เจ็บหัวใจ: อีกครั้งกับ PBL
วันที่ 19 กันยายน 2552 เป็นวันเสาร์ ผมมีนัดกลุ่มเรียน PBL ครับ ทำไมต้องมาเรียนกันในวันหยุดด้วย คำตอบก็คือ หาเวลาให้ตรงกันในเวลาราชการไม่ได้ คราวนี้ผมถูกจัดให้มาคุมนักเรียนกลุ่มเฉพาะกิจ มันเกิดอะไรขึ้น
ทั้งนี้เนื่องมาจากทางแพทยศาสตรศึกษาเขาต้องการจะดูว่า การให้คะแนนของอาจารย์ประจำกลุ่มแต่ละท่านนั้นมีผลแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน นักเรียนกลุ่มไหนเจออาจารย์ใจดี รักเด็ก คะแนนกลุ่มก็จะมาก (เกินไป) คนไหนเข้มงวดหน่อยคะแนนก็จะต่ำ การสับเปลี่ยนกันคราวนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อทดสอบสมมติฐานบางอย่าง แต่นั่นแหละ คิดถึงลูกศิษย์กลุ่มตัวเองขึ้นมาตะหงิดตะหงิด
เมื่อวันที่ผมเดินทางไปภูเก็ต ก่อนขึ้นเครื่องนั้น นักเรียนกลุ่มใหม่นี้ก็โทรศัพท์เข้ามาหาผมเพื่อขออนุญาตเลื่อนเวลาเรียน ทั้งนี้ก็เพราะว่ามี 2 คนในกลุ่มต้องเดินทางไปแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติที่ตรังในช่วงเวลาปกติที่ต้องเข้ากลุ่ม PBL พอดี โดยส่วนตัวผมก็ไม่มีปัญหาอะไร มันขึ้นอยู่กับสมาชิกคนอื่นๆในกลุ่มต่างหาก หากทุกคนยินดีก็ไม่มีปัญหา และทราบมาว่า การแข่งขันครั้งนี้ เธอได้ลำดับที่ 4 เชียวนะครับ แม่เจ้า! ที่ 4 ในการแข่งขันกีฬาเยาวชนระดับชาติ เก่งจริงๆ (เขาแข่งกัน 6 ทีม)
การเรียนแบบ PBL นั้นมีข้อบังคับอันหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามนั่นก็คือ ทุกคนต้องเข้ามาเรียนโดยพร้อมหน้ากัน เพราะมันเป็นกิจกรรมกลุ่ม ข้อดีเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือ เรามาเรียนกันในช่วงเวลาที่ทุกคนต้องมีเวลาตรงกันและปรับเปลี่ยนเลื่อนไปมาได้ บางครั้งหากนักเรียนอยากเรียนในวันหยุดก็ได้ อยากให้อาจารย์พาไปกินข้าวหลังเลิกเรียนก็ได้ แต่กระซิบนิดหนึ่ง คณะแพทย์ของผมให้อาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มพานักเรียนไปกินได้ โดยให้เงินหัวละ 25 บาทครับ ฮ่า ฮ่า หารู้ไม่ เด็กๆผมอยากกินอะไรกันบ้าง อาหารญี่ปุ่น อาหารอิตาเลี่ยน สเต๊ก ล้อเล่น......
หลังจากได้ทำความรู้จักหน้าค่าตากันพอสมควร ในกลุ่มใหม่นี้ ชิดชนกรับหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม
PBL มีรูปแบบที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเริ่มต้นการวิเคราะห์ โดยมีหลักในการดำเนินกิจกรรมเริ่มจากการอ่านข้อมูลของโจทย์ แล้วต่อด้วยขั้นตอนต่างๆดังนี้
- มีคำอะไรที่ยังไม่รู้จักกันบ้าง (clarify term)
- โจทย์บอกอะไรบ้าง (significant fact หรือ cue)
- ประเด็นการเรียนรู้ตั้งเป็นคำถาม (problem identification)
- ตั้งสมมติฐาน (hypothesis)
- การตั้งวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (learning objective)
- หาข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐานนั้นๆ
- การนำเสนอ
อาจารย์บางคนหรือกลุ่มบางกลุ่มอาจจะสะดวกหรือชอบใจที่ได้ดำเนินกิจกรรมกลุ่มไปตามลำดับขั้นตอนเสมอๆ ไม่ออกนอกลู่นอกทางจนเกินขอบเขต แต่นั่นแหละ ธนพันธ์ซึ่งเป็นพวก abstract random ดังนั้นจึงมีบ่อยครั้งที่อาจารย์จะกวนลูกศิษย์ให้ออกไปไกลจนถึงต่างประเทศ หลายๆครั้งก็ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมไปตามรูปแบบที่ควรจะเป็น ดังเช่นครั้งนี้
ผู้ชายอายุ 60 ปี เจ็บหน้าอกขณะนอนดูทีวี (ไม่รู้รายการอะไรครับ ดูไปดูมาทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกซะอย่างนั้น) นอกจากนี้ยังมีอาการร้าวไปแขนซ้าย เหงื่อแตกพลั่กและใจสั่น ไปโรงพยาบาลหมอจึงตรวจหัวใจ พบว่าคลื่นหัวใจผิดปกติ ตรวจเลือด CK MB, cardiac troponin และ LDH แพทย์ให้อมยา nitroglycerine อาการดีขึ้นจึงวินิจฉัยว่าเป็น unstable angina จึงให้ยาต่างๆอีก 4 ชนิด แค่นี้แหละครับ และหลังจากที่พวกเขา clarify term กันแล้วก็เริ่มวิเคราะห์หาประเด็นของโจทย์ ปรากฏว่า เมื่อได้ fact ออกมาสักข้อหนึ่ง ก็เกิดปรากฏการณ์วิเคราะห์ต่อเนื่อง เกิดการตั้งคำถามขึ้นมาทันทีว่าเป็นเพราะเหตุใด วิเคราะห์กันไปวิเคราะห์กันมาก็ออกมาเป็นสมมติฐานเรียบร้อย
เรื่องมันกลายเป็นว่า การ list fact ทำให้กระบวนการของกลุ่มนี้ดำเนินไปจนถึงจุดสุดท้ายของกระบวนการ ก็คือ การตั้งสมมติฐานของเรื่องราว เป็นต้นว่า นายคนนี้เป็นเบาหวาน คนหนึ่งบอกว่า เบาหวานเป็นสาเหตุของความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ผมถามว่าทำไม คำอธิบายน่าจะเป็นได้ดังนี้
- เบาหวานทำให้เลือดข้นหนืด ผนังหลอดเลือดจึงสูญเสียความยืดหยุ่น แรงต้านในหลอดเลือดจึงสูง หัวใจเลยทำงานหนักกว่าปกติ
- เบาหวานทำให้เกิดภาวะ metabolism ของน้ำตาลและไขมันผิดปกติ ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ จึงต้องเอาไขมันออกมาใช้แทน ทำให้มี free fatty acid ในหลอดเลือดมาก เกิดเป็นคราบที่หลอดเลือด และเมื่อมันแตกออกก็เกิดโรคหัวใจขาดเลือด
- เบาหวานทำให้เกิดการสร้างสารบางอย่างมากผิดปกติ รวมทั้งของเสียต่างๆที่ทำลายโครงสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผนังหลอดเลือด มันจึงเกิดปรากฏการณ์เช่นข้อแรก
- เป็นต้น พอสังเขป
เมื่อ list fact ต่อไปเรื่อยๆ นักเรียนก็สามารถสร้างสมมติฐานมาประกอบความคิดของตัวเองมากขึ้น และพยายามหาความเกี่ยวพันกันได้บ้างไม่ได้บ้าง บางครั้งก็ถูลู่ถูกังจนน่าขำ บางครั้งก็ดูน่าเชื่อถือเสียเหลือเกิน แต่ก็เตือนสติเขาเสมอว่า อย่าเพิ่งเชื่อที่เพื่อนพูดมากจนเกินไปเพราะเรายังไม่พิสูจน์สมมติฐานโดยการไปหาอ่านหนังสือมาก่อนเลยนะครับ
สิ่งที่ผมสังเกตได้จากกลุ่มนี้ก็คือ ความกล้าในการเสนอความคิดเห็นของนักเรียน ผมไม่ได้บอกว่าน้องๆกลุ่มนี้เก่งกลุ่มลูกศิษย์กลุ่มผมนะครับ แต่ผมคาดเดาว่า เขาได้รับการปูพื้นฐานความรู้ก่อนจะมาเข้ากลุ่มในวันนี้ต่างหาก เพราะเมื่อเขาพอจะเข้าใจเรื่องคลื่นหัวใจมาบ้าง เขาก็กล้าแสดงความคิดเห็น เป็นต้น
ถ้าสมมติฐานของผมถูก นั่นน่าจะแสดงว่า การเรียนด้วย PBL อย่างเดียวนั้นไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด การสอนหรือแนะนำการอ่านหนังสือก่อนการเข้าร่วมกลุ่ม PBL จะเป็นสิ่งที่ช่วยปูพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน ทำให้มีระบบในการวิเคราะห์ข้อมูล ผมว่ามันคงจะน่าสนุกมากที่สามารถคิดได้อย่างต่อเนื่อง มีคำอธิบายในความคิดเห็นต่างๆที่พร่างพรูออกมา ผมสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้มาบ้างครับ โดยเฉพาะเมื่อนักเรียนในกลุ่มของผมบางคนไม่เข้าฟัง lecture เขาจะเงียบกว่าคนอื่นๆที่เข้าฟังการบรรยาย นั่นเพราะเพื่อนพูดกันอย่างรู้เรื่องและเมามัน แต่ตัวเองกลับงงงัน นั่นเพราะความรู้ไม่เท่ากัน พูดออกไปก็กลัวจะเสียฟอร์ม กระมัง
สรุปว่า ในวันนี้ PBL ของผมช่างสนุกเสียเหลือเกิน แต่ก็ไม่แน่ใจนักนะครับ ว่านักเรียนจะรู้สึกเหมือนผมไหม ผมมีความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้น ได้มีโอกาสทบทวนความรู้เมื่อครั้งเรียนแพทย์สิบกว่าปีก่อนอีกด้วย มีความสุขจริงๆครับ
อ้าวคุณหมอเลยอดกลับบ้านทำบุญเลย อย่างงี้ต้องให้ลูกศิษย์พาอาจารย์ไปเลี้ยงข้าวแทนใช่มั๊ยครับ 555
โหพี่หนึ่ง
แบบว่า ผมไม่ได้เข้าวัดมานานมากแล้วครับพี่ เลยไม่ได้นึกว่าจะให้เด็กๆพาไปเิลี้ยง
สวัสดีครับพี่หมอเจ๊ คนสวย (เขาว่ามาอย่างนั้น)
อย่างไรก็ขอฝากฝังน้องๆด้วยนะครับ
เด็กรุ่นใหม่เรียนด้วยกระดาษมากขึ้น จับคนไข้น้อยลง คนไข้ยอมให้จับน้อยลง ดังนั้นทักษะของการใช้มือ ใช้ภาษา ใช้ใจ อาจจะลดน้อยลงไปบ้าง คงต้องอาศัยรุ่นพี่ๆทั้งหลายช่วยๆกันครับ
เป็นกำลังให้อาจารย์ครับ ^^
ครับ คริสโตเฟอร์
เอ๊ะ..ใช่คริสโตเฟอร์ลูกศิษย์ผมหรือเปล่าครับ
สวัสดีคะ การสอน PBL ให้สนุกแบบอาจารย์ไม่ใช่เรื่องง่าย รู้น้อยไปก็ไม่มีข้อมูลพอจะ discuss รู้มากไปก็ไม่มีการตั้งสมมติฐานออกนอกกรอบ และที่สำคัญ ความกล้าแสดงความเห็นยังขึ้นบรรยากาศที่อาจารย์สร้างด้วยคะ
อาจารย์ CMUpal ที่เคารพ
จริงๆแล้วความสนุกไม่ได้อยู่ที่ตัวผมหรอกครับ มีเหมือนกันที่ผมพยายามสร้างบรรยากาศขึ้นมา แต่ผู้รับจับไม่ติด ปรากฏว่าแห้งมาก ฝืดจนอยากจะให้หมดเวลาเร็วๆ
บรรยากาศที่เห็นจะเป็นช่วงปลายๆแล้ว ซึ่งเด็กๆจะเริ่มเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการการเรียนของเขาครับ