การตรวจเท้าเบาหวานในชุมชน

1. โครงการ           โครงการ หวานร่วมใจห่วงใยเท้า ศูนย์สุขภาพชุมชนบุญเรืองa

2. ชื่อหน่วยงาน   ศูนย์สุขภาพชุมชนบุญเรือง ตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

3. ชื่อผู้รับผิดชอบโครงการ นายศตวรรษ   ขันต๊ะ พยาบาลวิชาชีพ ระดับชำนาญการ

4. ชื่อผู้ร่วมโครงการ

                นางมณีวรรณ                       แสนอุดม               นักวิชาการสาธารณสุข ระดับชำนาญการ

                นางสายสุดา                         เชื้อเมืองพาน       เจ้าหน้าที่ทันตภิบาลชุมชน ระดับ

                นายนัฐพงษ์                          ปันต๊ะรังสี             เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนระดับปฏิบัติงาน

                นางสาว กาญจนา                กันทะวงค์             เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนระดับปฏิบัติงาน

                นางพิกุล                                พงษ์สุวรรณ          ผู้ช่วยเหลือคนไข้

                นางสาวธัญชนิต                  สุวรรณสา             ผู้ช่วยเหลือคนไข้

                นายสมชาย                           มูลชนะ                 พนักงานบริการ

3. หลักการและเหตุผล

                โรคเบาหวาน เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ เนื่องจากเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังของระบบต่อมไร้ท่อที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของหลายประเทศและอัตราความชุกของโรคมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติข้อมูลของ WHO  ปีพ.ศ. 2543 พบว่าทั่วโลกมีคนเป็นโรคเบาหวาน 171 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 366 ล้านคนในปีพ.ศ. 2573 โดยเฉพาะผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 พบร้อยละ 97 และในจำนวนนั้นจะมีมากกว่า 150 ล้านคนที่อยู่ในทวีปเอเซีย ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเกือบ 2 เท่า สำหรับประเทศไทยและประเทศทางแถบเอเซียนั้นผู้เป็นเบาหวานร้อยละ 99 เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 (เทพ หิมะทองคำ และคณะ, 2544)              เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด       สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ มากมายทั้งชนิดเฉียบพลัน  เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง        ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ  และการติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อนชนิดเรื้อรังได้แก่ ไตวาย  แผลเรื้อรังที่เท้า  ต้อกระจกและตาบอด  โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง  เป็นต้น  และภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญมากของโรคเบาหวานที่ต้องให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่าภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ นั่นก็คือ แผลที่เท้า แผลที่เท้าเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของผู้ป่วยเบาหวาน ทำให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยครั้ง และแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเข้ารับการรักษาเป็นระยะเวลานานกว่า 1 เดือน (Stanley and Turner,2004) จาการศึกษาของ May Field,et al,1998 พบว่าในช่วงชีวิตหนึ่งของผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดแผลที่เท้าร้อยละ 15 ประมาณร้อยละ 70 ของผู้ที่เคยเกิดแผลที่เท้ามีโอกาสกลับเป็นแผลซ้ำได้อีกภายใน 5 ปี และอัตราการเกิดแผลใหม่พบได้ร้อยละ 1-1.4 ต่อปี (American Diabetes Association , 2004) การเกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้จบลงด้วยการหายของแผลเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ทุกๆ 30 วินาทีจะมีผู้ป่วยเบาหวานถูกตัดขา 1 คนจากปัญหาแผลที่เท้า(International Working Group on the Diabetic Foot, 2005) สาเหตุสำคัญของการเกิดแผลที่เท้า คือภาวะปลายประสาทเท้าเสื่อม โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย การมีข้อจำกัดการเคลื่อนไหวของข้อต่อบริเวณเท้า การเกิดโรคเบาหวานยังมีอัตราที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องและการเกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยเบาหวานทุกคนและอัตราการเกิดแผลก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้น  

ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลบุญเรือง ตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีเขตพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด 10 หมู่บ้าน ประชากรทั้งหมดจำนวน 7,688  คน  เปิดให้บริการผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงทุกวันอังคาร จากสถิติข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 2551 ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง มารับบริการทั้งในเขตพื้นที่รับผิดชอบและจากตำบลครึ่งซึ่งเป็นตำบลใกล้เคียง จำนวนทั้งหมด 819 คน แยกเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวน 169  คน และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 650 คน คิดเฉลี่ยจำนวนผู้ป่วยมารับบริการในวันคลินิกเบาหวาน ความดันต่อวัน มีจำวน 120 คนต่อวัน จากการทบทวนการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ผ่านมาพบว่า ผู้ป่วยที่มารับบริการได้รับการตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจประเมินความผิดปกติในระบบอื่นๆจากพยาบาลเวชปฏิบัติและเจ้าหน้าที่ทีมสุขภาพ มีการให้ความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ยา การออกกำลังกาย เป็นรายบุคคล แต่ยังไม่มีการรวมกลุ่ม การเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในการดูแลเท้าส่งเสริมหรือเน้นให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการป้องกันการเกิดแผลที่เท้าได้เท่าที่ควร มีการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าปีละครั้งแต่เมื่อคัดกรองความเสี่ยงแล้ว ยังไม่มีการปฏิบัติอย่างเป็นมาตรฐานและมีรูปแบบที่ชัดเจนในติดตาม ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลหลัก ประกอบกับขณะตรวจ ประเมินสุขภาพเท้ามีข้อจำกัดของเครื่องมือตรวจได้แก่ Monofilament ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดไม่เพียงพอกับผู้ป่วยที่มีอยู่มาก และสามารถให้ผู้ป่วยนำไปใช้ตรวจประเมินเบื้องต้นต่อเนื่องที่บ้านได้

 หากผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับความรู้เบื้องต้นในการดูแลเท้าที่ถูกต้องจากบุคลากรทางด้านสาธารณสุข กลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการดูแลสุขภาพเท้า สามารถตรวจสุขภาพเท้าเบื้องต้นอย่างต่อเนื่องด้วยตัวผู้ป่วยเองโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียบง่าย ได้ผล ราคาไม่แพง เชื่อมต่อไปที่บ้านและชุมชนได้ จะทำให้ผู้ป่วยไม่เกิดแผลที่เท้า หรือถ้ามีแผล ทีมสุขภาพสามารถดูแลแผลและป้องกันไม่ให้เกิดแผลลุกลามจนเกิด ความพิการจากการตัดเท้า ย่อมเป็นการดูแลผู้ป่วยที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เชื่อมโยงองค์ความรู้ที่หลากหลาย สามารถลดผลกระทบด้านต่างๆและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นได้

วัตถุประสงค์      

1.เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานได้รับความรู้ และทักษะในการดูแลสุขภาพเท้าด้วยตนเอง

2.เพื่อคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลได้รับการดูแลและป้องกันการเกิดแผลในระยะเริ่มต้น

3. เพื่อพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน อำเภอเชียงของ

4.เกิดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ชนิดใหม่ๆเป็นรูปธรรม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจเท้าผู้ป่วยเบาหวาน

กลุ่มเป้าหมาย

                ผู้ป่วยเบาหวานตำบลบุญเรือง  จำนวน 110  คน

ระยะเวลาดำเนินการ

 ตั้งแต่เดือน ตุลาคม  2551 - กันยายน 2552

1.ระยะเตรียมการ

                1.1 ศึกษาข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานที่มารับบริการในคลินิกเบาหวาน และนำมาวิเคราะห์ข้อมูล

                1.2ประชุมปรึกษากับทีมงานสุขภาพศูนย์สุขภาพชุมชนบุญเรือง

                1.3กำหนดวิธีการและวางแนวทางดำเนินงาน

                1.4จัดตั้ง คลินิกสุขภาพเท้าเบาหวานศูนย์สุขภาพชุมชนบุญเรือง

                1.5จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ทั่วไป และวัสดุอุปกรณ์ในการทำ จ้อนฮักตี๋น เตรียมแบบตรวจประเมินเท้าในผู้ป่วยเบาหวานตามระดับความรุนแรง และแบบประเมินความพึงพอใจนวัตกรรม จ้อนฮักตี๋น

                1.6 ประชาสัมพันธ์โครงการ โดยการปิดประกาศ และกระจายเสียงตามหอกระจายข่าว

                1.7 กำหนดทีมผู้รับผิดชอบ มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบ

                1.8 จัดทำแนวทางปฏิบัติการแลเท้าผู้ป่วยเบาหวาน

                1.9 ประชุมชี้แจงโครงการและแนวทางปฏิบัติการดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวาน

                1.10 ให้ความรู้ทีมงานสุขภาพศูนย์สุขภาพชุมชนบุญเรือง ในการประเมินเท้าในผู้ป่วยเบาหวานตามระดับความรุนแรง 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยงปานกลาง กลุ่มเสี่ยงสูง และกลุ่มที่มีแผล

2.ระยะดำเนินการ

                วันที่ 11 ก.ค. 2552 ณ ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลบุญเรือง ต.บุญเรือง อ.เชียงของ จ,เชียงราย

                2.1 เจ้าหน้าที่ทีมงานสุขภาพศูนย์สุขภาพชุมชนบุญเรือง บันทึกประวัติผู้ป่วยลงในแบบประเมินเท้าผู้ป่วยเบาหวาน จำแนกผู้ป่วยตามระดับความรุนแรงเป็น 4 กลุ่ม บนแฟ้มประวัติผู้ป่วย ดังนี้

                1) กลุ่มปกติ หมายถึงไม่มีแผล และเท้าปกติ

                2) กลุ่มเสี่ยงปานกลาง หมายถึง ไม่มีแผล เท้าผิดรูป ผิวหนัง/เล็บผิดปกติ ชีพจรที่เท้าผิดปกติ หรือมีการรับความรู้สึกที่เท้าผิดปกติ

                3) กลุ่มเสี่ยงสูง หมายถึง ไม่มีแผล มีประวัติเคยมีแผลหรือเคยตัดขา/เท้า หรือ เท้าผิดรูป ร่วมกับ ชีพจรที่เท้าผิดปกติ หรือการรับความรู้สึกที่เท้าผิดปกติ

                4) กลุ่มที่มีแผลที่เท้า

                ทุกกลุ่ม ทำการทดสอบระดับความเข้าใจการดูแลเท้าด้วยตนเอง ก่อนและหลังสิ้นสุดโครงการ

                 2.2 พยาบาลให้คำแนะนำความรู้เรื่องเบาหวานเบื้องต้น บัญญัติ 10 ประการในการดูแลเท้า

และการดูแลเท้าด้วยตนเอง 5 ขั้นตอน ได้แก่ การเช็ดเท้า-การตรวจ/คลำ-ทาโลชั่น-การนวดเท้า-การบริหารเท้า โดยใช้การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของกลุ่ม การฟังอย่างลึกซึ้ง และใช้ทักษะการจับประเด็น

                2.3 ตรวจประเมินความรู้สึกที่เท้าด้วย Monofilament โดยเจ้าหน้าที่

                2.4 กลุ่มเสี่ยงปานกลาง กลุ่มเสี่ยงสูง นัดตรวจซ้ำตามทำแผลตามแนวทางปฏิบัติ

                2.5 กลุ่มที่มีแผล ทำแผลตามแนวทางปฏิบัติ หรือรายที่มี callus ส่ง trim callus ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ

                2.6 นัดติดตามดูแลตามแนวทางปฏิบัติ

                3.ระยะประเมินผล

                3.1 ก่อนและสิ้นสุดโครงการ วัดระดับความเข้าใจในการดูแลเท้าด้วยตนเอง และระดับความรู้สึกต่อการชาที่เท้า จากแบบสอบถามและการตอบคำถามของกลุ่ม

                3.2 ประเมินอัตราการเกิดแผลใหม่และการตัดนิ้ว/เท้า/ขา เปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผล ระหว่างตุลาคม 2550 – กันยายน 2551 กับผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผล ระหว่างเดือนตุลาคม 2551-กันยายน 2552

 

งบประมาณ          จากโครงการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอเชียงของ

                                สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

 

                1.ค่าอาหารกลางวันและอาหารว่างสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน110 คน X 50บาท   = 5,500

บาท

                2. ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจเท้า (สบู่เหลว ผ้าเช็ดเท้าและโลชั่น) จำนวน110 คน X 5บาท

= 550 บาท

                3. ค่าถ่ายเอกสาร                330         บาท

-แบบประเมินเท้าเบื้องต้น 110 แผ่น

-แบบวัดความรู้ ก่อน และ หลังการอบรมจำนวน  110 แผ่น

-แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรม  110 แผ่น

4. ค่าผ้าป้ายโครงการ          800         บาท

5.  ค่าอุปกรณ์ในการทำ จ้อนฮักติ๋น 110 ชิ้น X 5บาท = 550 บาท

                                -ช้อนพลาสติกหลากสี

                                -กาวตราช้าง

                                -เอ็นเบ็ดเบอร์ 45

 

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น              7,730                                     บาท

(หมายเหตุ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสามารถถัวเฉลี่ยได้) 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ 

1.ผู้ป่วยเบาหวานได้รับการตรวจประเมินเท้าและได้รับการดูแลตามแนวทางปฏิบัติที่กำหนดไว้

2.เกิดความร่วมมือในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เท้า ระหว่างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ และศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลบุญเรือง

3.ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้าได้รับการดูแลต่อเนื่อง และตามแนวทางปฏิบัติที่กำหนดไว้

4. เกิดความพึงพอใจต่อนวัตกรรม จ้อนฮักตี๋น

 

การประเมินผลโครงการ

1.จำนวนผู้ป่วยเบาหวานได้รับการตรวจประเมินเท้าเบื้องต้น มากกว่า 80%

2.จำนวนผู้ป่วยเบาหวาน ได้รับการประเมินความเสี่ยงการเกิดแผลที่เท้าตามแนวทางปฏิบัติมากกว่า 80 %

3. จำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าอบรม มีความรู้เรื่องการดูแลเท้าเบื้องต้น ก่อนและหลังการ

อบรม มากกว่าร้อยละ 80

4.จำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับ จ้อนฮักตี๋น  มีความความพึงพอใจต่อนวัตกรรม จ้อนฮักตี๋น มากกว่าร้อยละ 80

5.กลุ่มเสี่ยงสูง กลุ่มที่มีแผลที่เท้า มีการส่งต่อโรงพยาบาลหลักตามแนวทางปฏิบัติ 100%

6.เกิดนวัตกรรมในการตรวจประเมินเท้าเบาหวานเบื้องต้น 1 เรื่อง

 สรุปโครงการ

  1.จำนวนผู้ป่วยเบาหวานได้รับการตรวจประเมินเท้าเบื้องต้น มากกว่า 80% ผลลการดำเนินงาน ผู้ป่วยเบาหวานได้รับการตรวจประเมินเท้าเบื้องต้น ทั้งหมด 60 คน จากจำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดในตำบล 110 คน คิดเป็นร้อยละ 54.5

  2.จำนวนผู้ป่วยเบาหวาน ได้รับการประเมินความเสี่ยงการเกิดแผลที่เท้า ตามแนวทางปฏิบัติมากกว่า 80 % ผลลการดำเนินงานผู้ป่วยเบาหวานได้รับการตรวจประเมินเท้าเบื้องต้น ทั้งหมด 60 คน ได้รับ การบันทึกลงในแบบฟอร์มการตรวจเท้าในผู้ป่วยเบาหวานจากโรงพยาบาลสมเด็จ พระยุพราชเชียงของทุกราย คิดเป็นร้อยละ 100

  ผลการตรวจเท้าผู้ป่วยเบาหวาน ตำบลบุญเรือง

 

การจำแนกความเสี่ยง จำนวน(คน) หมายเหตุ
เสี่ยงต่ำ 39 01/01/2553 ( นัด )
เสี่ยงปานกลาง 20 01/7/2553 ( นัด )
เสี่ยงสูง 0

 

เสี่ยงสูงมาก 1

ทำแผล

รวม 60

Trim callus 5 ราย

 

 

      3. จำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าอบรม มีความรู้เรื่องการดูแลเท้าเบื้องต้น ก่อนและหลังการอบรม มากกว่าร้อยละ 80 ผลลการดำเนินงานใช้กลุ่มตัวอย่าง 30 คน ในการตอบแบบสอบถามก่อนและหลังเรียน 3.1 ก่อนเรียนผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าอบรม มีความรู้เรื่องการดูแลเท้าเบื้องต้น       อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ66.673.2 หลังเรียนผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าอบรม มีความรู้เรื่องการดูแลเท้าเบื้องต้น อยู่ในระดับสูง ร้อยละ76.67 

                                                                                           

ระดับความรู้ จำนวน (คน)
ก่อนเรียน หลังเรียน
ต่ำ (0-3) 0 0
ปานกลาง(4-7) 20 (66.67) 7 (23.33)
สูง( 8-10 ) 10 (33.33) 23 (76.67)
รวม 30 30

 

 

   5.จำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับ จ้อนฮักตี๋น  มีความความพึงพอใจต่อนวัตกรรม จ้อนฮักตี๋น มากกว่าร้อยละ 80ผลลการดำเนินงาน ใช้กลุ่มตัวอย่าง 20 คน ในการตอบแบบประเมินความพึงพอใจต่อนวัตกรรม จ้อนฮักตี๋น ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับ จ้อนฮักตี๋น  มีความความพึงพอใจต่อนวัตกรรม จ้อนฮักตี๋น ร้อยละ 90

  6.กลุ่มเสี่ยงสูง กลุ่มที่มีแผลที่เท้า มีการส่งต่อโรงพยาบาลหลักตามแนวทางปฏิบัติ 100%ผลลการดำเนินงาน ผู้ป่วยมีแผลจากเชื้อราที่เท้า 1 ราย ลักษณะแผลแบบ Fissure ให้ยา Cotrimazole cream ทา อาการดีขึ้น ร่วมกับให้ผู้ป่วยสังเกตแผลที่เท้าด้วยตนเอง ปัจจุบันแผลหายแล้ว มีการส่งต่อโรงพยาบาลหลักตามแนวทางปฏิบัติ 100%

  แผนการพัฒนาต่อเนื่อง

  1.การตรวจเท้าเบาหวานในชุมชนควรดำเนินการในช่วงหลังเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตร ช่วงเดือน พ.ย. มีนาคม จะทำให้ผู้ป่วยมารับบริการตรวจเท้าเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม 2.พัฒนารูปแบบจ้อนฮักติ๋น ให้ใช้งานจริงใกล้เคียง Monofilament มากที่สุดโดยเปลี่ยน เอ็นเบ็ดเป็นเบอร์ 50 3.ติดตามการใช้ จ้อนฮักติ๋น ของผู้ป่วยที่บ้านโดยการลงเยี่ยมบ้าน 4.มีการทบทวนความรู้ใหม่ในการดูแลเท้าให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการตรวจเท้าอยู่เสมอ เช่น การ trim callus5.การหารองเท้าที่เหมาะสมให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงอย่างเหมาะสม โดยร่วมมือกับภาคีด้านสุขภาพส่วนท้องถิ่น 6.มีการดำเนินการตรวจเท้าเบาหวานในชุมชนอย่างต่อเนื่องโดยใช้แนวทางการส่งต่อของเครือข่ายตามประเภทความเสี่ยง 7.ขยายผลการตรวจเท้าเบาหวานให้ครอบคลุมทุกตำบลในอำเภอเชียงของ 8.จัดทำเป็นผลงานทางวิชาการ เช่น Routine to research