วันนี้ก็อีกวันหนึ่งที่แสงสุรีย์ได้ลับขอบฟ้าอย่างไม่ใยดีต่อสรรพสิ่ง

ที่เฝ้าจ้องมองอยู่  บันทึกนี้ขอต่อยอดต่อตอนเช้าอีกเล็กน้อย 

http://gotoknow.org/blog/12121200/300896 

ขอขยายความโง่ที่มีอยู่ในตัวตนของธรรมฐิตพอเป็นกษัยในอุรา

หลายสิ่งหลายประการที่เราเกลียดชังขยะแขยงนั้น 

มันไม่น่าเกลียดน่ากลัวเท่ากับดวงจิตของเราที่ไปเกลียดชังต่อสิ่งนั้น
บางครั้งความรู้สึกที่อยากจะผลักใสไล่ส่งในสิ่งที่เกลียดชัง

หากรู้ไม่เท่าทัน  ก็จะเป็นการยึดติดอีกแบบหนึ่งที่กลับมาทำร้ายตัวเรา

ดูลิงที่โดนกะปิที่มือสิ  มันเพียรถูเพื่อกำจัดกลิ่นกะปิที่มันเกลียดชังให้ออกไปจากมือ แต่ทว่าอดไม่ได้ที่มันจะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิ อยู่ร่ำไป

ทั้งที่รู้ว่ากลิ่นมันนะเหม็นน่าคิดนะ  

เฉกเช่นเดียวกับตัวเรา เราโกรธหรือเกลียดชังต่อสิ่งใด

ก็มักนำสิ่งนั้นมาเก็บไว้ในจิตใจอยู่เสมอ

ทั้งๆ ที่ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ก็คงไม่ต่างอะไรกับลิงกับกะปิมากนัก

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเมื่ออ่านเรื่องลิงกำถั่วธรรมฐิตเคยโง่กว่าลิงมาแล้ว
เรื่องมีอยู่ว่า ในอินเดีย ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

ลิงชอบโขมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง

โดยใช้ลูกมะพร้าวเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้ 

แล้วใส่ถั่วไว้ในลูกมะพร้าว ซึ่งเป็นของโปรดของลิงนำไปผูกติดกับหลักในสวน ลิงมาที่สวนได้กลิ่นถั่วในลูกมะพร้าว ก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว

เวลามันสอดมือมันแบมือตรงๆสอดเข้าไป

แต่พอจะเอามือออกก็ติดที่รูมะพร้าว

เพราะมันกำมือถั่วไว้ซึ่งใหญ่กว่ารูที่เจาะ 

ลิงพยายามดึงมือเท่าไหร่ก็ไม่ออก  

แต่ก็กำถั่วไว้แน่น พอชาวบ้านมาจับ วิ่งหนีก็ไม่ได้

เพราะมีมืออยู่ในลูกพร้าวซึ่งติดอยู่กับหลักที่ผูกไว้

สุดท้ายถูกคนจับได้ ลิงหาได้คิดสักนิดเลยว่า

เพียงแค่มันคลายมือออกเท่านั้น มันก็เอาตัวรอดได้

ธรรมฐิตเคยหัวเราะเยาะลิงมาแล้ว 

แต่เมื่อคิดได้ตัวตนเรานี่นะบางครั้งจิตใจ

ก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าลิงสักเท่าไรนัก 

เพราะบางเพลาเราก็เอามือถูกะปิแล้วดม

แล้วยังกำถั่วอยู่ในบางครั้งครา

โดยลิงสอนธรรมเข้าเต็มๆเลยแหละงานนี้

ใครที่กำลังเป็นเหมือนลิงถูกะปิและกำถั่วอยู่บ้างละยกมือขึ้น...

ธรรมะสวัสดีขอรับ..