ช่วงนี้งานที่เรากำลังรับผิดชอบทำนั้น “วุ่นวาย” มาก ที่จริงงานนั้นมันไม่ได้วุ่นวายอะไรเลย แต่ไอ้ที่วุ่นวายจริงแล้วนั่นก็คือ “ความคิด” ของเราเอง
ตอนนี้เราจึงพบความคิดสำหรับการทำงานว่าจะมีอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน
หนึ่ง ความคิดที่จะ “ทำ”งาน และสองคือ ความคิดที่ “ทำลาย” งาน

ก่อนอื่นขอเริ่มจากความคิดที่สองก่อนคือ ความคิดที่ “ทำลาย” งาน ก็คือ ไอ้เจ้า “ความคิดมาก” ทั้งหลาย
คิดว่างานจะดีไหม คิดโกรธคนนั้น คิดเกลียดคนนี้ คนงานคนนี้เป็นอย่างนั้น คนงานคนนั้นเป็นอย่างนี้
เวลาและหัวสมองแทนที่จะมาคิดเรื่องงานว่าจะทำอย่างไรดี ก็จะต้องมาเจียด มาแบ่ง หรือบางครั้งถูกครอบครองด้วยความคิดจำพวกนี้ไปจนหมดสิ้น

ความคิดที่วุ่นวายทั้งหลายนี้เอง เป็นตัว “ทำลาย” งานให้ด้อยประสิทธิภาพลงไป
เพราะแทนที่เราจะทุ่มทรัพยากรทั้งกายและใจลงไปในเรื่องงาน ก็ต้องมาติด มาขัด มาเสียเวร่ำ เวลาให้กับ “ความคิดโง่ ๆ” แบบนี้
ทำไปหน่อยก็คิดอีกแล้ว เหม็นขี้หน้าคนนั้น เบื่อขี้หน้าคนนี้
คนนี้เขาเดินมาดูก็เบื่อ ก็เซ็งอีกแล้ว มัวแต่คิดอยู่อย่างนี้งาน “เสียหาย”หมด

ดังนั้นคำว่า “จิตว่าง” จึงมีความหมายจำเพาะเจาะจงที่ตรงนี้
จิตว่างนั้นก็คือ จิตที่ว่างจากความคิดทำลายล้างแบบนี้
การทำงานโดยจิตว่างคือ การทำงานโดยจิตที่มีแต่ความคิดแรก คือ คิดที่จะ “ทำงาน” ทำงาน แล้วก็ทำงาน
คิดแต่เรื่องงาน ไม่มีความคิด “โง่ ๆ” ซึ่งจะทำลายทั้งงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งทำลายตัวเราเข้ามาเกี่ยวข้อง

เจ้าความคิดแรกนี้ (ความคิดที่จะทำงาน) ถ้าเกิดเรามีอยู่ “เพียว ๆ” มีอยู่อย่างเดียว ไม่ว่างานอะไรเราก็จะทำได้ “สำเร็จ”
ดังนั้นคนที่ทำงานไม่สำเร็จ ไม่ได้หมายความว่า เขาโง่ เขาไม่เก่ง ไม่มีความรู้
แต่ที่เขาทำไม่ได้นั้นก็เพราะ “จิตไม่ว่าง” ไม่ว่างจาก “ความคิดโง่ ๆ” ทั้งหลาย ที่เราสร้าง เราคิดขึ้นมาเพื่อคอยกวนจิต กวนใจของเราเอง

การปล่อยวางความคิด “โง่ ๆ” ไปให้หมดจึงเป็นหน้าที่ที่คนทำงานทั้งหลายจะพึงกระทำเป็นลำดับแรก
เมื่อไม่มีความคิดโง่ ๆ กวนใจ เวลาคิดงาน วางแผนอะไรก็ “สบาย...”

ทุกอย่างมันรื่นไปหมด
ไม่มีอะไรมาคอย “กวนประสาท”
ที่จริงไม่มีใครมากวนประสาทเราหรอก ไอ้เรามันเก็บ “ความคิดโง่ ๆ” มาคอยกวนประสาทเราเอง

เมื่อเก็บมาก ๆ ก็เซ็ง เบื่อคิดมาก ๆ ก็เบื่อ เบื่อมาก ๆ ก็กลายเป็นไม่ทำงานไปเลยก็มี

การฝึกจิตให้ว่างจากความคิดเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นลำดับต้นสำหรับการทำงานทั้งหลาย
เมื่อมีอารมณ์โกรธใคร เบื่อใคร เซ็งใคร ก็ขอให้ “แผ่เมตตา” ให้เขามาก ๆ
แผ่เมตตาไปอย่างนั้นแหละ แผ่ไปเรื่อย ๆ
หายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย
เมื่อใจสบายแล้วก็มาคิดเรื่องงานใหม่ แล้วถ้าความคิดมากวนประสาทอีก ก็ “แผ่เมตตา” อีก ก็หายใจให้ “สบาย” อีก ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ

สมอง ความคิด และปัญญา จะเกิดขึ้นไม่ได้เรื่องหากเรายังโกรธ ยังเกลียดคนอื่นอยู่
ต้องกำลังข้าศึกตัวสำคัญที่จะทำลายล้างงานออกเราออกไปให้หมดสิ้น

ยิ้มสู้ให้ได้กับทุกสถานการณ์
ยิ้มมันไปอย่างนั้นแหละ ยิ้มกับอิฐ ยิ้มกับปูน ยิ้มกับคนที่เราคิดว่าเขาเป็น “ศัตรู”
ยิ้มไปเรื่อย ๆ

คนยิ้มทั้งวันนั้นไม่บ้าหรอก แต่คนหน้าบึ้งทั้งวันน่ะสิ “บ้า...”

หายใจให้สบายแล้วก็ “ยิ้ม” กับงานที่ทำเสมอ
หัวสมองของเราจะมีความคิดที่เฉียบคม สติและสมาธิจะดมพลมาช่วยสร้างสมซึ่ง “ปัญญา...”