ในการบริหารงานของมหาวิทยาลัย มีการเอาวิธีคิด วิธีการ ของภาคธุรกิจมาใช้มากขึ้น อย่างหนึ่งคือระบบบริหารความเสี่ยง (risk management)
การบริหารแนวธุรกิจมีหลักการว่า กิจกรรมที่มี high profit คู่กับการมี high risk เพราะอาจเผชิญการแข่งขันสูง หรือเผชิญสภาพที่เราไม่ค่อยรู้ ดังนั้น เมื่อมีการ take risk ก็ต้องมีระบบ risk management คือ risk-taking กับ risk management เป็นของคู่กัน และ high risk กับ high profit ก็เป็นของคู่กัน
แต่มหาวิทยาลัยไทย ที่เป็นส่วนราชการ หรือเคยเป็นส่วนราชการ ไม่มีวัฒนธรรมของการ take risk ไม่มีการจัดการแบบมี risk-taking แต่ก็มีการเลียนแบบองค์กรธุรกิจเอกชน ที่เอาระบบ risk management มาใช้ เกิดสภาพ “มีระบบบริหารความเสี่ยงอย่างเอาจริงเอาจัง โดยที่องค์กรไม่ take risk” ซึ่งผมมองว่าเป็นความสูญเปล่า
ผมมองว่า มหาวิทยาลัยของรัฐ ทั้งหมด มีความเสี่ยงตรงที่ยังไม่ได้ทำหน้าที่ของการเป็นสถาบันอุดมศึกษาอย่างจริงจัง คือมีระดับ effectiveness ต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยึดถือวัฒนธรรมตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่สามารถร่วมกันคิด ออกมาเป็น shared vision / shared purpose / common goals ได้
นี่คือ strategic risk ของมหาวิทยาลัยของรัฐ
โดยที่ผู้บริหารจะไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการลด risk นี้ เพราะจะเป็นการเพิ่ม political risk ให้แก่ตัวเอง
นี่คือ risk ที่ใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัยของรัฐ
วิจารณ์ พานิช
๘ ต.ค. ๕๒
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมมองว่า มหาวิทยาลัยแม้แต่โครงสร้างที่มีองค์ประกอบต่างๆอยู่ ก็ทำหน้าที่ไม่ชัดเจน ไม่ครบองค์รวมในมิติต่างๆที่เกิดขึ้นจริงในสังคม และมีประสิทธิภาพต่ำมากๆ กระผมมองว่าเรานั่งเก้าอี้มากไปหน่อยจึงคิดแยกส่วน ติดจากระบบเดิมๆ เราติดดินไม่พอ รวมทั้งการเปิดใจรับฟังอย่างเป็นกัลยาณมิตรก็มีน้อยมาก จากสภาวะการมีอัตตาสูง ทำให้เรา ไม่มีปัญญาที่อิสระพอที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิผล ได้ตรงกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ คนผู้น้อยก็อยู่ภายใต้ความเกรงใจผู้ใหญ่ และอำนาจซึ่งต้องยอมรับว่ามีอยู่บ้าง เป็นทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาที่ตัวบุคคล โดยที่มีผลต่อความมั่นคง/ปลอดภัยต่อทั้งวัตถุและจิตใจ จนส่งผลต่อการทำงาน ระบบการเรียนการสอนก็ยังไม่สามารถประกบวิชาต่างๆให้เป็นเนื้อเดียวกัน ต่างคนต่างสอนตามถนัดแบบ เน้นแต่ปริยัติแยกส่วน ส่วนปฏิบัติและปฏิเวช มีน้อยมาก ถึงมี กระผมมองว่าไม่สอดคล้องกับความจริงบนความหลากหลาย ที่เกิดขึ้นบนฐานทรัพยากรกับเศรษฐกิจและสังคม หากเรายังทำแบบเดิมๆคงยากครับผม สังคมส่วนใหญ่ไม่มองทางแห่งอริยะในลักษณะปฏิบัติได้จริงแต่เขียนไว้ใน คำขวัญ, ปณิธาน หรืออะไรก็ตามเพื่อให้ภาพลักษณ์ดูดี เราไม่เน้นพัฒนามนุษย์ที่ ร่วมกันสร้างสันติภาพขึ้นในโลกทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ เน้นการพัฒนาปัญญาที่อิสระ ที่จะดำรงชีวิตในโลกอย่างเป็นสุข อย่างสมดุลรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในโลกที่หมุนไปด้วยความคิดและความอยากแบบมีตัวตนสูง ระบบจึงดูยุ่งเหยิง ซับซ้อน ภูมิคุ้มกันต่ำ เน้นไปในทางเสื่อมโทรม และมีผลทำให้ประสิทธิภาพในมุมต่างๆต่ำไปด้วย จึงเสื่อมได้ง่ายและเร็ว ถ้าเราดำเนินชีวิตด้วยกลไกของสภาวะจิตพื้นฐาน เน้นการตอบสนองต่อความอยากตัวเองมาก ระบบต่างๆก็ถูกสร้างมาด้วย ระบบความคิดและความอยากแบบมีตัวตนอยู่มาก โดยการขาดปัญญาที่อิสระและหัวใจของความเมตตาที่มีความเป็นมนุษย์ที่มากพอ มันจึงยึดมั่น ถือมั่นหรือออกแนวเชิดชูบูชาอะไรต่างๆจนเกินความเป็นจริง เป็นการตอบสนองต่อความอยากจนยุ่งเหยิง ออกมาตรการอะไรมา เหมือนยิ่งแก้ยิ่งตีบตันหรือมีประสิทธิผลน้อย จนกระทั่งแทบไม่มีผลอะไรที่ได้จริงๆจังๆเลย เพราะดำเนินไปด้วยอัตตาสูง มีมายาคติมากจนเหมือนไม่สอดคล้องกับความจริงใดๆนอกจากมีเอกสารยืนยันแบบแห้งๆ กระผมเป็นคนบ้านนอก ทำนา ทำเกษตร ขอเปรียบให้เห็นว่า เหมือนเราไปตามหาควายที่หลงไปในป่า แล้วเราหลงทางด้วย แต่เรายังจะตามหาควายต่อไป เพื่อถึงยังเป้าหมาย แต่ยิ่งดิ้นมาก เดินมาก พบว่าก็ออกห่างไกลจากบ้านเราและควายไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าตัวเองยืนตรงไหนของระบบป่า ถ้าเราดันทุรังมาก จะยิ่งเสียเวลา เสียแรง เสียทรัพยากร กระผมคิดว่าเราต้องกลับมาที่บ้านก่อน (บ้านที่มีฐานทรัพยากร บ้านที่มีความเป็นมนุษย์ มีความอบอุ่น มีเมตตา มีความจริงทั้งทางโลกและทางธรรม) และจึงตั้งทิศทางใหม่ ตั้งแต่จิตใจตัวเรา วิธีการเพื่อแก้ปัญหา และสร้างองค์ประกอบที่รับผิดชอบชัดเจน เตรียมตัวให้พร้อมก่อน จึงจะออกเดินทางไปสู่เป้าหมายอย่างถูกทางครับผม
เรียนแสดงความเห็นด้วยความเคารพครับผม
นิสิต