ด้วยไม่มีเวลา ผมอ่านหนังสือ “ควอนตัมกับดอกบัว” ไปได้เพียงถึงบทที่ ๙ (ทั้งหมดมี ๑๗ บท) โดยเมื่ออ่านได้ ๒ บทก็ได้บันทึกความคิดไว้ที่นี่
หนังสือเล่มนี้น่าจะอยู่ในรายการ “ต้องอ่าน” สำหรับนักอ่าน ที่ชอบเรื่องหนักๆ เกี่ยวกับความงามและความจริง ที่มองจากมุมของวิทยาศาสตร์ และมุมศาสนาพุทธ
แต่นิสัยผมชอบคิดแย้ง ผมคิดว่ายังมีมุมอื่นอีก สำหรับมองความจริงและความงาม โดยเฉพาะมุมองเชิงวิทยาศาสตร์ ที่มองเฉพาะความจริงด้านกลไกไร้ชีวิต จะไม่เพียงพอ เมื่ออ่านถึงบทที่ ๙ ผมคิดว่า หนังสือนี้ขาดมุมมองธรรมชาติของชีวิต แต่อาจจะอยู่ที่บทต่อๆ ไปก็ได้
ที่จริงบทที่ ๙ ว่าด้วยความโกลาหล (chaos) และความกลมกลืน (order, harmony) ซึ่งโยงเข้าสู่ชีวิตจริงของผู้คนได้มาก แต่เนื่องจากคู่สนทนาขาดประสบการณ์ด้านการบริหารงาน จึงไม่สามารถโยงทฤษฎีด้าน Quantum Physics กับด้านพุทธศาสนา เข้ากับประกฏการณ์ในชีวิตจริงได้ดีนัก
พอดีผมได้อ่านหนังสือ “สู่ชีวิตอันประเสริฐ : ชีวิตและการสอนที่ไม่ธรรมดาของแม่ทีปะ” จึงรู้สึกเปรียบเทียบเห็นความแตกต่างอย่างขั้วตรงกันข้ามของหนังสือ ๒ เล่มนี้
ในขณะที่ ควอนตัมกับดอกบัวเป็นหนังสือที่เน้นทฤษฎี เน้น explicit knowledge แต่ สู่ชีวิตอันประเสริฐ สะท้อนความสำคัญของการปฏิบัติ เน้น tacit knowledge โดยที่ทั้งสองเล่มสนใจเรื่องการพ้นทุกข์เหมือนกัน
ชีวิตของแม่ทีปะ แสดงให้เห็นว่า ความรู้สูงๆ ในทางโลกหรือทางทฤษฎีไม่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ และเพื่อช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ผมมองว่าผู้คนในโลกสมัยใหม่ถูกชักจูงให้เอาใจใส่เพียงด้านเดียว คือด้านทฤษฎี ไม่เอาใจใส่ด้านปฏิบัติ แท้จริงแล้วการเรียนรู้เพื่อการดำรงชีวิตที่มีความทุกข์น้อย ต้องเรียนรู้อย่างสมดุล ระหว่างทฤษฎีกับปฏิบัติ
ในบทสรุปของพระ ของหนังสือควอนตัมกับดอกบัว ท่านบอกว่าประโยชน์ที่ท่านได้รับจากการสนทนากับนักวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ คือได้วิเคราะห์ใคร่ครวญธรรมชาติขั้นสูงสุดของความจริง โดยเฉพาะเรื่องจิตสำนึก โดยที่ ฟิสิกส์ควอนตัม ได้ช่วยอธิบายเหตุผลว่า โลกที่เราเห็น เป็นไปตามจิตสำนึกของตัวเราเอง
ผมสรุปเอาเอง (ไม่รู้ผิดหรือถูก) ว่า “ดอกบัว” เน้นการเพ่งพินิจภายใน จนตัวตนหายไปหรือเบาบาง ในขณะที่ “ควอนตัม” เน้นการเพ่งพินิจอนุภาค และจักรวาล จนเข้าใจว่า อนุภาคเป็นอย่างไร จักรวาลเป็นอย่างไร ก็เพราะจิตสำนึกของตัวเรา สิ่งต่างๆ จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
ในบทสรุปของนักวิทยาศาสตร์ เน้นความสำคัญของสติปัญญาและเหตุผล ในการศึกษาวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่สนใจการหยั่งรู้หรือประสบการณ์ภายในของคน สนใจเฉพาะหลักฐานที่จับต้องได้
นักวิทยาศาสตร์สรุปว่า คนที่สมบูรณ์ต้องมีทั้งสองอย่าง คือวิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณ ซึ่งจะเติมเต็มซึ่งกันและกัน
ผมตีความอีกที ว่าวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนามีส่วนที่เหมือนกันคือเรื่องความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง
บันทึกนี้เป็นการเขียนแบบอ่านไปเขียนไป วิพาก์วิจารณ์ไป แถมยังเอาหนังสือเล่มอื่นมาเปรียบเทียบอีกด้วย เป็นอันว่าผมอ่านหนังสือ ควอนตัมกับดอกบัวจบแล้ว
วิจารณ์ พานิช
๒๘ ก.ย. ๕๒
วิทยาศาสตร์พยายามอธิบายธรรมชาติด้วยเหตุด้วยผล
พุทธศาสนาอธิบายธรรมชาติด้วยการศึกษาจิตใจตนเอง
จนรู้แจ้งและไม่อาจอธิบายดด้วยสมมุติบัญญัติจนกระจ่างครับ
เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ที่ว่า เราต้องสามารถเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับปรากฎการในชีวิตจริงได้ การรู้แต่เพียงทฤษฎีอย่างเดียวหรือมีแต่ประสบการณ์ชีวิตแต่ไม่รู้ทฤษฎีก็ไม่ดีทั้งคู่ แท้จริงแล้วผมเองเข้าใจว่าทฤษฎีนี้ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตหรือความรู้ที่ตกผลึกมาแล้ว ส่วนการเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ในชีวิตจริงก็เพื่อเป็นการอธิบายและหรือเป็นการแสดงออกว่าเราเข้าใจและสามารถนำหลักการที่มีการตกผลึกมาแล้วอย่างยาวนานมาใช้ได้จริง
หากเข้าใจผิดหรือถูกประการใด ขออาจารย์โปรดชี้แนะครับ