกลับให้ทีมแข่งกันกระโดดกบไปเอารองเท้า
เหนื่อยสายตัวแทบขาด จะบ้าตาย แต่ก็สนุกดี น้องๆ เล่นกิจกรรมที่เก่าที่นำมาดัดแปลงให้เป็นรูปแบบใหม่ๆ ที่ตนเองยังไม่เคยเล่นมาก่อน ก็ทำให้สามารถละลายพฤติกรรมได้เป็นอย่างดี (เดี๋ยวจะเล่าบรรยากาศให้ฟังในบันทึกนี้ หลังจบค่าย จะมาแก้ไขบันทึกอีกครั้ง ไม่ต้องห่วงครับ เพราะผมจดไว้ อิอิ)