แม้แต่ชาวไร่ชาวนาเมื่อจะพูดคุยกัน ก็พูดคุยกันแต่ในเรื่องของการเจริญภาวนาที่มีชื่อว่าสติปัฏฐานสี่อย่างใดอย่างหนึ่ง

  สวัสดีครับท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน คิดถึงทุกๆท่านครับก็เลยแวะเอาอะไรมาฝากนิดหน่อยก็ยังดี ดีกว่าอยู่เปล่าๆโดยเฉพาะในหมวดที่เป็นปรัชญา ศาสนานี่เป็นอะไรที่จะต้องมีคุณภาพพอสมควร ต้องระวังอย่าให้ผิดคำสอนของศาสนาต่างๆความก็จะกลายเป็นว่าเราพูดเอาเองตามความพอใจ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้มีหลักการประกอบหน่อยก็ต้องยกเอาพุทธพจน์คือคำพูดของพระพุทธเจ้ามาเป็นพยานอ้างอิงไม่เช่นนั้นผมจะกลายเป็นศาสดาพยากรณ์เองโดยไม่รู้ตัว หรือไม่เช่นนั้นเนื้อความตอนใดที่เป็นความเห็นของผู้เขียนผมก็จะบอกเฉพาะๆไป แต่ยังไงก็ตามมันก็ยังเป็นความลำบากใจสำหรับผู้ที่ยังมีข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์พอ แต่ด้วยความรักในศาสนา รักในการอ่าน เขียน ก็ต้องพยายามแต้ม เติม เต็ม ในส่วนเล็กๆน้อยๆที่ยังเห็นว่าพอที่จะแต้ม เติม เต็มได้ เหมือนปลวกตัวน้อยๆที่พยายามจะสร้างจอมปลวกครับ

อย่างที่พูดไว้ในตอนต้นที่บอกว่าในหมวดปรัชญาศาสนานั้นดูเหมือนว่าจะมีความรู้ที่มาจากท่านผู้รู้มากมาย แต่โดยส่วนมากเรื่องธรรมะศาสนานี่ส่วนมากมีแต่นักการศาสนาที่อยู่ภายนอกรั้ววัดเป็นส่วนมากที่เขียนเข้ามาผมเลยแปลกใจว่าเอ๊ะ ทำไมคนที่ไกล้ชิดศาสนาที่สุดอย่างพระสงฆ์องค์เจ้านี่ มักไปเขียนเรื่องของหมวดบริหารหรือหมวดอย่างอื่นไปเสียส่วนมากก็เลยทำให้ผมแปลกใจ ฉงนสนเทห์ว่าทำไมมันถึงกลับตาลปัตรไป ถึงจะไม่ทั้งหมดก็ตามจนพาลคิดไปว่านี่มันถึงยุคที่ หินจะกลายเป็นของมีค่า ปลาจะคิดเบื่อหนองน้ำแล้วละหรือ ยุคที่โจรร้ายจะคลองเมือง ผู้มีปัญญาเฝื่องจะหลบหลี้หนีหน้าแล้วหรือ

พูดมาถึงตรงนี้ก็ยังสบายใจอยู่บ้างเมื่อคิดดีดีแล้วยังไม่ใช่หรอก เราคิดกังวลมากไปเองนะ (ขอภาวนาอย่าให้เป็นตามที่เราคิดเลย) สิ่งที่ผมคิดเมื่อได้อ่านข้อเขียนในหมวดต่างๆก็คือจะไม่แปลกใจเลยถ้าข้อเขียนหมวดปรัชญาศาสนาเป็นข้อเขียนของพระ จะไม่แปลกใจเลยถ้าข้อเขียนหมวดอื่นๆจะเป็นของคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนมากกว่า แต่ที่แปลกใจก็มันกลับตาลปัตรอย่างที่ผมเขียนมานั่นแหละ อีกอย่างหนึ่งข้อเขียนแต่ละข้อ แต่ละบทความก็มีแต่ระดับมือพระกาฬทั้งนั้นนะครับ แต่ก็นั้นแหละมันเป็นความคิดของผม ผมคิดไว้เป็นสองแง่เพื่อที่จะใด้ฝากท่านผู้รู้ทั้งหลายไว้ อีกแง่หนึ่งก็คือ หรือว่ามันถึงยุคที่ศาสนาจะรุ่งเรืองที่สุดเพราะปรากฏการณ์อย่างนี้ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนยุคที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ ตามประวัติกล่าวว่าขนาดชาวเมือง"กัมมาส" หรือเมืองต่างๆในยุคนั้นส่วนมากจะผูกพันอยู่แต่เรื่องของธรรมะธัมโม ปรัชญาในการดำรงค์ชีวิต แม้แต่ชาวไร่ชาวนาเมื่อจะพูดคุยกัน ก็พูดคุยกันแต่ในเรื่องของการเจริญภาวนาที่มีชื่อว่าสติปัฏฐานสี่อย่างใดอย่างหนึ่ง ว่างจากการไถนา หว่านข้าว เลี้ยงสัตว์ฯ เขาก็จะถามกันว่าวันนี้ท่านเจริญสติด้วยวิธีการอย่างไร หายใจอย่างไร นั่งอย่างไร เดินอย่างไร หรือมีธรรมะอะไรที่เป็นธรรมะที่ท่านทำอยู่เป็นประจำมิได้ขาด เป็นต้น ถ้าเป็นชาวเมืองที่นับถือศาสนาอื่นเขาก็จะมีการเล่าเรียนเรื่องเหล่านี้กันอย่างจริงจัง ถึงกับบางทีเมื่อเรียนมากจนคิดว่าถึงเวลาที่จะพิสูทธิ์สิ่งที่เรียนมาเขาก็จะเทียวเดินไปเผยแพร่ลัทธิความคิดเห็นของเขาแก่คนที่เลื่อมใส บางที่ก็ประกาศกลางเมืองใหญ่ๆเพื่อที่จะโต้วาทีกันว่า ศาสนาใครจะแน่กว่ากัน การโต้วาที่ในสมัยนั้นก็จะเป็นไปด้วยเหตุผล

 การที่จะคุยกันเรื่องเทียวเล่นทีไหนดี ดูมหรสพที่ไหนดี หรือไปจุดระเบิดวางเพลิงที่ไหน ข่มขืนลูกเมียใคร กินเหล้าที่ไหนฯ ไม่มีออกจากปากของคนในยุคนั้น แม้จะอยากฟังก็แทบจะไม่มีกล่าวให้ได้ยิน หาทำยาหยอดตายาก นี่ละครับที่ผมบอกว่า สมัยที่การศาสนารุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เคยมี การที่ผมว่ารุ่งเรืองนี้ก็ต้องอธิบายอีกหน่อยว่าไม่ใช่รุ่งเรืองด้วยปริมาณ ปริมาณจะมากจะน้อยไม่สำคัญคำว่าศาสนาที่รุ่งเรืองในยุคนั้นคือคำสอนของศาสนาสามารถทำให้ศาสนิกชนนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันของศาสนิกได้มาก ได้ผล ที่สุดในสมัยนั้นอันนี้หมายถึงคุณภาพมีจริงเข้าถึงอยู่ในจิต อยู่ในใจคนตั้งแต่สามัญชนจนถึงผู้ปกครอง

เมื่อหันมามองในปัจจุบันนี้ก็คล้ายๆว่าจะเป็นอย่างเมื่อในอดีต คือขนาดคฤหัสถ์ก็ยังมีความรู้ขนาดที่เขียนหนังสือธรรมะแข่งกับพระที่นอนกอดตำราได้บอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา อย่าว่าแต่การเขียนหนังสือธรรมะเลยครับ เดียวนี้มีการเปิดการสอนการปฏิบัติธรรมโดยโยมคฤหัสถ์ธรรมดาๆเปิดสอนแข่งกับพระกันเลยทีเดียวครับท่านผู้อ่านทั้งหลาย

ก็เลยเขียนมาให้ท่านทั้งหลายผู้มีธุลีในจักษุน้อยให้ช่วยกันพิจารณาว่า ตกลงในปัจจุบันนี้ ศิลธรรม จริยธรรม เขาเจริญขึ้นหรือเจริญลงกันแน่ เพราะถ้าทราบแน่ชัดแล้วถึงเหตุ เราก็สามารถที่จะกำหนดให้ผลที่จะตามมาเป็นดังที่ใจเราอยากจะให้เป็นได้ครับผม

ก่อนจากขอฝากคำจำให้คิด

มีชีวิตอยู่ด้วยธรรมกรรมัฏฐาน

ปรัชญาพ่อขุนมีมานาน

อย่าริอ่านอยู่ปราศขาดจากธรรม