การให้สลาม เอกลักษณ์การทักทายแบบมุสลิม

คุณค่าของการจับมือกัน

จากอัล-บัรรออ์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า :

«مَا مِنْ مُسْلِمَيْنِ يَلْتَقِيَانِ فَيَتَصَافَحَانِ إِلاَّ غُفِرَ لَهُمَا قَبْلَ أَنْ يَفْتَرِقَا».

ความว่า “ไม่มีมุสลิมสองคนใดที่เจอกัน แล้วต่างยื่นมือจับระหว่างกัน นอกจากทั้งสองนั้นจะได้รับการอภัยโทษก่อนที่จะพรากจากกัน” (หะดีษ หะสัน บันทึกโดย อบู ดาวูด : 5212 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 4343, อัต-ติรมิซีย์ : 2727 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อัต-ติรมิซีย์ : 2197)

 

การจับมือพร้อมกับการโอบกอดให้กระทำกันเมื่อใด ?

ท่านอะนัส เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ได้กล่าวว่า :

كَانَ أصْحابُ النَّبِيِّ r إِذَا تَلاَقُوا تَصَافَحُوْا وَإِذَا قَدِمُوْا مِنْ سَفَرٍ تَعانَقُوا.

ความว่า เหล่าสหายของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น เมื่อพวกเขาเจอกัน พวกเขาก็จะจับมือกัน และเมื่อพวกเขากลับจากการเดินทางไกล พวกเขาก็จะโอบกอดกัน (เป็นสายรายงานที่ดี บันทึกโดย อัต-เฏาะบะรอนีย์ ใน อัล-เอาส็อฏ : 97, ดู อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 2647)

 

ลักษณะการตอบสลามแก่ผู้ที่ไม่อยู่ต่อหน้า

1. ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮา ได้รายงานว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวกับเธอว่า :

«يَا عَائِشَةُ، هَذَا جِبْرِيلُ يَقْرَأُ عَلَيْكِ السَّلاَمَ» . فَقَالَتْ : وَعَلَيْهِ السَّلاَمُ وَرَحْمَةُ اللَّهِ وَبَرَكَاتُهُ . تَرَى مَا لاَ أَرَى.  

ความว่า  “โอ้ อาอิชะฮฺ ! มลาอิกะฮฺญิบรีลนี่ได้ให้สลามแก่เธอ” เธอจึงตอบว่า “วะอะลัยฮิสสะลาม วะเราะฮฺมะตุลลอฮิ วะบะเราะกาตุฮฺ” ท่านมองเห็นในสิ่งที่ฉันมองไม่เห็น (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ : 3217 สำนวนนี้เป็นของท่าน, มุสลิม : 2447)

 

2. ชายคนหนึ่งได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วกล่าวว่า :

إِنَّ أَبِى يُقْرِئُكَ السَّلاَمَ. فَقَالَ: «عَلَيْكَ وَعَلَى أَبِيكَ السَّلاَمُ»

ความว่า “พ่อของฉันฝากสลามแก่ท่านด้วย” แล้วท่านก็ตอบว่า “อะลัยกะ วะอะลา อบีกัส สะลาม (ขอความสันติประสบแด่ท่านและพ่อของท่าน)” (หะดีษ หะสัน, บันทึกโดย อะห์มัด : 23492, อบู ดาวูด : 5231 สำนวนนี้เป็นของท่าน ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 4358) 

 

หะดีษเกี่ยวกับการยืนต้อนรับผู้มาเยือนเพื่อช่วยเหลือเขา หรือเพื่อให้เกียรติแก่เขา

1. มีรายงานจากอบู สะอีด เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่า :

أَنَّ أَهْلَ قُرَيْظَةَ نَزَلُوا عَلَى حُكْمِ سَعْدٍ بنِ مُعَاذٍ، فَأَرْسَلَ النَّبِىُّ صلى الله عليه وسلم  إِلَيْهِ، فَجَاءَ فَقَالَ: «قُومُوا إِلَى سَيِّدِكُمْ أَوْ قَالَ خَيْرِكُمْ».  

ความว่า ชาวเผ่ากุร็อยเซาะฮฺได้ตกลงจะยอมรับการติดสินคดีของสะอัด บิน มุอาซ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงส่งคนไปเชิญให้สะอัดมาพบ เมื่อสะอัดมาถึงท่านนบีก็กล่าวว่า “พวกท่านจงลุกขึ้นไปหาหัวหน้าของพวกท่าน – หรือท่านได้กล่าวว่า - คนที่ดีที่สุดของพวกท่าน” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 6262 สำนวนเป็นของท่าน, มุสลิม : 1768)

 

وَفِي لَفْظٍ : «قُوْمُوا إِلَى سَيِّدِكُمْ فَأَنْزِلُوهُ».

และในสำนวนอื่นรายงานว่า “พวกท่านจงลุกขึ้นไปยังหัวหน้าของพวกท่านแล้วพยุงเขาลงมา” (หะดีษ หะสัน บันทึกโดยอะห์มัด : 25610 ดู อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 67)

 

2. อาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮา ได้กล่าวว่า :

مَا رَأَيْتُ أَحَدًا كَانَ أَشْبَهَ سَمْتًا وَهَدْيًا وَدَلاًّ  بِرَسُولِ اللَّهِصلى الله عليه وسلم مِنْ فَاطِمَةَ كَرَّمَ اللَّهُ وَجْهَهَا، كَانَتْ إِذَا دَخَلَتْ عَلَيْهِ قَامَ إِلَيْهَا فَأَخَذَ بِيَدِهَا وَقَبَّلَهَا وَأَجْلَسَهَا فِى مَجْلِسِهِ، وَكَانَ إِذَا دَخَلَ عَلَيْهَا قَامَتْ إِلَيْهِ فَأَخَذَتْ بِيَدِهِ فَقَبَّلَتْهُ وَأَجْلَسَتْهُ فِى مَجْلِسِهَا.

ความว่า ฉันไม่เคยเห็นใครที่ละม้ายคล้ายคลึงกับท่านรอซูลุลลอฮฺในด้านบุคลิกความเป็นผู้ดี การดำเนินชีวิต และท่าทางมากไปกว่าฟาฏิมะฮฺ – ขออัลลอฮฺทรงให้เกียรติเธอ - ซึ่งเมื่อเธอเข้าหาท่าน ท่านจะลุกขึ้นไปต้อนรับเธอ แล้วจูงมือและจุมพิตเธอ แล้วให้เธอนั่งลงบนที่นั่งของท่าน และเมื่อท่านเข้าหาเธอ เธอก็จะลุกขึ้นไปต้อนรับท่าน แล้วจูงมือแล้วจุมพิตท่าน และพาท่านนั่งลงบนที่นั่งของเธอ (หะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอบู ดาวูด : 5217 สำนวนนี้เป็นของท่าน ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 4347, อัต-ติรมิซีย์ : 3872 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อัต-ติรมิซีย์ : 3039)

 

ไม่บังควรที่จะยืนเพื่อทำความเคารพต่อผู้หนึ่ง

1. ท่านมุอาวิยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ได้รายงานว่าท่านได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม  กล่าวว่า :

«مَنْ سَرَّهُ أَنْ يَتَمَثَّلَ لَهُ الرِّجَالُ قِيَامًا فَلْيَتَبَوَّأْ مَقْعَدَهُ مِنَ النَّارِ».  .

ความว่า  “ผู้ใดที่ชื่นชอบให้คนอื่นๆ ยืนขึ้นเพื่อให้ทำความเคารพเขา เขาจงเตรียมที่พำนักของเขาได้ในนรก” (หะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอบู ดาวูด : 5229 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 4357, อัต-ติรมิซีย์ตามสำนวนนี้ : 2755 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อัต-ติรมิซีย์ : 2212)

 

การให้สลามสามครั้งเมื่อไม่มีคนได้ยิน

ท่านอะนัส เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ได้รายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า :

أَنَّهُ كَانَ إِذَا تَكَلَّمَ بِكَلِمَةٍ أَعَادَهَا ثَلاَثًا حَتَّى تُفْهَمَ عَنْهُ، وَإِذَا أَتَى عَلَى قَوْمٍ فَسَلَّمَ عَلَيْهِمْ سَلَّمَ عَلَيْهِمْ ثَلاَثًا  

ความว่า ท่าน(นบี)นั้น เมื่อพูดคำใด ท่านจะทวนซ้ำสามครั้งจนคนเข้าใจ และเมื่อท่านมาหาคนกลุ่มใด ท่านก็จะให้สลามแก่พวกเขา ท่านจะให้สลามแก่พวกเขาสามครั้ง (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 95)

 

การให้สลามแก่กลุ่มคน

จากอะลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่าท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า :

«يُجْزِئُ عَنِ الْجَمَاعَةِ إِذَا مَرُّوا أَنْ يُسَلِّمَ أَحَدُهُمْ، وَيُجْزِئُ عَنِ الْجُلُوسِ أَنْ يَرُدَّ أَحَدُهُمْ».

ความว่า “เพียงพอสำหรับชนกลุ่มหนึ่งเมื่อพวกเขาผ่าน(กลุ่มคนอื่นๆ)ด้วยการให้สลามของคนคนเดียวในหมู่พวกเขา และเพียงพอสำหรับชนกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่ด้วยการตอบสลามเพียงคนเดียวในหมู่พวกเขา” (หะดีษ หะสัน บันทึกโดยอบู ดาวูด : 5210 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 4342 ดู อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 1412 และ ดู อัล-อิรวาอ์ : 778)

 

ไม่กล่าวหรือตอบสลามในขณะกำลังถ่ายทุกข์

1. อิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุมา ได้รายงานว่า :

أَنَّ رَجُلاً مَرَّ وَرَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم يَبُولُ فَسَلَّمَ فَلَمْ يَرُدَّ عَلَيْهِ.

ความว่า มีชายคนหนึ่งได้ผ่านมาขณะที่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กำลังถ่ายปัสสาวะอยู่ แล้วเขาก็ให้สลาม แต่ท่านไม่ได้ตอบสลามแก่เขา (บันทึกโดยมุสลิม : 370)

 

2. จากอัล-มุฮาญิร บิน กุนฟุซ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  ได้รายงานว่า :

أَنَّهُ أَتَى النَّبِىَّ صلى الله عليه وسلم وَهُوَ يَبُولُ فَسَلَّمَ عَلَيْهِ فَلَمْ يَرُدَّ عَلَيْهِ حَتَّى تَوَضَّأَ ثُمَّ اعْتَذَرَ إِلَيْهِ فَقَالَ «إِنِّى كَرِهْتُ أَنْ أَذْكُرَ اللَّهَ عَزَّ وَجَلَّ إِلاَّ عَلَى طُهْرٍ».  

ความว่า ท่านได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ขณะที่ท่านกำลังถ่ายปัสสาวะอยู่ ท่านได้ให้สลามแก่ท่าน แต่ท่านไม่กล่าวตอบจนกระทั่งได้ทำวุฎูอ์(อาบน้ำละหมาด)เสร็จ แล้วท่านก็ขอโทษโดยกล่าวว่า “ฉันไม่อยากที่จะเอ่ยนามของอัลลอฮฺที่สูงส่งนอกจากในสภาพที่สะอาด” (หะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอบู ดาวูดตามสำนวนนี้ : 17 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 13, อัน-นะสาอีย์ : 38 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อัน-นะสาอีย์ : 37)

 

 

ส่งเสริม (อิสติห์บาบ) ให้สร้างความคุ้นเคยกับผู้มาเยือนและสอบถามเกี่ยวกับตัวตนของคนแปลกหน้าเพื่อที่จะได้รู้จักและให้การต้อนรับได้ถูกต้องตามสถานะของเขา

จากอบู ญัมเราะฮฺ กล่าวว่า :

كُنْتُ أُتَرْجِمُ بَيْنَ ابْنِ عَبَّاسٍ وَبَيْنَ النَّاسِ، فَقَالَ : إِنَّ وَفْدَ عَبْدِ الْقَيْسِ أَتَوْا النَّبِىَّ  صلى الله عليه وسلم  فَقَالَ: «مَنِ الْوَفْدُ - أَوْ مَنِ الْقَوْمُ». قَالُوا: رَبِيعَةُ. فَقَالَ: «مَرْحَبًا بِالْقَوْمِ - أَوْ بِالْوَفْدِ - غَيْرَ خَزَايَا وَلاَ نَدَامَى».

ความว่า ฉันเคยเป็นล่ามระหว่างอิบนุอับบาสกับคนอื่นๆ โดยท่านเล่าว่า เคยมีคณะของอับดุลก็อยส์มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านจึงถามว่า “คณะนี้เป็นใครกัน หรือพวกเขาเป็นใคร?” พวกเขาตอบว่า คือ “(เผ่า)เราะบีอะฮฺ” ท่านจึงกล่าวว่า “ยินดีต้อนรับชนเผ่า(เหล่าคณะ) โดยไม่ต้องเขินอาย(เกรงใจ)และเสียดาย” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 87 ตามสำนวนนี้, มุสลิม : 17)

 

อิสติห์บาบ คือ ระดับหนึ่งของมาตรการกวดขันให้กระทำ หมายถึงการสนับสนุนหรือการเร่งเร้าให้กระทำ แต่ไม่ถึงขั้นบังคับ โดยผู้ที่กระทำจะได้ผลบุญที่ล้ำเลิศในขณะที่ผู้ที่ไม่กระทำจะไม่ได้รับบาปแต่อย่างใด(ผู้แปล)

 

ไม่ส่งเสริมให้เริ่มสลามด้วยคำว่า “อะลัยกัสสลาม”

1.จากญาบิร บิน สุลัยม์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า :

أَتَيْتُ النَّبِىَّ صلى الله عليه وسلم فَقُلْتُ: عَلَيْكَ السَّلاَمُ. فَقَالَ: «لاَ تَقُلْ عَلَيْكَ السَّلاَمُ، وَلَكِنْ قُلِ السَّلاَمُ عَلَيْكَ».

ความว่า ฉันได้ไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วฉันก็กล่าวว่า “อะลัยกัสสลาม” ท่านจึงตอบว่า “ท่านจงอย่ากล่าวว่า อะลัยกัสสลาม แต่จงกล่าวว่า อัสสลามุอะลัยกะ” (หะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอบู ดาวูด ตามสำนวนนี้ : 5209 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 4341, อัต-ติรมีซีย์ : 2722 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อัต-ติรมิซีย์ : 2189)

 

2. และในสำนวนอื่น ระบุว่า :

«فَإِنَّ عَلَيْكَ السَّلاَمُ تَحِيَّةُ الْمَوْتَى».

ความว่า “เพราะแท้จริงแล้วคำว่า อะลัยกัสสลาม เป็นคำทักทายแก่คนตาย” (หะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอบู ดาวูด : 5209  ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 4341)