เราไม่ควรที่จะยึดติดกับ “รูปแบบ” และ “คำพูด” มากเกินไป

มาถึงช่วงเนื้อหาสาระสำหรับการจัด Mini Workshop ให้กับผู้บริหารระดับ ซี 9 ของกระทรวง ๆ หนึ่ง  แบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก ๆ คือ      

ช่วงเช้าเป็นการบรรยายเพื่อปรับพื้นฐานปรับความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการความรู้ และสร้างความเข้าใจระดับที่ลึกยิ่งขึ้น เพราะได้เห็นจากตัวอย่างการลงมือปฏิบัติจริง การนำไปใช้จริง มีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งอุปสรรคและปัญหาจากการปฏิบัติจริง ๆ ช่วงเช้าจะเป็นสะท้อนการเรียนรู้ร่วมกันจากการโดยเรียนรู้ผ่านกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง  

                   

ช่วงบ่ายเป็นทดลองฝึกปฏิบัติร่วมกัน  โดยใช้ “โมเดลปลาทู” เป็นตัวแบบ พร้อมนำเสนอผลงานของแต่ละกลุ่มและร่วมสะท้อนการเรียนรู้ระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่ม เน้นการ Share เรื่องเล่าที่สำเร็จ (Storytelling) หรือเรื่องเล่าที่เราประทับใจ โดยแต่ละกลุ่มเลือกหัวข้อ เช่น การปรับเปลี่ยนทัศนคติ การสร้างขวัญและกำลังใจ หัวข้อที่เลือกส่วนใหญ่จะเน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลัก เพราะถ้าไม่เปลี่ยนที่ตัวบุคคลแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะนำเครื่องมืออะไรเข้าไปปรับใช้ในหน่วยงานหรือองค์กร ก็คงจะไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้

 วิทยากรเน้นและย้ำแนวทางสำหรับนำการจัดการความรู้ไปปรับใช้ในองค์กรของผู้เข้าร่วม คือ

  • หาวิธีการที่จะสื่อสารให้กับคนในองค์กรให้เจอว่าเหมาะสมกับแนวทางใด
  • จับแก่น KM ได้ แต่อย่าจับหรือติดที่รูปแบบ
  • ความรู้มีหลายประเภท ไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่แบบเดียว (คู่มือ เอกสาร)
  • ความรู้มีอยู่ในทุก ๆ ที่ และทุกระดับ

จากการเข้าร่วมครั้งนี้ดิฉันมองว่าเราไม่ควรที่จะยึดติดกับ“รูปแบบ” และ “คำพูด” มากเกินไป เพราะการสื่อสารผ่านคำพูดหรือภาพประกอบนั้น เป็นเพียงเครื่องมือที่ต้องการสื่อสารระหว่างผู้รับและผู้ส่งสารเท่านั้น การนำเครื่องมือการบริหารจัดการต่าง ๆ มาใช้สำหรับการบริหารจัดการภายในองค์กร แต่ก็ไม่ควรที่จะทิ้งแก่นสาระสำคัญไป ควรนำมาปรับเพื่อให้เหมาะกับบริบทขององค์กร รวมถึงการปรับทัศนคติที่ดีต่อเครื่องมือนั้น และอย่าไปกังวลแทนคนอื่นว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ทำกลัว ผู้ที่มีบทบาทสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ คือ คณะผู้บริหารควรเปิดใจและรับฟังในสิ่งที่ลูกน้องได้ฝึกปฏิบัติและนำเสนอต่อคณะผู้บริหาร และอย่ายึดติดที่ตัวบุคคลให้ยึดที่ผลของงานเป็นหลัก