เมื่อมีใครถามผมเรื่องการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ
ผมจะมีกรอบความคิดหลักของตนเอง 3
ประการ คือ
1. การประเมินกับการพัฒนาบุคลากรต้องเป็นกระบวนการเดียวกัน
2.
การเสนอผลงานเพื่อการประเมินเลื่อนวิทยฐานะไม่ใช่ผลทางตรงแต่เป็นผลพลอยได้
หรืออานิสงส์จากการพัฒนางานจนเกิดผลดีแก่ผู้เรียนที่ชัดเจน
3. อยากเห็นคนที่ผ่านการประเมินเลื่อนวิทยฐานะเป็นคนที่ “ ควรจะได้”
ไม่ใช่คนที่ “อยากจะได้” อย่างเดียว
เนื่องจากปัจจุบันมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการประเมินผลงานวิชาการที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงมากขึ้นดังที่กล่าวกันว่า
“ไม่เขียนในสิ่งที่จะทำจริง
ไม่ทำในสิ่งที่เขียนจริง และ ไม่ปรับปรุงพัฒนาต่อเนื่อง”
โดยอาจมีบางคนใช้ช่องว่างของการประเมินที่กำหนดให้ประเมินจากการเขียนเอกสารเป็นโอกาสไปสู่เป้าหมายของตนเองซึ่งทำให้เกิดผลเสียที่ตามมามากมาย
คือนอกจากเป็นการสูญเสียงบประมาณ สูญเสียเวลา
ผู้เรียนไม่ได้รับการพัฒนา
ไม่เกิดการพัฒนาคนที่แท้จริง
รวมทั้งเกิดผลเสียต่อการยอมรับของเพื่อนร่วมงานแล้ว
ยังไม่เป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของความเป็นครูด้วย
ผมเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของ สกศ.(สภาการศึกษาแห่งชาติ)ในการประเมินผู้บริหารต้นแบบของ
สกศ. ที่ใช้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไปดูการทำงานจริง(ไปโดยไม่บอกล่วงหน้า)
ดูสภาพจริง ดูผลการบริหารงานจริง สัมภาษณ์ครู บุคลากร
นักเรียน ชุมชน ผู้ปกครองหลายๆ คน ถึงพฤติกรรมการบริหารงาน
ผลงานที่เกิดขึ้นจริงและความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง
แล้วสัมภาษณ์ตัวผู้บริหาร
จากนั้นคณะผู้ทรงคุณวุฒิก็มาประชุมปรึกษาหารือกัน
วันเดียวก็รู้เรื่องว่าผู้บริหารคนนี้ควรเป็นผู้บริหารต้นแบบหรือยัง
เพื่อให้แน่ใจอีกครั้ง
ก็ให้ผู้บริหารที่เข้าข่ายผ่านการประเมินเบื้องต้นแต่ละคน
มานำเสนอผลงานกับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหญ่อีกครั้ง (
คล้ายการสอบวิทยานิพนธ์ )ประมาณคนละ 10-15 นาที
เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ก็ถือว่าเป็นผู้บริหารต้นแบบได้
และต้องทำวิจัยพัฒนาต่อเนื่อง
รวมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้ให้เครือข่ายด้วย
สกศ. คัดเลือกมา 2 รุ่น ได้ผู้บริหารต้นแบบไม่ถึง 100 คน
ถือว่าเป็นผู้บริหารมือเยี่ยมทั้งนั้น ผมเคยเสนอวิธีนี้แก่
ก.ค.ศ. เพื่อให้นำมาปรับใช้กับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ
โดยให้คัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละสาขาที่เป็นที่ยอมรับได้(จริงๆ)มาดำเนินการอย่างนี้
แล้ว ก.ค.ศ. ก็คอยติดตามดูพฤติกรรม ถ้าผู้ทรงคุณวุฒิคนใด
ไม่รักษาชื่อเสียงเกียรติยศของตนเองก็ปลดออก
ถือเป็นการลงโทษทางสังคมที่รุนแรงต่อวงศ์ตระกูลด้วย
มีคนกล่าวว่า “ คนที่เชี่ยวชาญการดูม้าจริงๆเขาจะดูว่าเป็นม้าดีหรือไม่ก็แค่ตบบั้นท้ายทีสองทีก็รู้แล้ว”
ไม่ต้องลงทุนเสียงบประมาณมากมาย
แล้วก็ได้เอกสารกองโตที่อาจไม่ได้ทำจริง
เหมือนที่เขาล้อเลียนการทำแผนการสอนว่า
“ แผนการส่ง”
นั่นแหละ
ครูและบุคลากรทางการศึกษาเก่งๆคงไม่ใช่เขียนเก่งอย่างเดียว
คนบางคนเขียนไม่เก่ง แต่ ทำเก่ง ก็จะหมดโอกาส
ส่วนคนที่ทั้งเขียนก็เก่ง ทำก็เก่ง ถือว่ายอดเยี่ยม
สมควรได้อย่างยิ่ง แต่ใครล่ะจะสมบูรณ์แบบทุกอย่าง การประเมิน
ก็ควรจะดูในหลาย ๆ มิติใช่ไหม
ดังนั้นเพื่อรักษาความเป็นวิชาชีพครู ซึ่งมีมาตรฐานวิชาชีพ
ทั้งด้านความรู้ การปฏิบัติงาน และ การปฏิบัติตน (จรรยาบรรณวิชาชีพ
) เราจึงควรมาช่วยกันรักษาจรรยาบรรณวิชาชีพ
โดยใช้เรื่องนี้เป็นฐานกันดีไหม
เยี่ยมยอดตรงใจมากค่ะ เคยคิดเสมอว่า ทำไมการเลื่อนขั้น เลื่อนระดับจะต้องทำเอง คนที่ควรพิจารณาน่าจะเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจ และควรพิจารณาจากการปฏิบัติจริงตามงานที่ระบุในหน้าที่นั้นๆ ไม่ใช่ให้คนทำงานไปดูว่าตัวเองถึงเวลาถึงระดับที่ต้องขอเลื่อนหรือยัง แล้วก็เขียนบรรยายว่าตัวเองทำอะไร ดียังไง ถึงสมควรได้เลื่อน
ภาคปฏิบัติที่เป็นอยู่ เปิดโอกาสให้คนเขียนเก่ง มองลู่ทางเก่งเจริญก้าวหน้า ส่วนคนทำงานเก่ง เขียนไม่เก่ง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ขาดหรือด้อยโอกาสในการก้าวหน้า หรือถึงขั้นถูกมองว่าไม่รู้จักพัฒนาตนเองเลยด้วยซ้ำ เพราะเขียนชมตัวเองว่าเก่งยังไงไม่เป็น บรรยายไม่ถูกว่าตัวเองทำอะไรดีสมควรได้เลื่อนขั้น
ขอให้ระบบที่อาจารย์เล่าได้มีโอกาสขยายไปสู่วงราชการทุกระดับด้วยเถิดค่ะ น่าจะทำให้คนทำงานมีขวัญกำลังใจ และเอาเวลาไปทำงานจริงๆ และได้รับการส่งเสริมเพราะทำงานจริงๆ ไม่ใช่เพราะเสนอให้ถูกพิจารณา
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เจ้าตัวควรเขียนแค่รายงานผลงานว่าเคยทำอะไรที่สมควรได้รับการเลื่อนฐานะ ( SAR ) แล้วมีดณะกรรมการมาประเมินตามลักษณะที่ อ.เธนศ นำเสนอ
เนื้อหาโดนใจผมมากครับวันนี้ที่อาจารย์ถ่ายทอดออกมา อยากให้ครูไทยทั่วประเทศได้อ่านบันทึกฉบับนี้ของอาจารย์..เพื่อที่จะได้มีแนวทางในการยกระดับงานวิชาการของตนเองขึ้น..
ขอให้กำลังใจคุณครูสองท่านที่ประสบเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นทางภาคใต้ ทำไมชาวบ้านไม่ช่วยครู…
ทิ้งท้าย..
ฝากไว้ให้ช่วยกันกระตุ้นสื่อเพื่อสังคมหน่อยนะครับ โปรดอ่านที่ ขอความเห็นจากทุกๆท่าน เรื่องการตีแผ่วงจรธุรกิจน้ำเมา แล้วไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อที่บอร์ดของทีวีบูรพา ตามหัวข้อที่แนะนำนะครับ ขอขอบคุณ..
อยากจะบอกว่าไม่ใช่แค่วงการครูหรอกนะคะที่สามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้ ในอาณาจักรราชการทุกหย่อมหญ้าต่างหากที่ควรจะใช้แนวคิดเช่นนี้ เพื่อที่ว่าคนทำงานจริง ๆ ก็คือคนที่ควรได้เท่านั้น คะแนนความคิด 100 เต็ม คะแนนปฏิบัติแล้วแต่บุญกรรม
เคยได้ยินไหม สมัยก่อนคนขึ้นบ้านแล้วชักบรรได้น่ะ
ตัวเองขึ้นได้แล้ว ดึงบรรไดไม่ให้คนอื่นเขาได้ขึ้น อยากขึ้นก็ให้มันปีนให้ยาก ๆ หน่อย จำไว้...
ครูที่ผลงานวิชาการไม่อนุมัติบางคนเขาทำด้วยตนเองด้วยความตั้งใจ ผลิตสื่อ นำมาทดลองใช้กับเด็กจริงและเด็กพัฒนาทักษะสูงขึ้น แต่เขียนรายงานไม่เก่ง ผลงานไม่อนุมัติ น่าเห็นใจมากๆ
ส่วนคนที่จ้างทำ จ้างกรรมการแต่ผลงานคัดลอกมา กลับอนุมัติ นี่หรือการศึกษาไทย