การจัดการศึกษาแบบเชิญชวนเป็นทฤษฎีแห่งการปฏิบัติ สำหรับความห่วงใยและใส่ใจดูแลกัน และมีเจตนาเชิญชวนให้ตระหนักถึงศักยภาพของมนุษย์ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงแรงกดดันในโรงเรียนที่มุ่งทำลายศักยภาพของมนุษย์ (นิรมล ศตวุฒิ : 2551)
เมื่อวันเสาร์ที่ 6 กันยายน 2552 ได้รับหนังสือจากอาจารย์ ดร.วาสนา ที่ให้ด้วยความรักและเมตตาที่มีต่อศิษย์ ชื่อหนังสือว่าการจัดการศึกษาแบบเชิญชวน เขียนโดยดร.นิรมล ศตวุฒิ ซึ่งเป็นคำใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เมื่อได้อ่านแล้วปรากฏว่าเป็นแนวคิดการจัดการศึกษาที่เป็นนวัตกรรมมีการทดลองใช้ในหลายโรงเรียนปรากฏว่าได้ผลดี และมีแนวคิดที่เราน่าจะนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนของเราได้ จึงลองนำแนวคิดในบางส่วนมาให้พวกเราได้อ่านในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน
การจัดการศึกษาแบบเชิญชวนเป็นทฤษฎีแห่งการปฏิบัติ สำหรับความห่วงใยและใส่ใจดูแลกัน และมีเจตนาเชิญชวนให้ตระหนักถึงศักยภาพของมนุษย์ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงแรงกดดันในโรงเรียนที่มุ่งทำลายศักยภาพของมนุษย์ (นิรมล ศตวุฒิ : 2551) นักเรียนที่เข้าสู่ระบบโรงเรียนจะพบกับแรงกดดันมากมาย จากความคาดหวังของพ่อแม่ จากความตั้งใจที่ต้องการให้นักเรียนเป็นคนดี เป็นคนเก่งของครู ทั้งที่จริงแล้วนักเรียนควรได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพและพลังของตนเองอย่างเต็มที่ มิใช่จัดการศึกษาออกมาให้นักเรียนมีพิมพ์เดียวกันทั้งห้อง หรือทั้งโรงเรียน
ผู้ที่ริเริ่มมีแนวคิดจัดการศึกษาแบบเชิญชวน คือ ศาสตราจารย์ดร.วิลเลียม วัตสัน เพอร์กี้ และศาสตราจารย์ ดร. เบตตี้ เฟย์ ซีเกิ้ล จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา (นิรมล ศตวุฒิ์ : 2551) ตั้งแต่ปีค.ศ. 1968


การจัดการศึกษาแบบเชิญชวน เป็นการจัดการศึกษาที่อยู่บนพื้นฐานของการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่เชิญชวน ช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตผู้เรียน ทั้งในด้านบุคคล สถานที่ นโยบาย หลักสูตร และกระบวนการ โดยมีหลักการพื้นฐาน 5 ประการ คือ
-
ทุกคนมีความสามารถ(Able) มีคุณค่า (Valuable) และมีความรับผิดชอบ (Responsible)
-
การจัดการศึกษาเป็นกิจกรรมที่เป็นความร่วมมือ(Cooperative) และร่วมคิดร่วมทำ(Collaborative)ระหว่างครูและนักเรียน และบุคลากรทุกคนในโรงเรียนด้วย
-
กระบวนการเรียนมีส่วนสำคัญเท่ากับผลผลิต
-
คนทุกคนมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน
-
ศักยภาพของมนุษย์สามารถดึงออกมาและพัฒนาได้ดีที่สุดด้วยการออกแบบการจัดสถานที่ นโยบาย หลักสูตร และกระบวนการ โดยมีครูเป็นผู้เชิญชวน



นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่สำคัญได้แก่
แนวคิดที่เกี่ยวกับตนเองว่า
1)ตนเองสามารถพัฒนาได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่รอบตัวเขา
แนวคิดที่เกี่ยวกับตนเองว่า
2)ตนเองเป็นระบบนำทาง หมายถึงคนที่มองตัวเองว่าเป็นอย่างไรก็จะแสดงพฤติกรรมออกมาเช่นนั้น
และแนวคิดใน
3)การมองตัวเองด้านบวก หมายถึงการพูดที่เชิญชวนของครูมีอิทธิพลต่อแนวคิดของนักเรียนต่อตนเองในทางบวก ในขณะที่การพูดที่ไม่เชิญชวนจะทำให้นักเรียนรู้สึกเจ็บอยู่ได้นานหลายปี หรือทำให้นักเรียนมองตนเองต่ำไปเรื่อย ๆ
(มีต่อตอนที่2 ครับ)




ขอบคุณท่าน ผอ.ศักดิ์เดชค่ะ ที่มีความรู้ดี ๆ มาแนะนำ
"การพูดที่เชิญชวนของครูมีอิทธิพลต่อแนวคิดของนักเรียนต่อตนเองในทางบวก ในขณะที่การพูดที่ไม่เชิญชวนจะทำให้นักเรียนรู้สึกเจ็บอยู่ได้นานหลายปี หรือทำให้นักเรียนมองตนเองต่ำไปเรื่อย ๆ"
บางครั้งคำพูดบางคำของครู ที่พูดออกไปโดยไม่คิดหรือไม่ตั้งใจที่จะมีเจตนาร้ายต่อนักเรียน ก็อาจทำร้ายนักเรียนได้โดยไม่รู้ตัวค่ะ ทำให้นักเรียนรู้สึกไม่ดีรู้สึกเสียใจไปนาน และท้อแท้ไม่อยากเรียน ...ต้องรีบแก้ไขค่ะ