"ไทยโพสต์" หนังสือพิมพ์คุณภาพ 9 ตุลาคม 2552 ตีพิมพ์เรื่อง " " ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ขอความกรุณาแวะไปเยี่ยมชม "ไทยโพสต์" กันครับ
[ บทความคัดลอกจาก "ไทยโพสต์" ]
...
นักวิจัยจากสถาบันมะเร็ง สหรัฐเผยในเวทีประชุมโภชนาการนานาชาติที่กรุงเทพฯ โรคมะเร็งไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม แต่เกิดจากปัจจัยเสี่ยง การใช้ชีวิตและอาหารเป็นหลัก ชี้หากมีโภชนาการที่ดีลดเสี่ยงโรคมะเร็งได้ถึง 40%
ดร.จอห์น มิลเนอร์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สหรัฐอเมริกา อภิปรายในหัวข้อโภชนาการ วิถีชีวิตและโรคมะเร็ง : ยุทธวิธีในการแยกแยะอาหารสำหรับบุคคล การเลือกสารอาหารเพื่อการป้องกันโรคมะเร็ง
...
ในการประชุมโภชนาการนานาชาติ ครั้งที่ 19 ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า
เป็นที่ทราบกันดีว่า มีความแตกต่างของอัตราการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ในหลายประเทศ เพราะโรคมะเร็งยังเป็นโรคที่เสี่ยงต่อสุขภาพที่สำคัญมาก และยังพบว่า อัตราการเกิดโรคมะเร็งมีเพิ่มขึ้นทุกวัยทั่วโลก ซึ่งมาจาก 3 เหตุผลคือ
...
ประชากรมีอายุยืนขึ้นยิ่งเพิ่มความเสี่ยง เพราะโรคจะเกิดในผู้สูงวัยมากกว่า ภาวะความอ้วนและปัจจัยเรื่องแวดล้อม จึงจำเป็นต้องหายุทธวิธีในการป้องกันโรคมะเร็ง โดยเฉพาะใช้หลักทางโภชนาการ เป็นที่ยอมรับ
และทราบกันว่า ประโยชน์ของการมีวิถีชีวิตอย่างมีสุขภาพที่ดีกว่า ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจและสังคม เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่เราจะลดมะเร็งได้ถึง 40% และสามารถลดการเกิดโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคเบาหวานได้ถึง 80%
...
โดยเลือกวิถีชีวิตที่ดีที่เหมาะสม ประมาณ 30% ของการเกิดโรคมะเร็งสัมพันธ์กับการดำเนินชีวิต 35% เกิดจากบุหรี่ 30% เกิดจากพฤติกรรมการบริโภค
"มะเร็งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม แต่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคอาหาร และปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในการศึกษาทดลองในมนุษย์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับโรคมะเร็งยังไม่ชัดเจน
...
แม้ว่า ผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบของอาหาร และความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เพราะว่า บุคคลมีความแตกต่างในการบริโภค และไม่สามารถควบคุมได้"
ดร.จอห์น กล่าวอีกว่า การศึกษาเรื่องอาหาร และความเสี่ยงโรคมะเร็งค่อนข้างสลับซับซ้อนมากในด้านการใช้เวลา โดยเฉพาะ ช่วงเวลาระหว่างการบริโภคอาหาร (การขาดสารอาหาร)
...
กับอีดีเจเนติก หรือพันธุศาสตร์ในระดับผิว เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง เป็นวิธีการในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสารอาหารชนิดใดที่เปลี่ยนแปลงการแสดงออกของลักษณะต่างๆ (ทางพันธุกรรม)
ด้วยวิธีการถ่ายทอดจากพ่อแม่ถึงลูกหลาน และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสัญญาณพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอแต่อย่างใด
...
ตัวอย่างเช่น การทดลองในหนูสายพันธุ์อะกูติ พบว่า พ่อแม่หนูสามารถมีชีวิตและขยายพันธุ์ได้ดีเมื่อได้รับสารอาหารบางอย่างในระดับหนึ่ง แต่เมื่อให้สารอาหารดังกล่าวต่อไปในปริมาณมาก เช่น วิตามิน กรดโฟลิก วิตาบินบี 12 และกรดอะมิโนเมไทโอนีน ปรากฏว่า
ลูกหนูที่ออกมามีสีขนที่แตกต่างกัน แสดงว่าวิตามินดังกล่าวมีผลต่อสีขน ขณะเดียวกันก็เป็นตัวช่วยลดการเกิดโรคทางเมทะบอลิสม์บางอย่างได้ด้วย
...
"สิ่งที่ต้องจำแน่นอนว่า การกินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป เช่น วิตามินดี อาจเป็นอันตรายได้ และในบางกรณีการกินสารอาหารมากเกินไป
เช่น การกินกรดโฟลิกอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ลดความผิดปกติของระบบประสาทในกระดูกสันหลัง และโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ในขณะเดียวกันมันอาจจะเพิ่มการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ด้วย และสรุปได้ว่า
...
ปัจจุบันจำเป็นต้องมีความร่วมมือ 3 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล มหาวิทยาลัย และอุตสาหกรรม ที่จะต้องทำงานศึกษาถึงประโยชน์ และอันตรายที่เป็นไปได้ของสารอาหารทั้งหลาย" ดร.จอห์นกล่าว
[ บทความคัดลอกจาก "ไทยโพสต์" ]