ประวัติบั้งไฟ พญานาค
ข้อความ : ท้าพิสูจน์ความเชื่อ ตำนานที่เล่าขานนับร้อยปี
หนองคาย เป็นเมืองหนึ่งในภาคอีสานตอนบน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายประการ แสดงให้เห็นว่า เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณสำคัญที่ทรงคุณค่า และควรค่าแก่การรักษา ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม ที่ชาวหนองคายสืบสานจากอดีตจนถึงปัจจุบันด้วยความภาคภูมิใจ....!!
จังหวัดหนองคาย มีภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ลุ่มแม่น้ำโขง สายเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงประชากรหลายประเทศ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเป็นอยู่ของชนในท้องถิ่นผูกพันอยู่กับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ผูกพันกับสายน้ำเป็นเหตุให้ชาวหนองคายส่วนใหญ่มีความอ่อนโยน โอบอ้อมอารี รักสงบและมีความกตัญญูกตเวทีเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อมีการรวมตัวทำกิจกรรมร่วมกันครั้งใด จะต้องมีการกล่าวขอบคุณบุคคลต่าง ๆ หรือแม้แต่ธรรมชาติ เพราะเชื่อว่ามีส่วนช่วยให้ครอบครัว และสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สงบร่มเย็น ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ชาวหนองคายจำนวนไม่น้อยยึดมั่นใน "สิ่งเร้นลับ" เชื่อในเรื่องผีสาง เทวดา พร้อมกับการนับถือศาสนาพุทธไปด้วย ในแต่ละปีมักนิยมจัดกิจกรรมเพื่อสักการะ บวงสรวง บูชาสิ่งเหล่านี้ด้วยความเคารพนับถือและเพื่อความสบายใจที่ได้ตอบแทนผู้มี พระคุณ
ตามตำนานโบราณของชาวหนองคายได้กล่าวขานถึง พระธาตุกลางน้ำ" และ "พญานาค" ไว้ว่า เมื่อ พ.ศ.19 มีพระอรหันต์ 5 องค์ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุฝ่าพระบาทขวาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 9 พระองค์ มาประดิษฐานที่เมืองหล้าหนองคาย (หนองคายปัจจุบัน) ที่คุ้มวัดธาตุ อ.เมืองหนองคาย โดยมีพระมหาสังขวิชัยเจ้าเมืองสมัยนั้น ชาวเมืองและพญาสุทโธนาคราช (พญานาค) ร่วมสร้างอุโมงค์หินบรรจุพระบรมธาตุไว้
ต่อมา พ.ศ.2109 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งกรุงศรีสัตนา คนหุต นำข้าราชบริพารจากเวียงจันทน์ ร่วมกับชาวเมืองหนองคายสร้างพระมหาเจดีย์ครอบอุโมงค์พระธาตุ ลักษณะเป็นศิลปะล้านช้างแล้ว ตั้งพระนามว่า "พระธาตุหล้าหนองคาย" ประดิษฐานริมฝั่งแม่น้ำโขง จนผ่านไปกว่า 100 ปี กระแสน้ำเปลี่ยนทิศกัดเซาะตลิ่งพังเรื่อย ๆ ถึงองค์พระธาตุจนพังทลายลงในลำน้ำโขง โดยทอดปลายยอดพระธาตุตามกระแสน้ำ ที่ไหลเชี่ยวกรากในวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 พ.ศ.2309 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 150 ปีแล้ว และองค์พระธาตุนี้อยู่ห่างจากฝั่งประเทศไทยประมาณ 100 เมตร
จากเหตุการณ์องค์พระธาตุพังทลายลงแม่น้ำโขง สร้างความตื่นตระหนก ให้กับชาวเมืองหนองคายเป็นอันมาก แต่มีจำนวนไม่น้อยที่เชื่อและหวังว่า "พญานาค" คงอัญเชิญพระธาตุไปประดิษฐานที่บาดาลเพื่อรักษาไว้มิให้สูญหาย ซึ่งจากการสำรวจของสำนักโบราณคดี กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ได้ส่งเจ้าหน้าที่ดำลงไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพระธาตุเพื่อเตรียมบูรณะใหม่ พบว่าสภาพของเจดีย์และองค์พระธาตุยังคงสภาพเดิมใต้น้ำสมบูรณ์ครบถ้วน ไม่ได้ผุกร่อนไปแม้แต่น้อย ทำให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นเพราะอิทธิฤทธิ์ของ "พญานาค" ที่คอยปกปักรักษาองค์พระธาตุ และช่วงกลางเดือน ต.ค. ของทุกปี จะมีลูกไฟขนาดใหญ่ลอยขึ้น จากแม่น้ำโขงใกล้กับองค์พระธาตุจำนวนมาก กลายเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาตราบเท่าทุกวันนี้ ต่างเล่าลือว่าเป็น "บั้งไฟพญานาค" ที่เหล่าพญานาคทั้งหลาย จุดบูชาพระบรมสารีริกธาตุด้วยความเคารพบูชา....!!
พ.ต.อ.สุวัฒน์ รัตนวราหะ ผกก.สภ.อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับตำนาน "บั้งไฟพญานาค" เล่าว่า สมัยวัยหนุ่มได้มารับราชการที่ สภ.อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย เคยได้รับการบอกเล่าจากผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ "บั้งไฟพญานาค" ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงเป็นประจำทุกปี เป็นที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาชมกันเป็นจำนวนมาก และวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นมา หรือเกิดจากการหมักหมมของอินทรียวัตถุใต้น้ำกลายเป็นก๊าซลอยขึ้นบนผิวน้ำ แต่สุดท้ายทุกคนก็หาคำตอบไม่ได้ว่า "บั้งไฟพญานาค" คืออะไร แต่มีให้เห็นนานนับร้อยปีแล้ว เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ตนจึงติดตามเฝ้าดู พยายามใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และความรู้ทางพุทธศาสตร์วิเคราะห์ถึงความจริง เริ่มตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา แต่เนื่องจากการรับราชการต้องโยกย้ายไปหลายแห่งจึงห่างไปบ้าง จนกระทั่งปี 2543 ย้ายมารับตำแหน่ง ผกก.สภ.อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ซึ่งเป็นจุดพบ "บั้งไฟพญานาค" มากที่สุด ก็เริ่มค้นคว้าอย่างจริงจัง แต่ก็สรุปไม่ได้ว่าเป็นอะไรกันแน่
"ส่วนตัวของผมเชื่อว่า "พญานาค" อาจมีอยู่จริง และเชื่อว่า "บั้งไฟพญานาค" ก็น่าจะมีจริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเคยมีประสบการณ์กับตัวเอง โดยเมื่อปี 2534 ในคืนวันออกพรรษา เวลาประมาณ 01.30 น. ได้ไปเฝ้าดูบั้งไฟพญานาคที่วัดอาฮง ต.หอคำ อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ขณะนั้นมีประชาชนนั่งดูประมาณ 30 คน คืนนั้นแสงจันทร์สว่างมากจนเห็นโขดหิน กิ่งไม้ ท่อนไม้ ผักตบชวาที่ไหลมาตามน้ำได้อย่างชัดเจน และแล้วทุกคนได้เห็นสิ่งประหลาดที่มีความยาวประมาณ 50-70 เมตร กว้างประมาณ 1 ฟุต เคลื่อนไหวบนผิวน้ำ บางครั้งก็ขดเป็นวงกลม บางครั้งก็โค้งงอ ประหลาดมาก พอไหลมาตรงจุดที่มีคนนั่งดูอยู่ ก็กลายเป็นเส้นทาง ว่ายทวนน้ำขึ้นไป รูปร่างเหมือนงูขนาดใหญ่ ตอนนั้นทุกคนนั่งเงียบจนตัวประหลาดหายไป ซึ่งทุกคนเชื่อว่าสิ่งที่พบเห็น น่าจะเป็นพญานาคตามตำนานก็เป็นได้"
อย่างไรก็ตาม ประเพณีชาวอีสานจะมีงานบุญ 12 อย่าง หรือเรียกว่า ฮิต 12 หรืองานบุญ 12 และหนึ่งในฮิต คือ "งานบุญบั้งไฟ" ประจำเดือน พ.ค.ของทุกปี แต่ที่หนองคายจะช้ากว่าจังหวัดอื่นจะจัดในราวเดือน มิ.ย. และยังมีงานชม "บั้งไฟพญานาค" เกิดขึ้นในช่วงเดือน ต.ค.ใกล้เทศกาลออกพรรษาของทุกปี และมีแห่งเดียวที่แม่น้ำโขง โดยบั้งไฟพญานาค จะมีลักษณะเป็นลูกไฟ สีแดงอมชมพู เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมานานแล้ว เป็นบ่อเกิดความเชื่อให้ผู้คน 3 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน
กลุ่มแรกเชื่อในเชิงวิทยาศาสตร์ สันนิษฐานว่า เกิดจากการหมักหมมของอินทรีย วัตถุที่ฝังตัวปะปนกับหินใต้น้ำ เมื่อถูกความชื้นและความร้อนใต้ผิวดิน จะกลายเป็นก๊าซชนิดหนึ่งผุดเหนือผิวน้ำ สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศกลายเป็นลูกไฟ
กลุ่มที่สองเชื่อว่าเป็นลูกไฟที่พญานาค(สัตว์ชั้นสูงของชาวอินเดียอยู่ ในชั้นเทพ และมีอีก 4 ชนิด คือ ครุฑ นาค สิงห์ ช้างเผือก) มีลักษณะคล้ายมนุษย์อาศัยในเมืองบาดาลใต้แม่น้ำโขง นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งในช่วงเข้าพรรษาพญานาคจะถือศีล งดฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำสมาธิและหุบปากตลอดเวลา กลัวพิษเล็ดลอดออกมาทำลายสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา จนออกพรรษา เหล่าพญานาคจึงพูดคุยกัน ทำให้พิษหลุดออกจากปากลอยเหนือผิวน้ำกลายเป็นลูกไฟ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวนั่นเอง
กลุ่มที่สามเชื่อว่า วันที่เกิดลูกไฟตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 พอดี เป็นวันที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์กลับมาโลก มนุษย์ ซึ่งมนุษย์จะทำพิธี "ตักบาตรเทโว" ในขณะที่พญานาคพร้อมใจจุด "บั้งไฟ" ถวายเป็นพุทธบูชาเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ตนเคยเดินทางไปกราบนมัสการ หลวงพ่อทองพูน สิริกาโม เกจิดังวัดสามัคคีอุปถัมภ์ ต.วิศิษฐ์ อ.บึงกาฬ จ.หนอง คาย เป็นพระสายวิปัสสนา มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ไทย-ลาว และศิลปะไทย-ลาวเป็นอย่างดี ซึ่งท่านเล่าว่า ลูกไฟที่ผู้คนพบเห็น นั้นเป็นสิ่งเร้นลับ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ในเชิงวิทยา ศาสตร์ได้ เป็นเรื่องของความเชื่อ ใครจะคิดอย่างไร ไม่สามารถบังคับกันได้ แล้วแต่ความ คิดของแต่ละบุคคล ไม่สามารถบังคับให้เชื่อ เหมือนกันได้
ผกก.สภ.อ.โพนพิสัย กล่าวด้วยว่า หากใครที่ตั้งใจจะมาเยี่ยมชม "บั้งไฟพญานาค" แล้วถือเป็นบุญตา เพราะเป็นสิ่งมหัศจรรย์เหนือคำบรรยายจริง ๆ ลักษณะของลูกไฟไม่เหมือนที่แห่งใดในเมืองไทย ยากที่จะหาคำยืนยันหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ว่าเป็นอะไร ทั่วเมืองไทยมีเพียงแห่งเดียวที่ลำน้ำโขงในเขต จ.หนองคาย เท่านั้น....!!
ประวัติของบั้งไฟพญานาค
อยากทำให้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติบั้งไฟพญานาค
เอือ้ยจำเพียวได้ป่าวพียวที่เป็นเด้กวัด นี้เบอร์เพียวนะ0901932470