ปมเขื่อง ท่านพุทธทาส

ปมเขื่องในจิตใจ

เช้านี้ตื่นมามีโอกาสอ่านหนังสือของท่านพุทธทาส ชอบอ่านของท่านมาก ล่าสุดมีหนังสือชาติกาลของท่านออกมา แต่เป็นชุดชุดละพันกว่าบาท เลยรู้สึกว่าถ้าอยากเผยแพร่ น่าจะราคาถูกกว่านี้หน่อย แต่ก็ดีถ้าซื้อมาแสดงว่าตั้งใจจะอ่านแน่นอน

หนังสือที่อ่านวันนี้ชื่อรวมเรื่องยาว ในชุดธรรมโฆษ ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทความธรรมมะ มีหลายเรื่อง แต่เลือกอ่านเรื่องปมเขื่อง ปมเขื่องเป็นเรื่องที่ท่านเน้นมาตลอด เป็นเรื่องของตัวกูของกูแต่เป็นการถ่ายทอดออกมาอีกแบบหนึ่ง ใจความโดยสังเขปคือ ปมเขื่องเป็นสัญชาติญาณ คือการรับรู้ตามธรรมชาติ ในเด็กก็เป็นความรับรู้แบบไม่มีการปรุงแต่งคือรับรู้ว่ามีตัวกู อันนี้เป็นของกู เดินชนเสา ร้องไห้ เราไปตีเสา เด็กหัวเราะเนื่องจากพอใจ เป็น self centered อย่างแท้จริง พอเราโตขึ้น ปมเขื่องนี้ก็มาในรูปของตัวกู เมื่อมีตัวกู ก็ต้องมีของกู เมื่อมีของกู ก็ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ถ้าไม่เบียดเบียนคนอื่น ก็เบียดเบียนตัวเอง ท่านยกตัวอย่างในพวกติดสุข ขอให้ได้บริจาค จนหมดเนื้อตัว ซึ่งก็เป็นปมเขื่องแบบหนึ่ง ปมด้อยคือปมเขื่องที่ลดน้อยลง เช่น รับราชการมานาน ไม่ได้ดีสักที ไม่ใช่ปมด้อย แต่เป็นปมเขื่องที่ลดลง ทำให้มีความอยากเพื่อตอบสนองให้ปมเขื่องมีมากเต็มที่  การพนัน เป็นความรู้สึกปมเขื่องชนิดวอดวาย เกิดแล้วเป็นอีก เกิดแล้วเป็นอีก เวลาลุ้น ซึ่งร้ายกว่ากามรมณ์ เนื่องจากกามรมณ์ยังต้องอาศัยอวัยวะพร้อมก่อน ปมเขื่องนี้ถ้าสามารถละได้ จะเป็นพระอรหันต์ การละซึ่งปมเขื่องก็คือการรู้สติเท่าทัน เป็นการปฏิบัติ คือการปฏิบัติธรรม มีสมาธิ มีปัญญา ก็จะพิจารณา ว่า “เป็นเช่นนั้นเอง”

เวลาอ่านหนังสือท่านพุทธทาสต้องเข้าใจว่าภาษาคน มาใช้กับภาษาธรรมไม่ได้ ภาษาคนมีความหมายจำกัด ไม่สามารถบรรยายเป็นภาษาธรรมได้หมด จึงปิดกั้นความเข้าใจของเรา

วันนี้อ่านปมเขื่องจึงมาคิดว่า ที่เราเขียน blog occmedman นี้เป็นปมเขื่องหรือไม่ ปกติเป็นคนชอบเขียนอยู่แล้ว ตอนอยู่มัธยม เขียนการ์ตูนเป็นเล่ม แต่ไม่ได้ให้ใครอ่าน พอย้ายบ้านก็หายหมด พออยู่มหาวิทยาลัย ก็เขียนนิยาย เขียนบทความ ส่งไปตามหนังสือต่างๆ แต่ใช้เป็นนามปากกา พอเขาลงก็ไม่กล้าอ่านเนื่องจากอ่านแล้วรู้สึกว่าทำไมเขียนไปอย่างนั้น เขียน blog นี้ก็ไม่ได้สนใจเหมือนกัน เขียนแล้ว upload แล้ว ก็จบกัน ไม่เคยกลับไปดู ว่ามีคนอ่านมากหรือน้อยเท่าใด เพียงแค่อยากเสนอความเห็นบ้าง อยากระบายบ้างเท่านั้น เนื่องจากปกติเป็นคนเก็บมาก ไม่เคยว่าใคร และไม่เคยเถียงกับใคร เพราะรู้สึกว่าว่าแล้ว เถียงแล้วก็ไม่มีประโยชน์ เป็นการแสดง “ปมเขื่อง” มากกว่า เป็นคำพูดไร้สาระ ถ้าจะพูดแล้วทำเลยดีกว่า ดังนั้นจึงมีความเห็นเข้าข้างตัวเอง แบบ ปมเขื่องเล็กๆ ว่า ไม่ได้เป็นปมเขื่อง

สมัยเด็กๆ ชอบเซ็นมาก อ่านของคุณพจนา จันทรสันติ ซาบซึ้งมาก จนอยากจะไปอยู่ภูเขา อยู่ป่า พออ่านของส.ศิวลักษณ์ที่แปลมนุษย์ที่แท้ ของจางจื้อ ก็ชอบอีก มีหนังสือเซ็นอะไรออกมาอ่านหมด เนื่องจากฝ่ายหินยานของเรานั้นมีศัพท์แสงที่เป็นบาลี สันสกฤต มากมาย ทำให้ไม่อยากอ่าน สมัยก่อนอ่านปาจารยสาร มีศัพท์ก้าวหน้าเยอะเช่นชนชั้นแรงงาน ชนชั้นกฏุมพี ปฏิวัติกรรมมาชีพ เลยเขียนจดหมายไปขอร้องให้ใช้ศัพท์ง่ายๆ เลยถูกด่าตอบกลับมาในจดหมายลงหนังสือด้วยว่าเป็นชนชั้นกฏุมพี ไม่มีจิตใจปฏิวัติ โอ้โฮ เลิกซื้อหาเลิกอ่านเลย พอโตขึ้นมาอ่านของท่านพุทธทาส อ่านหมดเกือบทุกเล่ม เล่มแรกที่อ่านคือ ตัวกูของกู ต่อมาก็อ่านตามรอยพระอรหันต์ ปฏิจสมุทรบาท อิทธิปัจจยัตตา พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ไล่มาเรื่อยๆ ที่ชอบมากที่สุดคือภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ความสุขที่แท้มีอยู่แต่ในงาน โอวาทสี่ของท่านเว่ยหล่าง เคยไปสวนโมกข์ แต่นานมากแล้ว พอเข้าวัยกลางคนอ่านพุทธธรรมของท่านประยุทธ์ แล้วรู้สึกว่าภาษาบาลี สันสกฤตินี้ลึกซึ้งนัก อะไรก็แปลตรงตัวเลย ไม่ต้องไปหาอ่านที่ไหนอีก ถ้าเข้าใจศัพท์ก็แปลตรงตัวเลย อ่านไปอ่านมา ไปอ่านหนังสืออื่นๆ เยอะแยะ กลับมาค้นเจอ เล่าไว้ในวัยเยาว์ กลางคน และบั้นปลาย ของท่านพุทธทาส เลยเอามาอ่านซ้ำ ก็รู้สึกว่าวัยเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน มีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นเยอะกับหนังสือเล่มนี้

ประเทศไทยเป็นแบบนี้ อยากให้เรากลับไปอ่านกันครับ อยากให้ทุกคนมีสติ ไม่ใช่ถือสันโดษ คิดและทำอย่างถูกต้อง และคงไม่ต้องให้คนอื่นเดือดร้อน ความต้องการของเราคือความต้องการของเรา เป็นปมเขื่องของเรา ถ้าปมเขื่อง ชน ปมเขื่อง ก็คงฉิบหาย วอดวายไปแน่นอน มีสติครับทุกท่าน