สารถีรถม้ากลุ่มแรกๆนั้นเป็นแขกปาทาน(มุสลิมที่มาจากปากีสถาน-แต่อย่างไรก็ตามมุสลิมหลายท่านเห็นว่า คำว่า แขก นั้นไม่เหมาะสมจะใช้เรียกแทนชาวมุสลิม)
ชาวมุสลิมในลำปาง

ภาพหมู่ถ่ายหน้าสถานอบรมศีลธรรม เยาวชนมุสลิมลำปาง ไม่ปรากฏปีที่ถ่าย
[ที่มา : มัสยิดอัลฟลาฮฺ]
[ที่มา : มัสยิดอัลฟลาฮฺ]
อิสลาม มีรากศัพท์ คือ สิลมฺ และ สลาม ซึ่งหมายถึง สันติภาพ[1] ขณะที่มุสลิม แปลว่าผู้ที่ยอมจำนวนต่อพระอัลลอฮ์ ว่ากันว่าศาสนาอิสลามและวิถีปฏิบัติของมุสลิมนั้นแทบจะแยกจากกันไม่ออก ฉะนั้นการที่จะทำความรู้ความเข้าใจพี่น้องมุสลิมลำปางก็คงต้องไม่ละเลยความละเอียดอ่อนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน แม้ ศาสนาอิสลาม จะถือกำเนิดในบริเวณตะวันออกกลาง โดยมีท่านนบีมุฮัมมัด เป็นพระศาสดา แต่ก็มีมุสลิมที่รับความเชื่อดังกล่าวกระจายอยู่ทั่วโลก
ขณะที่พุทธศาสนานับปฏิทิน เริ่มต้นพุทธศักราชที่ 1 เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน แต่ศาสนาอิสลามนับตั้งแต่ การอพยพ(ฮิจญ์เราะห์)จาก มักกะฮ์ เมื่อ พ.ศ.1165[2] ศาสนาอิสลาม เคยเป็นแหล่งความรู้อันยิ่งใหญ่สาขาหนึ่งของโลก(ที่ได้รับการสืบทอดจากอารยธรรมเก่าแก่ของโลกและประยุกต์มาเป็นของตนเอง)
ตัวอย่างสำคัญก็คือ เลขอารบิค วิชาคณิตศาสตร์ วิชาดาราศาสตร์ วิชาคำนวณต่างๆ วิชาสถาปัตยกรรม(ล่าสุดมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาร์คโค้งในงานสถาปัตยกรรมไทยนั้น น่าจะได้เทคโนโลยีจากมุสลิมที่มีบทบาทในราชสำนักอยุธยา มากกว่าจะมาจากฝรั่งเศสด้วยซ้ำ) ทำให้ศาสนาอิสลามมีระบบความคิด ความเชื่อเป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่ง แต่ในปัจจุบันศาสนาอิสลามถูกมองด้วยอคติหลายๆชั้น จนอาจกลายเป็นกำแพงสร้างความเข้าใจผิดระหว่างกันได้
หากไม่นับอาณาจักรปัตตานีแล้ว ชาวมุสลิมได้เข้ามาสยามประเทศตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีการค้นพบหลักฐานติดต่อจาก พระเจ้าไซนูล อาบีดีน แห่งประเทศแคชมีร์[3] แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดถึงการเข้ามาของมุสลิมกับล้านนาประเทศ(แน่นอนว่าการติดต่อกับวัฒนธรรมอิสลามก็นำความเปลี่ยนทางศิลปะและเทคโนโลยีสำคัญให้แก่กรุงศรีอยุธยาด้วย ซึ่งความมั่งคั่งรุ่มรวยนี้เองอาจเป็นสิ่งที่ล้านนาประเทศขาดไป)
ขณะที่พุทธศาสนานับปฏิทิน เริ่มต้นพุทธศักราชที่ 1 เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน แต่ศาสนาอิสลามนับตั้งแต่ การอพยพ(ฮิจญ์เราะห์)จาก มักกะฮ์ เมื่อ พ.ศ.1165[2] ศาสนาอิสลาม เคยเป็นแหล่งความรู้อันยิ่งใหญ่สาขาหนึ่งของโลก(ที่ได้รับการสืบทอดจากอารยธรรมเก่าแก่ของโลกและประยุกต์มาเป็นของตนเอง)
ตัวอย่างสำคัญก็คือ เลขอารบิค วิชาคณิตศาสตร์ วิชาดาราศาสตร์ วิชาคำนวณต่างๆ วิชาสถาปัตยกรรม(ล่าสุดมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาร์คโค้งในงานสถาปัตยกรรมไทยนั้น น่าจะได้เทคโนโลยีจากมุสลิมที่มีบทบาทในราชสำนักอยุธยา มากกว่าจะมาจากฝรั่งเศสด้วยซ้ำ) ทำให้ศาสนาอิสลามมีระบบความคิด ความเชื่อเป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่ง แต่ในปัจจุบันศาสนาอิสลามถูกมองด้วยอคติหลายๆชั้น จนอาจกลายเป็นกำแพงสร้างความเข้าใจผิดระหว่างกันได้
หากไม่นับอาณาจักรปัตตานีแล้ว ชาวมุสลิมได้เข้ามาสยามประเทศตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีการค้นพบหลักฐานติดต่อจาก พระเจ้าไซนูล อาบีดีน แห่งประเทศแคชมีร์[3] แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดถึงการเข้ามาของมุสลิมกับล้านนาประเทศ(แน่นอนว่าการติดต่อกับวัฒนธรรมอิสลามก็นำความเปลี่ยนทางศิลปะและเทคโนโลยีสำคัญให้แก่กรุงศรีอยุธยาด้วย ซึ่งความมั่งคั่งรุ่มรวยนี้เองอาจเป็นสิ่งที่ล้านนาประเทศขาดไป)
อ้างอิงจาก
1. เว็บไซต์ http://www.muslimthai.com
2. อ้างอิงจาก อาจารย์บรรจง บินกาซัน เว็บไซต์ http://www.thaimuslimshop.com
การเคลื่อนย้ายเข้าสู่นครลำปาง
ดังที่กล่าวมาแล้วว่ามีชาวมุสลิมกระจายอยู่ทั่วโลก การเข้ามาของมุสลิมในลำปางจึงไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียว ทั้งยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นระบบเท่าใดนัก แต่จากบทสัมภาษณ์อาจกล่าวเบื้องต้นได้ว่า ชาวมุสลิมในลำปางรุ่นแรกๆนั้นน่าจะสืบเนื่องมาจาก ปัญหาการเมืองในกลุ่มประเทศอินเดียที่มีการแยกเป็น อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ(และจะมีผลต่อการอพยพมาของชาวอินเดียซิกข์-ฮินดูด้วย)
1. เว็บไซต์ http://www.muslimthai.com
2. อ้างอิงจาก อาจารย์บรรจง บินกาซัน เว็บไซต์ http://www.thaimuslimshop.com
การเคลื่อนย้ายเข้าสู่นครลำปาง
ดังที่กล่าวมาแล้วว่ามีชาวมุสลิมกระจายอยู่ทั่วโลก การเข้ามาของมุสลิมในลำปางจึงไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียว ทั้งยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นระบบเท่าใดนัก แต่จากบทสัมภาษณ์อาจกล่าวเบื้องต้นได้ว่า ชาวมุสลิมในลำปางรุ่นแรกๆนั้นน่าจะสืบเนื่องมาจาก ปัญหาการเมืองในกลุ่มประเทศอินเดียที่มีการแยกเป็น อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ(และจะมีผลต่อการอพยพมาของชาวอินเดียซิกข์-ฮินดูด้วย)
ภาพหมู่ถ่ายหน้ามัสยิดอัลฟลาฮ ไม่ทราบปีที่ถ่าย
[ที่มา : มัสยิดอัลฟลาฮฺ]
มีการระบุว่า เคยมียามรักษาความปลอดภัยให้แก่คุ้มหลวงเจ้าผู้ครองนครลำปางด้วย(อาจจะมากับฝรั่งอังกฤษที่เป็นทั้งเจ้าอาณานิคมที่อินเดีย และพ่อค้าไม้เจ้าสำคัญในลำปาง) ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับคำบอกเล่าที่ว่า สารถีรถม้ากลุ่มแรกๆนั้นเป็นแขกปาทาน(มุสลิมที่มาจากปากีสถาน-แต่อย่างไรก็ตามมุสลิมหลายท่านเห็นว่า คำว่า แขก นั้นไม่เหมาะสมจะใช้เรียกแทนชาวมุสลิม)
มัสยิดหลังแรกก็สร้างบริเวณประตูหัวเวียง ใกล้วัดหัวเวียง(คือวัดเชตวันในปัจจุบัน) ปัจจุบันได้สร้างตึกแถวให้เช่า (เพื่อนำรายได้สมทบกับมัสยิดอัลฟลาฮ)อยู่ใกล้ๆกับร้านกล้วยปิ้งนภา ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ใกล้กับคุ้มหลวงนั่นเอง ขณะที่ชาวมุสลิมประกอบอาชีพเป็นสารถีรถม้าโดยสาร พื้นที่บริเวณบ้านดอนปาน(บริเวณตรงข้ามโรงเรียนอรุโณทัย ปั๊มร้างปัจจุบัน)ก็เป็นอู่รถม้าสำคัญแห่งหนึ่ง[1] แต่ในเวลาต่อมาอาชีพดังกล่าวก็ตกเป็นของคนพื้นเมืองไปในที่สุด
นอกจากนั้นยังมี ชาวมุสลิมจากบังกลาเทศ(เรียกว่า บังกาดี) มุสลิมมลายูจากอยุธยา มุสลิมจากจีน(ที่เรียกกันว่า จีนฮ่อ)[2] แน่นอนว่าแต่ละแห่งก็มีรายละเอียดชีวิตที่ต่างกันไปอีก ซึ่งไม่สามารถจะเหมารวมได้ว่า มุสลิมลำปางเป็นอย่างได้อย่างตายตัว

ห้องเรียนศาสนา บริเวณมัสยิดอัลฟลาฮฺ
ตำแหน่งแห่งหนของพี่น้องมุสลิมลำปาง
มัสยิด คือ สถานที่ที่มุสลิมปฏิบัติศาสนกิจร่วมกัน เช่น การละหมาด ซึ่งตามตัวอักษรแปลว่า สถานที่ก้มกราบต่อพระเจ้าในอิสลาม นอกจากนั้นยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน เพื่อเป็นสถานที่ประชุม เพื่อกิจกรรมทางศาสนาการศึกษาและสังคม ในลำปางก็ได้แก่ มัสยิดอัลฟลาฮ ตรงข้ามกับวัดศรีชุม ต.หัวเวียง และแห่งที่สอง คือ สุเหร่าแดง บริเวณหลังวัดพระเจ้าทันใจ ต.บ่อแฮ้ว บริเวณสุสานมุสลิม ที่เรียกกันว่า กุโบร์ ตั้งอยู่บริเวณข้างสำนักงานประปาส่วนภูมิภาค ลำปาง ตรงข้ามวัดป่ารวก
ย่านที่อยู่อาศัยของมุสลิมลำปาง มักจะสอดคล้องกับอาชีพการเลี้ยงสัตว์อันได้แก่ วัว แพะ ที่ต้องอาศัยบริเวณพอสมควร ดังปรากฏพื้นที่ใหญ่ได้แก่บริเวณ ปงแขก บ้านวังหม้อ ต.ต้นธงชัย ริมแม่น้ำวังที่มีการเลี้ยงวัวกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งนี้ยังมีบริเวณหมู่บ้านสุขสวัสดิ์ ต.พระบาท บริเวณแยกเพ็ญทรัพย์ ต.สบตุ๋ย บริเวณทางขึ้นวัดม่อนพระยาแช่
ย่านอาหารการกินของมุสลิมลำปาง ผู้เรียบเรียงเคยรู้จักกับน้องนักศึกษาชาวมุสลิมท่านหนึ่ง ได้พาไปทาน ข้าวซอยอิสลาม ตีนสะพานรัษฎาภิเศก ฝั่งตำบลเวียงเหนือ ซึ่งข้าวซอยนับเป็นอาหารของชาวจีนฮ่อ(ซึ่งมีทั้งที่เป็นจีนมุสลิมและไม่ใช่จีนมุสลิม) ที่เข้ามาผสมผสานกับวิถีชีวิตคนพื้นเมือง จนกลายเป็นความเข้าใจผิดไปว่า เป็นอาหารพื้นเมืองของคนเหนือไปเสี เอาเข้าจริงแล้ววัฒนธรรมที่ปรากฏขึ้น เกิดจากการแลกเปลี่ยนถ่ายเทดังกล่าวนั่นเอง
นอกจากร้านข้าวซอยอิสลามแล้ว ร้านอาหารอิสลามในลำปาง ที่ได้รับการแนะนำในเว็บไซต์ http://www.halalthailand.com/ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับมัสยิดอัลฟลาฮ ได้แก่
[ที่มา : มัสยิดอัลฟลาฮฺ]
มีการระบุว่า เคยมียามรักษาความปลอดภัยให้แก่คุ้มหลวงเจ้าผู้ครองนครลำปางด้วย(อาจจะมากับฝรั่งอังกฤษที่เป็นทั้งเจ้าอาณานิคมที่อินเดีย และพ่อค้าไม้เจ้าสำคัญในลำปาง) ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับคำบอกเล่าที่ว่า สารถีรถม้ากลุ่มแรกๆนั้นเป็นแขกปาทาน(มุสลิมที่มาจากปากีสถาน-แต่อย่างไรก็ตามมุสลิมหลายท่านเห็นว่า คำว่า แขก นั้นไม่เหมาะสมจะใช้เรียกแทนชาวมุสลิม)
มัสยิดหลังแรกก็สร้างบริเวณประตูหัวเวียง ใกล้วัดหัวเวียง(คือวัดเชตวันในปัจจุบัน) ปัจจุบันได้สร้างตึกแถวให้เช่า (เพื่อนำรายได้สมทบกับมัสยิดอัลฟลาฮ)อยู่ใกล้ๆกับร้านกล้วยปิ้งนภา ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ใกล้กับคุ้มหลวงนั่นเอง ขณะที่ชาวมุสลิมประกอบอาชีพเป็นสารถีรถม้าโดยสาร พื้นที่บริเวณบ้านดอนปาน(บริเวณตรงข้ามโรงเรียนอรุโณทัย ปั๊มร้างปัจจุบัน)ก็เป็นอู่รถม้าสำคัญแห่งหนึ่ง[1] แต่ในเวลาต่อมาอาชีพดังกล่าวก็ตกเป็นของคนพื้นเมืองไปในที่สุด
นอกจากนั้นยังมี ชาวมุสลิมจากบังกลาเทศ(เรียกว่า บังกาดี) มุสลิมมลายูจากอยุธยา มุสลิมจากจีน(ที่เรียกกันว่า จีนฮ่อ)[2] แน่นอนว่าแต่ละแห่งก็มีรายละเอียดชีวิตที่ต่างกันไปอีก ซึ่งไม่สามารถจะเหมารวมได้ว่า มุสลิมลำปางเป็นอย่างได้อย่างตายตัว
ห้องเรียนศาสนา บริเวณมัสยิดอัลฟลาฮฺ
ตำแหน่งแห่งหนของพี่น้องมุสลิมลำปาง
มัสยิด คือ สถานที่ที่มุสลิมปฏิบัติศาสนกิจร่วมกัน เช่น การละหมาด ซึ่งตามตัวอักษรแปลว่า สถานที่ก้มกราบต่อพระเจ้าในอิสลาม นอกจากนั้นยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน เพื่อเป็นสถานที่ประชุม เพื่อกิจกรรมทางศาสนาการศึกษาและสังคม ในลำปางก็ได้แก่ มัสยิดอัลฟลาฮ ตรงข้ามกับวัดศรีชุม ต.หัวเวียง และแห่งที่สอง คือ สุเหร่าแดง บริเวณหลังวัดพระเจ้าทันใจ ต.บ่อแฮ้ว บริเวณสุสานมุสลิม ที่เรียกกันว่า กุโบร์ ตั้งอยู่บริเวณข้างสำนักงานประปาส่วนภูมิภาค ลำปาง ตรงข้ามวัดป่ารวก
ย่านที่อยู่อาศัยของมุสลิมลำปาง มักจะสอดคล้องกับอาชีพการเลี้ยงสัตว์อันได้แก่ วัว แพะ ที่ต้องอาศัยบริเวณพอสมควร ดังปรากฏพื้นที่ใหญ่ได้แก่บริเวณ ปงแขก บ้านวังหม้อ ต.ต้นธงชัย ริมแม่น้ำวังที่มีการเลี้ยงวัวกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งนี้ยังมีบริเวณหมู่บ้านสุขสวัสดิ์ ต.พระบาท บริเวณแยกเพ็ญทรัพย์ ต.สบตุ๋ย บริเวณทางขึ้นวัดม่อนพระยาแช่
ย่านอาหารการกินของมุสลิมลำปาง ผู้เรียบเรียงเคยรู้จักกับน้องนักศึกษาชาวมุสลิมท่านหนึ่ง ได้พาไปทาน ข้าวซอยอิสลาม ตีนสะพานรัษฎาภิเศก ฝั่งตำบลเวียงเหนือ ซึ่งข้าวซอยนับเป็นอาหารของชาวจีนฮ่อ(ซึ่งมีทั้งที่เป็นจีนมุสลิมและไม่ใช่จีนมุสลิม) ที่เข้ามาผสมผสานกับวิถีชีวิตคนพื้นเมือง จนกลายเป็นความเข้าใจผิดไปว่า เป็นอาหารพื้นเมืองของคนเหนือไปเสี เอาเข้าจริงแล้ววัฒนธรรมที่ปรากฏขึ้น เกิดจากการแลกเปลี่ยนถ่ายเทดังกล่าวนั่นเอง
นอกจากร้านข้าวซอยอิสลามแล้ว ร้านอาหารอิสลามในลำปาง ที่ได้รับการแนะนำในเว็บไซต์ http://www.halalthailand.com/ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับมัสยิดอัลฟลาฮ ได้แก่
1)ร้านอิรฟาน เมนูแนะนำคือ ก๋วยเตี๋ยว
2)จ๋ารีย๊ะ(ปักษ์ใต้) เมนูแนะนำคือ ข้าวหมกไก่และอาหารจานเดียว
3)ร้านอาหารมุสลิม เมนูแนะนำคือ ส้มตำ น้ำตก นอกจากนั้นยังมีร้านอื่นๆอีกได้แก่ ร้านข้าวหมกไก่อิสลาม บริเวณสี่แยกโรงฆ่าสัตว์ หรือโรตีที่หาได้ไม่ยาก โดยเฉพาะบริเวณหน้าเซเว่นอีเลเว่น สาขาตลาดอัศวิน

กุโบร์ ข้างสำนักงานประปาภูมิภาค ต.หัวเวียง
การปะติดปะต่อข้อมูลดังกล่าวทำขึ้นด้วยระยะเวลาอันจำกัด ซึ่งยังไม่ครบเครื่องและไม่รอบด้านเท่าที่ควร แต่ผู้เรียบเรียงเชื่อว่าน่าจะเป็นก้าวสั้นๆที่ชวนให้ชาวลำปาง พี่น้องชาวมุสลิมร่วมกันระบุความเป็นมาของตนเองร่วมกันในวันข้างหน้า ข้าพเจ้าหวังเช่นนั้น.
กุโบร์ ข้างสำนักงานประปาภูมิภาค ต.หัวเวียง
การปะติดปะต่อข้อมูลดังกล่าวทำขึ้นด้วยระยะเวลาอันจำกัด ซึ่งยังไม่ครบเครื่องและไม่รอบด้านเท่าที่ควร แต่ผู้เรียบเรียงเชื่อว่าน่าจะเป็นก้าวสั้นๆที่ชวนให้ชาวลำปาง พี่น้องชาวมุสลิมร่วมกันระบุความเป็นมาของตนเองร่วมกันในวันข้างหน้า ข้าพเจ้าหวังเช่นนั้น.
*เรียบเรียงจาก
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์,ชาวมุสลิมลำปาง ใน ฮู้คิง…ฮู้คนลำปาง,ลำปาง : บรรณกิจการพิมพ์.2548.
อ้างอิงจาก
สัมภาษณ์ ไพฑูรย์ ยอมาดา ชาวมุสลิมลำปาง วันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ณ มัสยิดอัลฟลาฮ ศรีชุม ต.หัวเวียง อ.เมือง ลำปาง
เว็บไซต์ www.halalthailand.com
เชิงอรรถ
[1] สัมภาษณ์ ไพฑูรย์ ยอมาดา ชาวมุสลิมลำปาง วันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ณ มัสยิดอัลฟลาฮ ศรีชุม ต.หัวเวียง อ.เมือง ลำปาง
[2] สัมภาษณ์ ไพฑูรย์ ยอมาดา,อ้างแล้ว


ไม่ทราบว่าพอมีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อร้านอาหารที่ระบุ ในลำปางแถวมัสยิดอัลฟาลาห์หรือเปล่าค่ะ
ให้เบอร์ กรรมการมัสยิด ลำปางไว้นะครับ
คุณลุงสุวัฒน์ บาบอ 0851241447 สอบถามกันเองนะครับ
ชุมพล