การประดิษฐ์ตัวอักษรเขียนขึ้นมาใช้เอง เป็นยุทธวิธีการสร้างชาติที่ดีเยี่ยม ทำให้แต่ละประเทศมีเรื่องราวของตัวเอง การที่ไทยเราหลุดพ้นจากวัฒนธรรมขอมในสมัยสุโขทัยได้เพราะการประดิษฐ์อักษรไทยและการเปลี่ยนศาสนามาเป็นพุทธลังกาวงศ์ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

    ผมเคยมาเที่ยวเวียดนามตอนเหนือแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเกือบ 3 ปีมาแล้ว ตอนนั้นมาเที่ยกับคณะทัวร์ ไม่ได้ศึกษาเตรียมการอะไรเลย การมากับทัวร์ทำให้เราไม่ได้กระตือรือล้นค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อความอยู่รอด ทำให้ผมมีความทรงจำกับเวียดนามน้อยมาก จากการไปเที่ยวชมสุสานโฮจิมินห์ พิพิธภัณฑ์สงคราม เจดีย์เสาเดียว วัดกลางทะเลสาบหวนเกี่ยม เดินช้อปปิ้งและได้ไปอ่าวฮาลอง ก็รู้สึกว่าสวยสู้ชายหาดเมืองไทยไม่ได้ มาคราวนี้ผมออกไปเดินชมเมืองก็พยายามนึกเมื่อคราวก่อนที่มาก็นึกไม่ออก จนวันจะกลับจึงค่อยๆนึกออกบ้าง แม้ตอนไปดูหุ่นกระบอกน้ำผมก็ยังงีบหลับไปพักใหญ่

       เวียดนามได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ป๊อปปิวลาร์เป็นอันดับที่ 13 ของโลก มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าอิตาลีและขนาดพอๆกับเยอรมัน มีประชากรราว 86 ล้านคน ติดกับจีน ลาวและเขมร มีพื้นที่ 4 ใน 5 เป็นภูเขาและเนินเขา ทิวเขาทอดยาวกว่า 1,400 กิโลเมตรจากเหนือลงใต้ มียอเขาฟานซิผาง ในจังหวัดเหลาข่าย สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราว 3,142 เมตร มีชายฝั่งทะเลยาวถึง 3,444 กิโลเมตร ทำให้มีชายฝั่ง ชายหาด อ่าวสวยๆหลายแห่ง ขณะเดียวกันก็เจอกับลมมรสุมหลายลูกจากทะเลจีนใต้ มีพื้นที่ดินดอนปากแม่น้ำใหญ่ 2 แห่งคือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงทางตอนเหนือและลุ่มน้ำโขงทางตอนใต้ มีทรัพยากรธรรมชาติสำคัญคือถ่านหิน เหล็ก อลูมินั่ม ดีบุกและน้ำมัน พื้นที่สามารถปลูกพืชผักได้หลายชนิด อากาศผันแปรไปจากเหนือลงใต้ ทางเหนือมี 4 ฤดูคือร้อน ใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วงและหนาว ทางใต้เหลือ 3 ฤดูคือร้อน ฝน หนาว

      เวียดนามมีประวัติศาสตร์มายาวนาน ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (4แสนปี) ยุคพาลีโอลีธิค-4000 ปีก่อน ค.ศ. ในศตวรรษที่ 7 ก่อน ค.ศ. พระเจ้าหั่ง รวมชาติจนถึงพระเจ้าอันดวงหว่อง 179 ปีก่อน ค.ศ. และถูกยึดครองโดยจีนยาวนานตั้งแต่คริตส์ศตวรรษที่ 1-10 ต่อมาช่วงปี ค.ศ. 968-1945 มีกษัตริย์ปกครองตนเอง หลังจากนั้นก็ตกอยุ่ใต้อาณานิคมของฝรั่งเศส พร้อมๆกับการต่อสู้เพื่ออิสรภาพโดยการนำของโฮจิมินห์ ที่ประกาศอิสรภาพและต่อสู้กับฝรั่งเศสช่วง ค.ส. 1858-1945และได้ชัยชนะที่สมรภูมิเดียนเบียนฟูในปี 1954 กับการเข้าสู๋ยุคสงครามเย็นที่กระชากเวียดนามออกเป็น 2 ประเทศคือเวียดนามเหนือภายใต้การนำของโฮจิมินห์ที่มีฮานอยเป็นเมืองหลวงในระบอบคอมมิวนิสต์โดยการหนุนของจีนและรัสเซียและเวียดนามใต้ ในระบบอกษัตริย์ก่อนถูกเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐภายใต้การหนุนนำของสหรัฐอเมริกา และเวียดนามเข้าสู่สมรภูมิสงครามอเมริกัน ปี 1954 และได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดที่เมืองไซ่งอนในปี 1975

       การผ่านร้อนผ่านหนาวและสงครามมาอย่างโชกโชนยาวนาน สอนให้คนเวียดนามเป็นคนสู้และอดทน ประชากรในเวียดนามมีหลากหลายถึง 54 เผ่าพันธุ์ เป็นคนเวียด 88 % ที่เหลือเป็นคนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ ราว 5.5 ล้านคนอาศัยอยุ่ในพื้นที่สูง ในกลุ่มนี้มีเผ่าไทย (Thai) ถึง 770,000 8o ,ม้ง 440,000 คน ขแมร์ 720,000 คน และอื่นๆ นับถือศาสนาพุทธมากที่สุด รองลงมาคือศาสนาคริสต์ ที่เหลือเป็นเต๋า ขงจื๊อ และนับถือผี เทวดา บรรพบุรุษ ใช้ภาษาเวียด เป็นภาษาพูดทางการ ชนกลุ่มน้อยพูดภาษาของตนเอง ส่วนตัวเขียนนั้นมีการพัฒนามา 3 ระยะ คือ

1. ภาษาฮาน (Han) เป็นภาษาจีน ใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงศตวรรษที่ 20

2. ภาษานอม (Nom) พัฒนาช่วงศตวรรษที่ 11 และ 14 บนรากฐานภาษาฮาน (จีน)

3. ภาษาก๊อกงู (Quoc Ngu) พัฒนามาสมัยสตวรรษที่ 17 ทางฝรั่งเศสได้นำตัวอักษรโรมันมาใช้เขียนตามเสียงในภาษาเวียดและพัฒนามาเป็นตัวอักษรเวียดนามในปัจจุบัน

       การไม่มีตัวเขียนเป็นของตนเอง อาจถูกกลืนชาติได้ง่าย ในอดีตมีวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่ครอบคลุมภูมิภาคต่างๆของโลกไม่กี่กลุ่มทั้งโรมัน กรีก อินเดีย แขก ขอม ซึ่งของยุโรปถูกโรมัน กรีกครอบงำ ส่วนเอเชียใต้ก็เป็นของอินเดีย ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ขอม ส่วนเวียดนามตกอยู่ในวัฒนธรรมจีน ของไทยเราอยู่ในวัฒนธรรมขอม ซึ่งผมคิดว่าตัวสร้างชาติสำคัญน่าจะมาจากศาสนากับตัวอักษร พ่อขุนรามคำแหงมหาราชจึงสามารถปลดแอกจากอิทธิพลขอม(วัฒนธรรมขอม ซึ่งไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมสังคมไทยอยู่ ไม่ใช่เขมร เพราะเขมรเป็นชาติหรือรัฐชาติ แต่ขอมเป็นวัฒนธรรม) พระองค์ท่านจึงได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น แต่ก็ยังคงพัฒนามาบนพื้นฐานของภาษาขอม (ตัดหัว ตัดฐานออก ส่วนตัวเลขใช้เหมือนกัน) และเปลี่ยนไปรับศาสนาพุทธลัทธิลังกาวงศ์แทนศาสนาพราหมณ์เดิม

       เวียดนามก็คงคิดเช่นกัน จึงยกเลิกอิทธิพลจีนโดยใช้อักษรโรมันมาพัฒนา แต่จะเอาแบบที่ฝรั่งเศสใช้เลยก็จะตกใต้อิทธิพลฝรั่งเศสอีก ก็เลยต้องปรับไปบ้าง เท่าที่ผมสังเกตุดูเป็นเพียงการใส่สัญญลักษณ์บางอย่างไว้บนตัวสระ เอ อี ไอ โอ เท่านั้น คิดว่าน่าจะเป็นเสมือนที่เราใส่วรรณยุกต์ทำให้การออกเสียงได้เสียงตามการออกเสียงจริงของคนเวียดนาม เพราะอักษรโรมันไม่มีเสียงวรรณยุกต์ ออกเสียงสูงต่ำได้ตามสถานการณ์ 

       เงินตราเวียดนามใช้สกุลเวียดนามดอง (Dong:VND) คิดราว 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 17,500 ดอง ตอนไปซื้อของแม่ค้าคิดที่ 18 พันดอง ถ้าคิดเป็นเงินไทย 1 บาทจะได้ 470 ดอง ที่ผมแลกที่ร้านแถวสะพานควายได้ 500 ดอง ส่วนที่สนามบินไม่มีเงินดองให้แลก ผมต้องแลกเงินดอลลาร์ติดตัวไปด้วย ( 1 ดอลลาร์ได้ 34.26 บาท) มีเงิน 5 หมื่นดองใบหนึ่งที่ผมแลกไปใช้ไม่ได้เพราะเก่าเกินไป พ่อค้าคนหนึ่งขอแลกคืนเปลี่ยนใบใหม่ให้ผม 2หมื่นดอง ผมไม่เอา ตอนหลังเขาจะให้เพิ่มเป็น 3 หมื่น ผมก็ไม่ยอมเพราะจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก ไม่ได้ใช้ซื้อของอยู่แล้ว แต่พอเดินดูของไปหลายๆร้านพบว่าพ่อค้าแม่ค้าพูดภาษาไทยได้และรับเป็นเงินบาทด้วย

       เวียดนามแบ่งการปกครองออกเป็น 63 จังหวัด/เมือง (รวมเทศบาลนครปกครองตนเอง 5 แห่งคือฮานอย โฮจิมินห์ซิตี้ ไห่ฟ่ง แคนโถและดานัง บางข้อมูลบอกมี 64 จังหวัด) ในส่วนจังหวัดจึงมี 58 จังหวัดแบ่งการปกครองออกเป็น เทศบาลจังหวัด (Provincial municipality) แบ่งต่อไปเป็นเมืองหรืออำเภอ (Township)และกิ่งอำเภอ (Country) ต่อไปเป็นระดับตำบล (Town)หรือชุมชน (Commune) ส่วนเทศบาลนคร แบ่งออกเป็นอำเภอหรือเขต (District) และแบ่งต่อเป็นแขวง (Ward) การปกครองประเทศเป็นแบบสังคมนิยิมคอมมิวนิสต์โดยพรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียว

      การปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียวของเวียดนามกับการปกครองโดยเผด็จการทหารกลุ่มเดียวของพม่า ก็น่าจะเป็นระบบเผด็จการเหมือนกัน แต่ต่างกันที่เป้าหมายของผู้ปกครอง เวียดนามพยายามใช้ความเป็นเผด็จการพรรคเพื่อพัฒนาปากท้องของชาวบ้าน ทำให้บ้านเมืองพัฒนาขึ้น ส่วนของพม่ามีชนเผ่าไม่ได้มากไปกว่าชนเผ่าของเวียดนาม แต่ปากท้องของชาวบ้านกลับแย่ลง ต้องหนีภัยสงครามความเดือดร้อนมาในเมืองไทยจำนวนมาก มีผู้รู้หลายคนเคยบอกไว้ว่า การปกครองที่เน้นแต่รูปแบบการปกครองแต่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปวงชนแล้ว ไม่ใช่การปกครองที่เหมาะสม มีเลือกตั้งแต่โกงกินเพื่อตนเองและพรรคพวก ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือการปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ที่ปกครองโดยอำนาจอยู่ที่คนๆเดียวคล้ายเผด็จการแต่ก็พบว่าสร้างชาติให้เจริญยั่งยืนมาได้มากมาย อย่างที่รัชกาลที่ 5 ท่านได้วางรากฐานการพัฒนาประเทศไว้ ยาวนานมากว่า 100 ปี ทั้งรถไฟ การศึกษาและอีกมากมาย

      ช่วงทานอาหารเย็นที่โรงแรมกับหมอนาย ผมก็ถามเกี่ยวกับการสอนประวัติศาสตร์ในพม่า ว่ามีการพูดถึงเมืองไทยว่าอย่างไรบ้าง เขาบอกว่าแทบไม่ค่อยมีเลย หรืออย่างกรณีพระนเรศวรก็ไม่ได้กล่าวถึงมากนัก กรณีการยึดครองไทย 2 ครั้งก็เป็นเยงเหตุการณ์เล็กๆ แม้แต่ประวัติของบุเรงนองที่ไทยเรายกให้เป็นผู้ชนะสิบทิศ มีเรื่องราวทั้งจริงและนิยายมากมาย แต่ประวัติศาสตร์พม่าก็ไม่ค่อยพูดถึง แต่กลับไปพูดถึงมากช่วงที่ถูกอังกฤษยึดครอง การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของพม่าจากอังกฤษ การเน้นความสำคัญของทหาร ถ้าไม่มีทหารก็จะอยู่ไม่ได้ ก็คงเหมือนๆกับการเขียนประวัติศาสตร์เพื่อตอบสนองความยั่งยืนของผู้ปกครองนั่นเอง ของไทยเราก็เขียนเรื่องราวจนพม่าน่าเกลียดน่ากลัว แต่ตอนที่เราไปยึดลาว เขมร เราก็ไม่ค่อยเขียนถึงนัก ผมเลยได้คำตอบว่าทำไมรัฐบาลเขมรจึงตอกย้ำเรื่องประวัติศาสตร์ที่เราคอยปกครองเขา มาสร้างชาตินิยม จนเกิดปัญหากระทบกระทั่งในพื้นที่ชายแดนกันบ่อยๆ ผมอดคิดในใจไม่ได้ว่า ถ้าประเทศในอาเชียนสามารถเป็นเหมือนสหภาพยุโรปได้ เดินทางไปไหนมาไหนถึงกันได้ ผมคิดว่า เราน่าจะพัฒนาไปด้วยกันได้มากกว่านี้และน่าจะร่ำรวยที่สุดในโลกเพราะเราแต่ละประเทศมีทรัพยากรที่หลากหลาย

       เช้าวันที่ 17 กันยายน ผมถูกปลุกด้วยมอร์นิ่งคอลตอน 5:30 น. เพราะกำหนดออกจากโรงแรมไปสนามบินตอน 6:30 น. แต่พอเอาเข้าจริงทางโรงแรมขอให้ผมออกเร็วครึ่งชั่วโมงเพราะมีอีกสองสามคนจะได้ออกพร้อมกัน ผมคิดว่าออกเร็วหน่อยก็ดี เผื่อรถติดหรือมีปัญหาจะได้มีเวลา นั่งรถตู้จากโรงแรมไปตามถนนสีเลน ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาที่ข้าวกำลังออกช่อเหลืองอร่าม ข่าวว่าเวียดนามส่งข้าวออกเป็นอันดับ 1 ของโลกแล้ว ตอนทานข้าวที่โรงแรมก็คิดว่าปริมาณเขาอาจจะทำได้มากแต่คุณภาพของข้าว ที่หอม ออนนุ่ม น่าทานและข้าวหอมมะลิของไทย เขายังทำไม่ได้ นั่งมองเพลินๆก็หลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ ตื่นอีกทีก็ที่สนามบินนอยไบแล้ว

       ลงจากรถลากกระเป๋าไปตรงบริเวณเช็คอิน เป็นสนามบินเล็กๆ มีโถงเช็คอินส่วนเอกับบี เข้าแถวรอพักหนึ่ง จึงได้เช็คอิน และได้ผ่านด่านเข้าไปนั่งรอในห้องโดยสาร ร้านดิวตีฟรีกับร้านขอยของที่ระลึกเล็กๆ มีไม่กี่ร้าน จนเวลา 8:45 น.พนักงานเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง เที่ยวบินที่ VN831 (กำหนดเวลาบิน 9:00-10:50น. ใช้เวลา 1:50 ชั่วโมง) แต่กว่าเครื่องจะขึ้นบินก็ราวเก้าโมงครึ่ง มีอาหารเช้าเสริฟบนเครื่องเป็นข้าวผัด ก็พอทานได้ รสออกจืดๆ เวียนามแอร์ไลน์เพิ่งก่อตั้งเมื่อค.ศ. 1996 มีสํญลักษณ์เป็นรูปดอกบัวสีทอง 6 กลีบ

       ขณะนั่งบนเครื่องบิน ลองอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษเวียดนามประกอบกับที่พบเห็นในฮานอย เวียดนามกำลังสร้างพัฒนาชาติกันอย่างแข็งขัน เด็กๆมุ่งมั่นเรียนหนังสือ ผู้ใหญ่มุ่งมั่นพัฒนางาน อาคารสถานที่กำลังก่อสร้าง รถราเริ่มมากขึ้น มอเตอร์ไซต์เยอะมาก เวลาข้ามถนนต้องเดาใจกันแม้จะมีไฟเขียวคนข้าม เวลาเดินต้องกล้า เดินอย่างสม่ำเสมอ อย่าวิ่ง อย่าถอยหน้าถอยหลัง ฮานอยเป็นเมืองหลวงแต่เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศอยู่ที่ไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้

       มีข่าวในหนังสือพิมพ์ที่กล่าวถึงเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศในปี 2010-2020 จะมีการพัฒนาชนบทตามทฤษฎีใหม่เพื่อยกระดับรายได้ในครัวเรือนให้ถึง 2222 ดอลลาร์สหรัฐ โดยการใช้โมเดล "หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์" ใน 1 หมื่นชุมชน และเน้นที่ 970 ชุมชนที่ยากจนที่สุด และตั้งเป้าให้บรรลุ 50 % โดยจัดสรรงบ 6.7-8.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หมุ๋บ้านยากจนได้งบ 100 % ส่วนหมู่บ้านอื่นๆได้แปรผันตามรายได้ของชุมชน 30-90% ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรกรรมและการพัฒนาชนบท (MARD) เพื่อพัฒนาโครงวสร้างพื้นฐานของชุมชน ปรับโครงสรางทางเศรษฐกิจ แก้ไขความอดอยากยากจน ปฏิรูปการผลิต พัฒนาการศึกษาและระบบสุขภาพ วิถีชีวิต น้ำและสุขศาสตร์สิ่งแวดล้อม

       เขาทำงานอย่างมีทิศทางชัดเจน ผู้รับผิดชอบชัดเจน ไม่มีการขัดแข้งขัดขากัน อดคิดถึงเมืองไทยไม่ได้ แยกสีแยกกลุ่ม งบไทยเข้มแข็งก็เอามาซื้อของมากกว่าการพัฒนาคน ไม่รู้ว่าจะสร้างไทยเข้มแข็งได้แค่ไหน

       เครื่องบินร่อนลงที่สนามบินสุวรรณภูมิตรงเวลา แสดงว่าบินจริงๆแค่ชั่วโมงนิดๆ การกำหนดเวลาไว้ 1:50 ชั่วโมง ถ้าออกสายแล้วถึงตรงเวลาผู้โดยสารก็ไม่รู้สึกอะไรนัก ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รอรับกระเป๋าแล้วก็ขึ้นแท๊กซี่กลับโรงแรมที่พัก

       ผมเดินเล่นแถวสะพานควายรู้สึกว่าแม้อากาศร้อนแต่ก็มีลมพัดมาเป็นระยะๆและสดชื่นกว่าเดินในฮานอยเยอะ รู้สึกไม่อึดอัด รู้สึกอากาศและสิ่งแวดล้อมสะอาดมากกว่า ยังไงๆอยู่เมืองไทยก็ดีกว่าเยอะ แม้ว่าอีกไม่นานเวียดนามอาจแซงหน้าไทยเหมือนกับที่สิงคโปร์กับมาเลเชียก้าวนำไปแล้ว อย่างน้อยๆก็เริ่มเห็นรถยนต์ยี่ห้องโปรตอนของมาเลย์ มาวิ่งอยู่ทีจังหวัดตากแล้ว

หมอพิเชฐ

บ้านตาก 11.00 น. วันที่ 19 กันยายน 2552