จากการสัมมนาวิชาการเรื่อง “อยู่อย่างมั่นคง ดำรงความพอเพียง” ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสถึงความสุขไว้ 2 ประเภท ได้แก่ 1.สามิสสุข คือ ความสุขที่ต้องอาศัยวัตถุ (วัตถุนิยม) และ 2.นิรามิสสุข คือ ความสุขที่เกิดจากใจ ซึ่งหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้มีแนวทางในการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในจิตใจ โดยใช้ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว พร้อมรับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ รวมทั้งจะต้องใช้ชีวิตให้พอดีกับอัตภาพ จึงจะทำให้ชีวิตเกิดความสุข ซึ่งความพอเพียงนี้สามารถนำไปใช้ได้ทุกบ้าน ทุกชุมชน ทุกประเทศ แต่ทุกวันนี้คนไทยยังสอนลูกในทางที่ผิด เลี้ยงลูกด้วยเงินด้วยวัตถุ แต่ไม่ได้สอนให้ลูกใช้ความสุขที่จิตใจ ใช้ความพอเพียงในการดำรงชีวิต หากคนไทยเลี้ยงลูกเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าห่วง ซึ่งต่างกับเศรษฐีอเมริกา ที่จะสอนลูกให้มีเหตุผลในการใช้เงิน โดยเฉพาะการออมเงินจะสอนให้แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เก็บไว้เป็นทุนในอนาคต และอีกส่วนไว้ทำกิจกรรมสาธารณกุศล
“อีกกลุ่มที่ต้องนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้มากที่สุด คือ กลุ่มครู ซึ่งทุกวันนี้ครูเป็นหนี้กันมาก หากเราอยากให้ครูพ้นหนี้ด้วยการหาแหล่งเงินกู้ใหม่ให้ครูอยู่เรื่อย ๆ หนี้จะลดลงหรือไม่ ทำไมเราถึงไม่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปลดหนี้ครู นอกจากนี้ผมยังได้รับทราบจากนายธนาคารหลายแห่งว่า ในช่วงแข่งขันฟุตบอลต่าง ๆ น่าเป็นห่วงพนักงานของตัวเองที่ไม่พอเพียง พอเสียก็จะมาทุจริตเงินธนาคาร ดังนั้นหากคนไทยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะต้องอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ทั้งต่อตนเอง และผู้อื่น” องคมนตรี กล่าว.
ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีการสนับสนุนให้ครูแก้ไขปัญหาหนี้สินด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ครูมีการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและรู้จักการเก็บออม เพื่อนำไปใช้ปลดหนี้สินให้หมดไป ดีกว่ามีโครงการเงินกู้สำหรับครู เพราะจะทำให้ครูมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย