
ตำนานเมืองพนานต์ บ่งบอกไว้ว่า ได้มาแต่ปางเมื่อพระมหาเถระเจ้า ผู้ทรงสมณศักดิ์ที่พระ อุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) คราเสด็จไปเปิดโรงเรียน "อุดมวิทยากร" สอนหนังสือไทยขึ้นที่เมืองพนานิคม ณ วัดศรีโพธิชยารามคามวดี หรือวัดศรีโพธิ์ชัยก็เรียก ในปี พ.ศ. 2440 โดยที่ได้เห็นรูปลักษณ์ของพระพุทธรูปในโบสถ์ มีความงดงามสมตามที่เรียกกันว่า พระเหลา และพุทธศาสนิกชนเรียกว่า "วัดพระเหลา" แทนวัดศรีโพธิ์ชัยไปด้วย เพื่อเป็นศิริมงคล เจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านจึงขนานนามให้เป็นทางการว่า "วัดพระเหลาเทพนิมิต" ตั้งแต่ พ.ศ. 2440 เป็นต้นมา ซึ่งน่าจะหมายถึงว่า มีพระพุทธรูปงามคล้ายหล่อเหลา ดุจดังเทวดานิมิต (สร้าง) ไว้ประดิษฐานอยู่ เหตุปัจจัยให้เห็นเช่นนั้น คือเห็นว่า วัดพระเหลาเทพนิมิต ถูกตั้งเป็นทางการ เมื่อเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) ได้มาขนานนามให้ใน พ.ศ. 2440 เป็นต้นมา ทั้งนี้ โดยที่ปรากฏจากประวัติของพระยาวิจิตรธรรมปริวัตร (คำ พรหมกสิกร) เจ้าคุณอาว์ของข้าพเจ้า ว่า ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีโพธิ์ชัยในเมืองนี้ หมายถึงเมืองพนานิคมบ้านเกิดของท่าน เมื่ออายุได้ 11 ขวบปี ในพ.ศ. 2426 แสดงว่าก่อน พ.ศ. 2440 วัดพระเหลายังไม่ได้ชื่อเป็นทางการ ครั้นกาลผ่านมานับถอยหลัง ไปตั้งหลัก ก่อนพ.ศ. 2240 ที่วัดศรีโพธิ์ชัยได้ก่อสร้างขึ้นมา ก็เป็น เวลาร่วม 200 ปี แล้วถูกลืมโดยอิทธิพลแห่งความงามของพระเหลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2254 เป็นต้นมา ผู้ให้กำเนิดเมืองพนานิคม บ้านพระเหลา ได้ตั้งอยู่โดยความเป็นปึกแผ่น ต่อมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2254 จนถึง พ.ศ. 2420 ซึ่งใน พ.ศ. 2420 นี้นั้น ได้มีกระทาชายนายหนึ่ง นามกรว่า "เชียงจำปา" บ้านเกิดเมืองบิดรมารดาของท่าน อยู่บ้านเวียง ตำบลกระเดียน อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ได้ไปทำราชการอยู่กับ พระเทพวงษา (บุญสิง) เจ้าเมืองเขมราฐ ได้รับตำแหน่งเป็นเพี้ยเมืองจันทร์ ซึ่งเป็นตำแหน่งหนึ่งในหลายตำแหน่งของข้าราชการหัวเมืองในสมัยโบราณ เชียงจำปา ว่าที่เพี้ยเมืองจันทร์ ได้พาเพี้ยตัวเลขและไพร่ของตัวมาสมัครอยู่กับเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงษ์ เจ้าเมืองอุบลราชธานี เพี้ยเมืองจันทร์ ได้เรียนเจ้าพรหมเทวาฯ เจ้าเมืองอุบลฯ ว่า ในย่านบ้านพระเหลา นั้น มีหลายหมู่บ้านมีประชาชนพลเมืองมาก สมควรจะยกฐานะบ้านใดบ้านหนึ่งขึ้นเป็นเมืองได้ เจ้าพรหมเทวาฯ เห็นพ้องด้วย จึงได้พาเพี้ยเมืองจันทร์ ลงไปกรุงเทพฯ เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานยกบ้านพระเหลาขึ้นเป็นเมือง โดยให้ขึ้นอยู่ในแขวงเมืองอุบลราชธานี และขอแต่งตั้งเพี้ยเมืองจันทร์ (เชียงจำปา) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญามาตราตั้งให้ยกฐานะบ้านพระเหลาขึ้นเป็นเมือง นามว่า "เมืองพนานิคม" โปรดเกล้าฯให้เพี้ยเมืองจันทร์ เป็นพระจันทวงษา ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง ให้ท้าวอินทจักร์ เป็นอุปฮาด ท้าวไชยแสง (บุตรพระจันทวงษา) เป็นที่ราชวงษ์ ให้ท้าวทองสิงห์ เป็นราชบุตร ท้าวอุปชัย เป็นผู้ช่วยเมืองพนานิคม ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2421 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อเชียงจำปา ได้รับโปรดเกล้าจากเพี้ยเมืองจันทร์ เป็นที่พระจันทวงษา ให้เป็นเจ้าเมืองพนานิคมแล้ว ได้ตั้งท้าว ตั้งเพี้ย ขึ้นเป็นเสมียนพนักงานและเป็นเส้นนายแขวง ด้วยการจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญขึ้นตามธรรมเนียม มีบายศรี 8 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง 12 บาทบ้าง มากกว่านั้นบ้าง เพื่อรวบรวมเงินบายศรี ไว้ใช้ในราชการ และทำนุบำรุงบ้านเมืองต่อไป พระบรมราโชบายการปกครอง นับตั้งแต่สมัยรัชการพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา จนถึงรัชกาลที่ 5 ยุคต้นๆ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบรมราโชบายทางการปกครองในภูมภาคนี้ ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ให้ทางราชการดำเนินการเกลี้ยกล่อม กวาดต้อนผู้คนให้มารวมกันเป็นปึกแผ่น ถ้ามีจำนวนมากพอสมควรก็โปรดเกล้าฯ ตั้งเป็นเมือง ผู้ที่สามารถรวบรวมผู้คนได้ มีผู้เคารพนับถือมาก ก็จะได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเรียกวิธีการดังกล่าวว่า "เป็นรัฎฐาภิปาลโนบายอย่างประเสริฐ" ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสมมากในยุคนั้น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร. 5 พ.ศ. 2421 โปรดเกล้าให้ตั้งบ้านพระเหลาขึ้นเป็นเมืองพนานิคม ขึ้นตรงต่อเมืองอุบลราชธานี และโปรดเกล้าให้เพี้ยเมืองจันทร์ (เชียงจำปา) เป็นเจ้าเมืองที่พระจันทวงษา พระจันทวงษาสร้างวัดบูรพา พ.ศ. 2430 พระจันทวงษา ได้สร้างวัดขึ้นทางด้านทิศตะวันออกของเมืองพนานิคม เหนือจุ้มบ้านน้อยของพ่อเฒ่าอ่วม เรียกว่า วัดบูรพา ชาวบ้านเรียกว่า วัดน้อย คู่กับวัดใหญ่ คือวัดพระเหลา ได้นิมนต์พระครูปุปัชฌาย์อ่อน เป็นเจ้าอาวาส พระจันทวงษาถึงแก่อนิจกรรม พ.ศ. 2434 พระจันทวงษา เจ้าเมืองพนานิคม ได้ถึงแก่อนิจกรรม ด้วยโรคชรา มีศิริมายุ 80 ปีเศษ เมืองพนานิคม ว่างเจ้าเมือง เจ้าเมืองคนแรกคือ พระจันทวงษา (เชียงจำปา) เป็นผู้ริเริ่มหรือบุกเบิกให้บ้านพระเหลา ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมือง และตัวท่านเองก็ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองในโอกาสเดียวกันนั้นด้วย พระจันทวงษา ได้ปฏิบัติบริหารราชการสนองคุณชาติบ้านเมืองด้วยความเรียบร้อย ไม่มีด่างพร้อยมัวหมอง ปกครองอาณาประชาราษฎร ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ร่วม 13 ปี และแล้วท่านก็ละโลก นี้ไปสู่ปรโลกตามกฎ อนิจจา วะตะ สังขารา แต่ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่าน ยังคงเป็นเกียรติประวัติสืบไป ไม่เสื่อมสูญ พระจันทวงษา ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองพนานิคม ตั้งแต่ พ.ศ. 2421 - 2434 จึงถึงแก่อนิจกรรม หลังจากนั้นได้ว่างเจ้าเมืองอยู่ถึง 2 ปี (พ.ศ. 2434-2436) ความเปลี่ยนแปลงของพนานิคม อุปฮาดไชย รักษาการในตำแหน่งเจ้าเมืองพนานิคม อยู่ 4 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2436-2440 ถูกราษฎรฟ้องฐานเรียกรับสินบน จนได้รับอาญาแผ่นดินถึงจำคุก ถูกปลดออกจากราชการ เจ้าเมืองพนานิคมจึงว่างลงอีกคำรบหนึ่ง พ.ศ. 2441 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ ข้าหลวงใหญ่ต่างพระเนตรพระกรรณ เจ้าผู้ครองเมืองอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเมืองเอก ได้ส่งท้าวอินทิสาร (กรมช้าง) มาเป็นข้าหลวงเมืองพนานิคม (โปรดสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งเจ้าเมืองมาเป็นข้าหลวง) ท้าวอินทิสาร (กรมช้าง) ดำรงตำแหน่งข้าหลวง เมืองพนานิคม อยู่ 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2441-2446 ในสมัยท้าวอินทิสารครองเมืองพนานิคม ได้เกิดศึกสะพือหรือกบฎผีบุญผีบาป ท้าวอินทิสารถูกจับไปฆ่า เพราะไม่เข้าด้วยกบฎ ครั้นเมื่อกรมช้าง ข้าหลวงเมืองพนานิคม ถูกพวกผีบุญผีบ้า จับไปฆ่าอย่างทารุณ กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ เจ้าผู้ครองเมืองอุบลราชธานี ได้ให้พระปทุมธานี ขุนนางนอกราชการ คุมพลประมาณหนึ่งพันเศษ มาปราบปรามกบฏร่วมกับฝ่ายทหาร และรักษาการในตำแหน่งข้าหลวงเมืองพนานิคมอยู่ 2 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2445-2447 จึงลาออกจากราชการ เมื่อพระปทุมธานีลาออก ข้าหลวงใหญ่ฯ จึงได้ให้ท้าวสุวรรณสาร ข้าราชการเมืองอุบลราชธานี มาเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งข้าหลวงเมืองพนานิคม ท่านผู้นี้ได้รักษาการอยู่ 1 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2447 ครั้น พ.ศ. 2448 ท้าวอุปชิต (กิ่ง สหนาม) บิดาอาจารย์เคลื่อน นิลสาขา(สหนาม) ได้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งข้าหลวงเมืองพนานิคม แทนท้าวสุวรรณสาร พ.ศ. 2452 ทางราชการได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองบ้านเมืองออก พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ โดยแบ่งหัวเมืองต่างๆ เป็นมณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน มีหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังนี้ เมืองใดเห็นว่า เหมาะสมที่จะเป็นที่ตั้งที่ว่าการมณฑล จังหวัด อำเภอ ก็ให้ตั้งเมืองนั้นเป็นมณฑล จังหวัด อำเภอ ถ้าเมืองใดเห็นว่า ไม่เหมาะที่จะเป็นอำเภอ ก็ให้ยุบลงไปเป็นตำบล และหมู่บ้าน ตามลำดับ ด้วยเหตุดังกล่าว ทางราชการจึงได้ยุบเมืองเกษมสีมา เมืองตระการพืชผล มารวมกับเมืองพนานิคม และตั้งเมืองพนานิคม เป็นอำเภอ "พนานิคม" ตั้งแต่พ.ศ. 2452 เป็นต้นมา และได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามกฎพระไตรลักษณ์ นายอำเภอคนแรกของอำเภอพนานิคม คือ ท้าวอุปชิต (กิ่ง สหนาม) พ.ศ. 2452 ทางราชการ ได้แต่งตั้งให้หลวงเทพนรินทร์ มาเป็นนายอำเภอพนานิคม ส่วนท้าว อุปชิต ให้ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดขวา และในปีเดียวกันนั้นเอง ทางจังหวัดได้ส่ง ขุนพันธ์สารทูล (ปุ้ย) มาเป็นปลัดขวาอำเภอพนานิคม แล้วให้ท้าวอุปชิต ไปดำรงตำแหน่งเป็นปลัดขวาอำเภอสุวรรณวารี (อำเภอโขงเจียมในปัจจุบัน) ศาลากลางเมืองพนานิคม เมื่อครั้งมีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นตรี ตั้งอยู่บริเวณตลาดในหมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1 ตำบลพนา บัดนี้ทั้งหมด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจากเมือง เป็นอำเภอ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอ และที่พักกรมการอำเภอ เสมียนพนักงานไปตั้งใหม่ที่โนนสร้างคำ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านพนา ครั้งกระโน้น ยังเป็นป่าดงดิบ หนาทึบมาก มีอาณาบริเวณติดกับดงขวาง (บ้านดอนขวัญ) ในปัจจุบันนี้ก็คือ บริเวณที่ตั้งโรงเรียนชุมชนบ้านพนา (อุดมวิทยากร) นั่นเอง ในปี พ.ศ. 2454 หลวงเทพนรินทร์ ได้ย้ายที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ จากเมืองพนานต์ ไปตั้งอยู่ท่าแก้งอ้อ ริมเซบกตำบลขามเบี้ย แต่ก็อยู่ที่นั้นได้เพียง 1 ปี เพราะในปีที่หลวงเทพนรินทร์ย้ายสถานที่ตั้งว่าการอำเภอนั้น ทางราชการได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ ขุนพนานิคมพิทักษ์ (ทับ ไศลบาท) มาดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอพนานิคม แทนหลวงเทพนรินทร์ในปี พ.ศ. 2454 นั่นเอง พ.ศ. 2457 ทางราชการเห็นว่า ที่ว่าการอำเภอพนานิคม ตั้งอยู่ในที่ไม่เหมาะสมแก่การปกครอง จึงให้ย้ายที่ว่าการไปตั้งที่ตำบลขุหลุ ซึ่งอยู่ห่างเดิม ไปทางทิศตะวันออก ระยะทาง 484 เส้น คงเรียกชื่อว่า อำเภอพนานิคม อยู่ตามเดิม พ.ศ. 2483 ให้เปลี่ยนชื่อจากอำเภอพนานิคม เป็นอำเภอตระการพืชผล สืบมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ส่วนอำเภอพนานิคม ได้สิ้นสภาพความเป็นอำเภอไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2457 เมื่อครั้งย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่ตำบลขุหลุ โดยยุบอำเภอพนาเป็นตำบลพนา
ครั้นในปี พ.ศ. 2481 ชาวพนาที่รักบ้านเกิด
เมืองมาตุภูมิของตน ได้ร่วมกัน ทำการยื่นเรื่องราว เป็นหนังสือเสนอต่อทางราชการนายอำเภอตระการพืชผลซึ่งตนขึ้นอยู่ในเขตการปกครอง เพื่อร้องขอให้ พิจารณาดำเนินการยกฐานตำบลพนาขึ้นเป็นกิ่งอำเภอ ผู้ปิดทองหลังองค์พระปฏิมา กาลล่วงเลยมาจนถึงสมัย พ่อขุนเกษมสมบัติ (ปิ่น มีสุข) มาดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอตระการพืชผล เสียงเพรียกเรียกร้องขอยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอของชาวพนา ได้ดังเซ็งแซ่ขึ้นมาอีกวาระหนึ่ง ในที่สุดความฝันที่ชาวพนาตั้งตาคอยมาร่วม 13 ปี ก็กลายเป็นความจริง เมื่อทางราชการได้ออกกฤษฎีกา ประกาศยกฐานะตำบลพนา ขึ้นเป็นกิ่งอำเภอพนา อำเภอตระการพืชผล ตามคำขอของนายอำเภอตระการพืชผล โดยมีนายเติม ภาแก้ว ปลัดอำเภอตรี เป็นเจ้าของเรื่อง พระราชกฤษฎีกาประกาศยกฐานะเป็นกิ่งพนา อำเภอตระการพืชผล เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2494 มีตำบลในเขตปกครอง 5 ตำบล คือ (1) ตำบลพนา (2) ตำบลจานลาน (3) ตำบลไม้กลอน (4) ตำบลลือ (5) ตำบลห้วย ต่อมาทางราชการได้ยกฐานะกิ่งอำเภอพนา ขึ้นเป็นอำเภอพนา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2501 และได้ยกหมู่บ้านนาหว้า เป็นตำบลนาหว้า ขึ้นอีก 1 ตำบล รวมเป็น 6 ตำบล และปัจจุบันถูกยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอปทุมราชวงศา วิวัฒนาการต่อมา อำเภอปทุมราชวงศา และอำเภอพนา ก็ได้แยกการปกครองจากจังหวัดอุบลราชธานี ไปขึ้นตรงต่อจังหวัดอำนาจเจริญ ตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งได้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 110 ตอนที่ 125 ลงวันที่ 2 กันยายน 2536 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 ธันวาคม 2536 เป็นจังหวัดที่ 75 ของประเทศไทย
คัดลอกมาจากประวัติเมืองพนา
เนื้อหาน่าสนใจ ภาพประกอบเหมาะสม เยี่ยมมากครับ