ออกพรรษาที่ผ่านมา (3-4 ตุลาคม 2552) ผมได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองเลยมาครับ และทุกครั้งที่กลับบ้านจะต้องกลับไปสัมผัสกับกลิ่นอายของบรรยากาศพื้นเมืองที่อบอุ่น โดยเฉพาะการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวของพ่อแม่ (ปู่ ย่า) ช่วงนี้ปิดเทอม ก็เลยพาลูกไปฝากปู่กับย่า และอาช่วยเลี้ยง

ผมออกเดินทางออกจากกรุงเทพ เช้าวันเสาร์ ไปถึงเมืองเลยประมาณบ่ายแก่ๆ เกือบเย็น ช่วงนั้นน้องสาวเพิ่งกลับจากทำสวนได้เก็บพืชพื้นเมืองมาให้ เป็น “ยอดหนามผะหญ่า” หรือ “ผักคะยา” ครับ ยอดมีลักษณะคล้ายยอดส้มป่อย หรือชะอม แต่มีหนามคมและละเอียดกว่า เวลาเก็บอาจต้องใส่ถุงมือ ถ้าไม่ระวังอาจทำให้หนามบาดมือได้ ใช้กินเป็นผักแนมแบบสดๆ ไม่ต้องต้มหรือนึ่ง โดยกินกับน้ำพริก ป่น ลาบ แกงคั่ว ห่อหมกต่างๆ อาหารรสจัดต่างๆ หรือแม้กระทั่งจิ้มกับปราร้าสดก็ได้ รสชาติ เปรี้ยวอมมัน วันนั้นเราก็กินกับหมกหน่อไม้ ซึ่งหมกหน่อไม้ที่ทำกินก็เป็นสูตรง่ายๆ เพียงแค่นำหน่อไม้มาสับหรือขูดให้เป็นเส้น หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนใหญ่จะใช้หน่อไม้ไร่ ที่ต้องต้มให้จืดเสียก่อน จากนั้นก็นำมาคลุกกับน้ำใบย่านางคั้น ตะไคร้บุบ พริกบุบ บางสูตรอาจใส่มะแค้ง (มะแข่วน) ด้วยก็ได้ เพื่อเพิ่มกลิ่นให้หอม ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้า เท่านั้น บางสูตรอาจจะใส่หมูสามชั้นด้วยจากนั้นห่อด้วยใบต้องแล้วนำไปนึ่งให้สุก แกะห่อออกใส่จานกินกับข้าวเหนียวร้อนๆ

เช้าวันรุ่งขึ้นผมออกเดินตลาดสด ริมแม่น้ำเลยกะว่าจะหาซื้ออะไรที่เป็นของพื้นเมือง ซักหน่อย แล้วก็ไม่ผิดหวัง เจอหลายอย่าง ทั้งรถด่วน ดักแด้ เห็ดต่างๆ แต่ของพวกนี้ในจังหวัดอื่นๆเค้าก็มี ผมไปสะดุดอยู่ตรง “ผักใส่” หรือมะระขี้นกนั่นเอง “ผักใส่” หรือ มะระขี้นกพันธ์นี้พืชชนิดนี้ผมคิดว่าจังหวัดอื่นๆ ไม่น่าจะมี เท่าทีสอบถามเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องคนที่รู้รัก ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือหรือภาคอีสานปรากฏว่ายังไม่เคยเห็น หรืออาจจะมีแต่ผมอาจจะไม่เคยเห็นก็ได้ ลักษณะจะแตกต่างจากมะระขี้นกของภาคกลาง (ผักไห่ : http://www.doctor.or.th/node/3415) โดยสีของมันจะออกเขียวอ่อนจนถึงเหลืองถึงแดง ผิวเรียบกว่าและมีสันเป็นเส้นเหลี่ยมประมาณ 8-10 แฉก ลูก “ผักใส่” นี้ เวลากินจะต้องทำให้สุกก่อน จะได้รสชาติที่ดีกว่า หลังจากที่ต้มหรือนึ่งแล้ว (ต้องไม่ให้เปื่อยมาก) จะมีรสหวานมัน อมขมเล็กน้อย กินเป็นผักแนมกับ น้ำพริก ป่น ลาบ แกงคั่ว ห่อหมกต่างๆ เช่นเดียวกับผักแนมชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังนำใปใส่แกงได้ด้วย เช่น แกงอ่อม แกงคั่ว เป็นต้น
ช่วงนี้ใครที่มีโอกาสไปเที่ยวเมืองเลย ผมอยากให้ลองชิมพืชผักทั้ง 2 ชนิดนี้ด้วยครับ น่าจะหาซื้อได้ง่าย แต่ราคาก็พอสมควร จากภาพผมซื้อมาในราคากองละ 20 บาทครับ
ข้อมูลทางวิชาการ จาก

ชื่อ ผักปู่ย่า
2. ชื่ออื่น ทะเน้าซอง หนามปู่ย่า (เหนือ) ช้าเลือด (ทั่วไป) ผักกาดย่า (ปราจีนบุรี) ผักขะยา (นครพนม) ผักคายา (เลย)
3. ชื่อวิทยาศาสตร์ Caesalpinia mimosoides Lamk.
4. วงศ์ CAESALPINIACEAE
5. ชื่อสามัญ -
6. แหล่งที่พบ พบทุกภาคของประเทศ
7. ประเภทไม้ เป็นไม้เลื้อย
8. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น เป็นไม้เลื้อยลำต้นตั้งตรงหรือพันกับไม้อื่น สูงกว่า 1 เมตร. ลำต้นมีหนามแหลมจำนวนมากทั้งลำต้น และใบ ยอดอ่อนสีน้ำตาลแดง
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบยาว 25-30 ซม. ใบมี 10-30 คู่ และแตก ออกไปอีก 10-20 ซม. ก้านใบสีแดงมีหนามแหลมตามกิ่งก้านทั่วไป ใบลักษณะกลมมนขนาดกว้างประมาณ 4 มม. ใบสามารถหุบเข้าหากันได้เมื่อสัมผัส ใบและช่อดอกมีกลิ่นฉุนรุนแรง
ดอก เป็นช่อยาว 20-40 ซม. ดอกสีเหลืองบานในช่วงฤดูหนาว ขนาดดอกยาว 1.2-2 ซม. กว้าง 1-1.8 ซม.
ผล เป็นฝักบวมพอง มีหนามเล็กๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือ ภายในมีเมล็ด 2 เมล็ด
9. ส่วนที่ใช้บริโภค ยอดอ่อน ใบอ่อน
10. การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
11. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม บริเวณป่าละเมาะ ป่าเต็งรัง ป่าผสมผลัดใบและบริเวณชายป่า
12. ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ฤดูฝน
13. คุณค่าทางอาหาร ยังไม่มีข้อมูล
14. การปรุงอาหาร ยอดรับประทานกับซุปหน่อไม้ หรือซอยใส่กับลาบ
15. ลักษณะพิเศษ สรรพคุณทางยา บำรุงเลือด แก้วิงเวียน
16. ข้อควรระวัง -
17. เอกสารอ้างอิง
เต็ม สมิตินันทน์. 2523. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (ชื่อพฤกษศาสตร์-ชื่อพื้นเมือง). กรมป่าไม้ 379 หน้า.
วัชรี ประชาศรัยสรเดช. 2542. ผักพื้นเมือง เหนือ อีสาน ใต้. 81 หน้า.
สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2542. ผักพื้นบ้านภาคอีสาน 302 หน้า.
สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2542. ผักพื้นบ้านภาคเหนือ 280 หน้า.
สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล กระทรวงศึกษาธิการ. ผลการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการผักพื้นบ้านอาหารธรรมชาติอีสาน ครั้งที่ 2. 177 หน้า.
ข้อมูลทางวิชาการจาก และ http://www.fortunecity.com/campus/springbank/677/std1/P15.html
ชื่อ "ผักปู่ย่า" วงศ์
"LEGUMINOSAE"
ชื่อวิทยาศาสตร์ "Caesalpinia mimosoides Lamk."
ชื่อพื้นเมือง"ผักปู่ย่า หนามปู่ย่า(เหนือ)
ช่าเลือด(กลาง)
ทะเน้าซอง(เหนือ) ผักกาดย่า(ปราจีนบุรี) ผักขะยา(นครพนม) ผักคายา(เลย)
ผักกาดย่า(อุดรธานี-อีสาน)"
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ผักปู่ย่าเป็นชื่อพื้นเมืองทางเหนือจากการศึกษาพบว่าผักชนิดนี้ชาวเหนือและชาวอีสานรับประทานเป็นผัก
ชาวบ้านนิยมรับประทาน
และมีจำหน่ายในตลาดสดชาวเหนือมีตำนานเล่าเรื่องสั้นต่อกันมาว่ามีสองเฒ่าสามี
และภรรยาเดินไปทำนาระหว่างทางทั้งสองได้พักรับประทานหลังจากรับประทานผักนี้เข้าไปรู้สึกว่ามีแรงมีพละ
กำลังเพื่มขึ้นจึงทำให้เรื่องนี้เล่าลือกันต่อมาทำให้คนรุ่นหลังรู้จักและเก็บผักนี้มารับประทานต่อกันเรื่อยมาและ
ชาวบ้านจึงเรียกผักนี้เพื่อการระลึกถึงผู้ที่เริ่มรับประทานก่อนว่า"ผักปู่ย่า"ส่วนชาวอีสานเรียกผักนี้ว่า"ผักกาด
ย่า" ผักปู่ย่าเป็นไม้เถา
ลำต้นตั้งตรงหรือเลื้อยพันต้นไม้อื่นสูงมากกว่า 1 เมตร
ลำต้นมีหนามแหลมมากมาย
ทั้งลำต้นใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเป็นคู่ข้ามกัน ก้านใบยาว 25-40
ซม. ใบย่อยมี 10-30คู่และแตก
ออกไปอีก 10-20 คู่ กว้าง 4 มม. ก้านใบสีแดง
มีหนามแหลมตามกิ่งก้านทั่วไป ดกเป็นดอกช่อยาว 20-40 ซม.
ดอกสีเหลืองดอกบานในช่วงฟดูหนาวดอกยาว1.2-2 ซม.
กว้าง1-1.5-8ซม.ลักษณะเป็นแผ่นแบนและ
ปลายเรียวแหลม ผลเป็นฝักขนาดเท่าหัวแม่มือภายในมีเมล็ด 2 เมล็ด
ใบและช่อดอกมีกลิ่นฉุนรุนแรงคล้าย
กลิ่นแมงกะแท้หรือแมงดา
ชาวบ้านว่าผักปู่ย่ามีกลิ่นหอมหอมนวลน่ารับประทาน
การปลูก
ผักปู่ย่าพบขึ้นในแหล่างธรรมชาติ บริเวณป่าละเมาะ ป่าเต็งรัง ป่าผสม
ผลัดใบและปริเวณชายป่า ทีรกร้าง
ชอบขึ้นรวมกับต้นไม้อื่น ๆ ขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด
ประโยชน์ทางยา ไม่มี
ประโยชน์ทางอาหาร
ส่วนที่เป็นผัก/ฤดูกาล
ยอดอ่อนใบอ่อนและดอกของผักปู่ย่ารับประทานเป็นผักได้
ยอดอ่อนและใบอ่อนผลิออก
ในช่วงฤดูฝนส่วนดอกพบในฤดูหนาว(เดือนตุลาคม-เดือนกุมภาพันธ์)การปรุงอาหารชาวเหนือรับประทานยอด
อ่อนใบอ่อนของผักปู่ย่าเป็นผักสดกับน้ำพริกหรือซอยใส่กับลาบส่วนดอกและยอดอ่อนำไปปรุงเป็น"ส้มตำ"ได้
โดยปรุงร่วมกับมะเขือแจ้ยอดมะม่วงและเครื่อปรุงรสหลายชนิด
รสและประโยชน์ต่อสุขภาพ
รสของยอดอ่อนและดอกมีรสเปรี้ยวฝาดเผ็ดร่วมกัน
สวัสดีครับท่านไทเลย ยังจำรสชาติของผักปู่ย่าได้ดีครับ แซ่บ ๆ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ คุณนายก้ามกุ้ง
ที่มาเยี่ยมเยือนกันครับ อย่าลืมมากินผักใส่เมืองเลยเด้อ