การประยุกต์แนวความคิด หลักการของ KM ให้ “เนียน” เข้าไปในห้องเรียนนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

คนดีต้องเรียน ต้องรู้ในสิ่งดี
ครูดีก็ต้องเรียน ต้องรู้ในสิ่งดี
คนดี ๆ ก็ต้องขยะแขยงต่อ “สิ่งสกปรก”
เมื่อครูเป็นครูดี ก็จะแขยงต่อความไม่ดีคือ “ความชั่ว...”
ความชั่วของครู คือ การได้ชื่อว่า “ครู” แล้วไม่ทำหน้าที่ของครูให้ดี

การเรียนรู้สิ่งดี ๆ ของครู จึงเป็นจุดเริ่มของ “พลังของการเรียนรู้ (Learning) เพื่อการพัฒนาครู”

การเรียนให้รู้และให้อยู่ในจิตใจนั้นต้องทำ ต้องสัมผัส ถ้าให้ดีต้องใช้ “ชีวิต” เข้าแลก
การเรียนรู้ที่ดีนั้นต้อง “เนียน” เข้าไปในชีวิต
ใช้ชีวิตเราเพื่อเรียนรู้ชีวิตเขา
ชีวิตเรายังไม่ดี ต้องรู้จักเรียนรู้ชีวิตดี ๆ เพื่อให้ความดีเนียนเข้าไปชีวิตเรา ซึ่งใคร ๆ เขาเรียกว่า “ครู...”

กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่สามารถสร้างพลังการเรียนรู้ได้ คือ ตั้งโจทย์ให้ครูเรียนรู้จาก “เด็กดี...”
การเรียนรู้จากเด็กซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ศิษย์” นั้น นอกจากที่จะได้รู้จักศิษย์เพื่อที่จะเข้าใจศิษย์มากขึ้นแล้ว ความยิ่ง ยะโส โอ้อวด ทนงว่าตนเป็น “ครู” นั้นก็จะลดลงไปด้วย

ความทนงตนว่าฉันเป็นครู เธอเป็นศิษย์นั้นก็เปรียบได้ดั่งน้ำชาที่ล้นถ้วย
ครูคนใดที่มีน้ำชาที่ล้นถ้วยอยู่ ก็มิอาจจะเรียนรู้สิ่งดี ๆ สิ่งใด ๆ ให้แทรก ให้ซึมเข้าไปใน “ชีวิต” ครูคนนั้นได้เลย...

การเรียนรู้จากเด็กด้วยกิจกรรม “สุนทรียสนทนา” จึงเป็นการเรียนรู้ที่ง่ายที่สุด ประหยัดที่สุด และได้ผลประโยชน์สูงที่สุดวิธีการหนึ่ง

 


เมื่อครูมีศิษย์อยู่ในห้อง ซึ่งห้องนั้นก็เปรียบเสมือน “เวที” ที่เราสามารถจัดกระบวนการดี ๆ ได้
เมื่อครูจัดกระบวนการเพื่อเรียนรู้อยู่กับศิษย์ เพื่อน ๆ อีกหลาย ๆ ชีวิตก็สามารถเรียนรู้ได้ร่วมกัน

 

การเรียนรู้จากตัวอย่างจริง ย่อมมีค่ากว่าตัวหนังสือในหน้ากระดาษ
การประยุกต์แนวความคิด หลักการของ KM ให้ “เนียน” เข้าไปในห้องเรียนนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

KM นั้นต้องอยู่ในห้องเรียน ห้องเรียนที่มี “ครูและศิษย์”
นำ KM เข้ามาคลุกในกระบวนการเรียน การสอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไปด้วยกัน
เด็กรู้ ครูรู้ ครูดี เด็กดี

ไม่แบ่งแยกครูไปเรียนที่หนึ่ง แล้วให้เด็กนั่งรอคุณครูที่ลาราชการไปเรียนรู้อยู่อีกที่หนึ่ง
เรียนไป คลุกไป แก้ไข ร่วมเรียนรู้ และพัฒนาการไปด้วยกัน

อาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นสามารถยืดหยุ่นเวลาในคาบเรียนเพื่อประยุกต์ใช้ KM ได้สะดวกที่สุด
อุปกรณ์การเรียน การสอนสะดวกและพร้อมพรั่ง
เด็ก ๆ (นิสิต นักศึกษา) กล้าพูด กล้าแสดงออก ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ตัว “อาจารย์” นี่เอง ว่าจะ Lecture หรือว่าจะจัด “กระบวนการเรียนรู้” เพื่อพัฒนาครูและศิษย์...

การเปิดโอกาสของผู้บริหารสถานศึกษาก็เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง
ถ้าผู้บริหารเปิดไฟเขียว สนับสนุน ส่งเสริม หรือเพียงแค่ “ขยิบตา” ให้สักหน่อยหนึ่ง ครู และอาจารย์รุ่นใหม่ ไฟแรง ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอน...

G2K เป็นเวทีรองรับในการนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้
G2K มีกัลยาณมิตรที่คอยดู คอยแก้ไข
“เครือข่ายเสมือน (Visual Network)” ใน G2K นี้ สามารถทำหน้าที่ได้ดีเช่นเดียว 7-11 เพราะเปิดอยู่ 24 ชั่วโมง

ข้อความ ตัวอักษร รูปภาพ เสียง พร้อมพรั่ง อีกทั้งมี “ผู้รู้” ที่ไม่ยืนอยู่บนผลประโยชน์คอยให้คำปรึกษา

ตอนนี้ทุกภาคส่วนในระบบ ในเครือข่ายนั้นพร้อมที่จะ “เสริมสร้างพลังของการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาครู” แล้ว
เหลือเพียงครูที่จะก้าวลงมาละเลง ลงมาเล่นในเวทีนี้เท่านั้น

เวทีการพัฒนาการเรียนรู้นี้ ขอเพียงแค่มีใจก็ทำได้
ถึงแม้นจะอยู่ในโครงการ นอกโครงการ จะมีชื่อ หรือไม่มีชื่อ ขอเพียงเรามีใจรักใน “พัฒนาการของความเป็นครู” เท่านั้น ทุก ๆ ท่านก็เริ่มทำได้ในวันนี้ ณ เวลานี้

เวลานี้เป็นโอกาสที่ดีแล้ว ที่เราจะได้เริ่มต้นเพิ่มพลังของการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาครูซึ่งอยู่ในจิตในใจของเรา
พัฒนาวิญญาณของความเป็นครูที่ดีในตัวเองให้เกิดให้มี เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาไทยในทศวรรษที่สองนี้สำเร็จจริง...